myRSS by MyReadyWeb.com http://www.myreadyweb.com/ ข้อมูลล่าสุดของบทความ en-us ฟรี!! เว็บสำเร็จรูป สร้างเว็บ ทําเว็บ สร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ รับทําเว็บไซต์ ทำเว็บ การสร้างเว็บไซต์ http://www.myreadyweb.com/ http://www.myreadyweb.com/images/front/logo-print.jpg 240 66 ทําเว็บ สร้างเว็บ ด้วยสุดยอดระบบ เว็บสำเร็จรูป การสร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ จะเป็นเรื่องง่ายๆ ฟรี สร้างเว็บ ทำเว็บ สร้างเว็บไซต์ ที่ MyReadyWeb.com รวม LINK โหลดสื่อธรรม http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-34455.html <span style="font-size:18px"><span style="font-size:24px"><strong><span style="color:rgb(64, 224, 208)">มีเสียงอ่านหนังสือ เพลงธรรมะ เสียงธรรมโดยครูบาอาจารย์ </span></strong></span><br /> <br /> <span style="color:#FFD700">1. เวปฟังธรรม </span><br /> <a href="http://www.fungdham.com/sound/sound.html" target="_blank"><span style="color:#FFD700">http://www.fungdham.com/sound/sound.html</span></a><br /> <br /> <span style="color:#FFD700">ถ้าอยู่ต่างประเทศ </span><br /> <a href="http://www.fungdham.net/sound/sound.html" target="_blank"><span style="color:#FFD700">http://www.fungdham.net/sound/sound.html</span></a><br /> <br /> <span style="color:#EE82EE">2. เวปพลังจิต</span><br /> <a href="http://audio.palungjit.com/" target="_blank"><span style="color:#EE82EE">http://audio.palungjit.com/</span></a><br /> <br /> <span style="color:#FFA07A">3. เวปโจโฉ</span><br /> <a href="http://www.jozho.net/index.php?mo=3&amp;art=42054943" target="_blank"><span style="color:#FFA07A">http://www.jozho.net/index.php?mo=3&amp;art=42054943</span></a></span><br /> <br /> <br /> <br /> <span style="font-size:18px"><span style="color:#66cc66"><span style="font-size:24px">สถานีวิทยุธรรมะออนไลน์</span><br /> <br /> 1. สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนา วัดเกาะวาลุการาม จ.ลำปาง</span><br /> <a class="text-th3" href="http://www.watkoh.com" target="_blank"><span style="color:#66cc66">http://www.watkoh.com</span></a><br /> <br /> <span style="color:#66cc66">2. วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี </span><a class="text-th3" href="http://www.sanghathandhamma.com/" target="_blank"><span style="color:#66cc66">http://www.sanghathandhamma.com/</span></a><br /> <br /> <span style="color:#66cc66">3. หลวงตาบัว ญาณสัมปันโน </span><a class="text-th3" href="http://www.luangta.com" target="_blank"><span style="color:#66cc66">http://www.luangta.com</span></a><br /> <span style="color:#66cc66">สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25MHz.</span></span><br /> <br /> <br /> <span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><span style="font-size:24px">Camfrog ห้อง ธรรมะ รันสื่อธรรมะ 24 ชม</span><br /> กด add contact พิมพ์ชื่อห้อง</span></span><br /> <br /> <span style="font-size:18px"><span style="color:#FFD700">DOB_DHAMMA </span><br /> <a href="http://www.facebook.com/DobDhamma" target="_blank"><span style="color:#FFD700">http://www.facebook.com/DobDhamma</span></a></span> Fri, 12 Apr 2013 01:30:00 +0700 การลดกรรม 45อย่าง ผลของกรรม http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-34454.html <div style="text-align:center"><span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><span style="font-size:24px">การลดกรรม 45อย่าง ผลของกรรม</span></span></span></div> &nbsp; <p><br /> <span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><strong>1. </strong><strong>กรรมที่ไม่มีลูก</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น<br /> ลดกรรม&nbsp;ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ&nbsp;ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ<br /> มูลนิธิเด็กอ่อน<br /> <br /> <strong>2. </strong><strong>เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์<br /> ลดกรรม&nbsp;ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา&nbsp;ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์&nbsp;ทำบุญปล่อยเต่า<br /> งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต<br /> <br /> <strong>3. </strong><strong>ตาบอดหรือเป็นโรคตา</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน&nbsp;หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ<br /> ลดกรรม&nbsp;ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่&nbsp;ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพร!&nbsp;ะ บริจาคเงินในกล่อง<br /> ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด<br /> <br /> <strong>4. </strong><strong>ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ถูกสัตว์กัดต่อย</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น&nbsp;มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ </span></span><br /> <br /> <span style="color:#66cc33"><span style="font-size:18px"><strong>5. </strong><strong>สูญเสียคนใกล้ชิด</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยยิงนกตกปลา<br /> ลดกรรม&nbsp;ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต หรือกินเจทุกๆ 3 เดือน&nbsp;ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา<br /> <br /> <strong>6.</strong><strong>ถูกนินทา ถูกให้ร้าย</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน<br /> ลดกรรม&nbsp;พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์&nbsp;พูดให้ผู้อื่นมีความสุข<br /> <br /> <strong>7. </strong><strong>มักเดือดร้อนเพราะไฟ</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา<br /> ลดกรรม&nbsp;ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน&nbsp;ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ หรือทุกๆเดือนในวันพระ&nbsp;ร่วมพิมพ์หนังสือ<br /> ธรรมะแจกจ่ายฟรี<br /> <br /> <strong>8. </strong><strong>ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ<br /> ลดกรรม&nbsp;ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ&nbsp;เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้<br /> <br /> <strong>9. </strong><strong>ตั้งหลักปักฐานไม่ได้</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>โยกย้ายบ่อย</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร&nbsp;แก่วัดวาอารามต่างๆ<br /> ลดกรรม&nbsp;ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร&nbsp;ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง&nbsp;ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย<br /> <br /> <strong>10. </strong><strong>มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช<br /> ลดกรรม&nbsp;บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจะบวช 7 วัน หรือ 15 วัน 1 เดือน 1 พรรษา&nbsp;แล้วแต่<br /> จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์&nbsp;หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา&nbsp;หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่าง<br /> สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้ </span></span><br /> <br /> <span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><strong>11.</strong><strong>ไม่มีคนชื่นชมเอ็นดู</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ชาดเสน่ห์</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยถวายของหอม<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวันพระ ถวายธูปหอม&nbsp;เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย ทองคำเปลว ประน้ำอบน้ำปรุง&nbsp;ประพฤติดี<br /> ปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น&nbsp;คิดดี ทำดี พูดดี ให้ผู้อื่นได้ดี มิให้ร้ายผู้ใด<br /> <br /> <strong>12. </strong><strong>เป็นที่รังเกียจ</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ทำติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทาน<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์มหาชาติทุกๆปี&nbsp;ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น<br /> พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจกฟรี<br /> <br /> <strong>13. </strong><strong>ไปไหนมาไหนลำบาก</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>มีแต่อุปสรรค</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน&nbsp;หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก<br /> ลดกรรม&nbsp;บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน&nbsp;สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ&nbsp;ช่วยผู้คนยากไร้ให้<br /> ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก<br /> <br /> <strong>14. </strong><strong>เป็นคนรับใช้เขาร่ำไป</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยเนรคุณผู้ที่เคยมีพระคุณแก่ตน<br /> ลดกรรม&nbsp;ตอบแทนผู้มีคุณด้วยความกตัญญู ร่วมทำบุญสร้างพระพุทธรูป&nbsp;พระประธาน ทำทานทั้งกับคนและสัตว์<br /> <br /> <strong>15. </strong><strong>ขัดสน อดมื้อกินมื้อ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยละเว้นการใส่บาตร ละเว้นการให้ทาน เมื่อมีคนยากไร้มาขอทานอาหารและน้ำ<br /> ลดกรรม&nbsp;แบ่งปันอาหาร น้ำ เสื้อผ้า แก่คนยากไร้อนา!&nbsp;ถา แม้ไม่มีเงินก็แบ่งปันสิ่งของตามที่มี&nbsp;ตักบาตรทุกเช้าหรือทุกวันพระ </span></span><br /> <br /> <span style="color:#66cc33"><span style="font-size:18px"><strong>16. </strong><strong>อาภัพคู่ ร้างคู่</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยผิดลูกผิดเมียเขา<br /> ลดกรรม&nbsp;บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานคู่บ่าวสาวที่ยากจน&nbsp;ถวายของเป็นคู่ เช่น แจกันคู่<br /> เชิงเทียนคู่ หมอนคู่&nbsp;เป็นต้น<br /> <br /> <strong>17. </strong><strong>ได้คู่ที่เลวร้าย</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ทำร้ายตนหรือทำให้เป็นทุกข์</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยข่มขืนเขาในชาติก่อน เคยทุบตีทำร้ายคู่<br /> ลดกรรม&nbsp;บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา&nbsp;<br /> <br /> <strong>18. </strong><strong>อยู่โดดเดี่ยวยามบั้นปลาย</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยจับสัตว์ขัง<br /> ลดกรรม&nbsp;ทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญทำทานแก่เด็กอนาถาและสัตว์อนาถา<br /> <br /> <strong>19. </strong><strong>รูปร่างหน้าไม่งดงาม</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม<br /> ลดกรรม&nbsp;ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ทำบุญบริจาคดวงตา&nbsp;บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล<br /> <br /> <strong>20. </strong><strong>มักถูกโกง ถูกเบี้ยวเงิน</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยคดโกงผู้อื่น!<br /> ลดกรรม&nbsp;สละทรัพย์บริจาคร่วมการกุศลต่างๆ ทำบุญตักบาตร&nbsp;ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวรทุกๆเดือน </span></span><br /> <br /> <span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><strong>21. </strong><strong>พิการ ร่างกายไม่สมประกอบ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยทุบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญไหว้พระ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือศีล&nbsp;5 ศีล 8 เจริญภาวนา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน<br /> <br /> <strong>22. </strong><strong>มีคดีความ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยหรือพยายามหาทางช่วยเหลือ<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน&nbsp;ถือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือนๆละ 7 วัน<br /> <br /> <strong>23. </strong><strong>ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่สงเคราะห์คนอนาถา ที่มาขออาหาร ขอชายคาหลบฝน&nbsp;ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก<br /> ลดกรรม&nbsp;ร่วมทำบุญซื้อกระเบี้องหลังคาโบสถ์ หมั่นไปกราบไหว้บู!&nbsp;ชาศาลหลักเมือง ทำบุญทำทานแก่สัตว์พิการหรือสัตว์จรจัด<br /> <br /> <strong>24. </strong><strong>จิตใจขุ่นมัว ดุดัน</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ขี้โมโห</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;มักตะหนี่ในการทำบุญ<br /> ลดกรรม&nbsp;สวดมนต ์ไหว้พระ ทุกวันพระ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน&nbsp;ถือศีล 5 หรือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือน บริจาคทาน&nbsp;แบ่งปันเงินทองหรือ&nbsp;สิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก&nbsp;หรือร่วมทำบุญบริจาคทานกับมูลนิธิสถานสงเคราะห์&nbsp;และวัดวาอารามต่างๆ<br /> <br /> <strong>25. </strong><strong>ไม่มีชื่อเสียง</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยติฉินนินทาทำให้ผู้อื่นเสียหาย<br /> ลดกรรม&nbsp;ร่วมทำบุญสร้างหอระฆัง ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา&nbsp;ทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา </span></span><br /> <br /> <span style="color:#66cc33"><span style="font-size:18px"><strong>26. </strong><strong>ไม่มีวาสนาบารมี</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยนับถือชื่นชมผู้นับถือธรรมมะ<br /> ลดกรรม&nbsp;ทำบุญสร้างพระพุทธรูป ทำทานกับคน<br /> <br /> <strong>27. </strong><strong>มีลูกหลานไม่ดี</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>เกเร ไม่เชื่อฟัง</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ทำแท้ง เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน<br /> ลดกรรม&nbsp;บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง&nbsp;ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง<br /> <br /> <strong>28. </strong><strong>เจอแต่คนเอาเปรียบ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ&nbsp;เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ ขโมยเงินครอบครัวมาใช้<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น ไม่ดื่มเหล้า&nbsp;ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดีๆเข้ามาในชีวิต<br /> <br /> <strong>29. </strong><strong>เกิดในสกุลต้อยต่ำ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;โอหัง อวดดี จิตใจคับแคบ<br /> ลดกรรม&nbsp;ร่วมทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธาน ทำบุญทำทานกับคนยากไร้&nbsp;และสัตว์อนาถา พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี<br /> <br /> <strong>30. </strong><strong>ไร้สง่าราศี ขาดวาสนา</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยเมาสุระอาละวาด ระรานผู้อื่น!<br /> ลดกรรม&nbsp;นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ทำทานกับคนอนาถา&nbsp;และสัตว์อนาถา ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี </span></span><br /> <br /> <span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><strong>31. </strong><strong>ไม่เจริญก้าวหน้า</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>จิตใจเป็นทุกข์</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยชักจูงคนทำชั่ว&nbsp;<br /> ลดกรรม&nbsp;ถือศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ 3 เดือน หมั่นทำบุญตักบาตร&nbsp;ถวายสังฆทาน<br /> <br /> <strong>32. </strong><strong>จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยริษยาผู้อื่น<br /> ลดกรรม&nbsp;ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยปลาลงน้ำ&nbsp;นั่งสมาธิ สวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร<br /> <br /> <strong>33. </strong><strong>ชีวิตตกต่ำ ทำสิ่งใดไม่เจริญ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยทำแท้ง<br /> ลดกรรม&nbsp;ปล่อยปลาลงน้ำทุกๆเดือน จนครบ 9 เดือน หรือ 1 ปีเต็ม ถวายสังฆทาน ทำบุญใส่บาตรเสมอ<br /> <br /> <strong>34. </strong><strong>เป็นเมียน้อย เมียเก็บ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยผิดลูกผิดเมียเขามาก่อน ขืนใจเขาโดยไม่ยินยอม&nbsp;เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน<br /> ลดกรรม&nbsp;ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่&nbsp;อย่างใดก็ได้ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น&nbsp;บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น&nbsp;ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและสมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป&nbsp;ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง&nbsp;เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม<br /> <br /> <strong>35. </strong><strong>เป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัว</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน&nbsp;เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ<br /> ลดกรรม&nbsp;ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น&nbsp;เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวร&nbsp;อโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น&nbsp;ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา&nbsp;จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา&nbsp;และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด&nbsp;ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้&nbsp;นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน&nbsp;และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข </span></span><br /> <br /> <span style="color:#66cc33"><span style="font-size:18px"><strong>36. </strong><strong>เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ<br /> ลดกรรม&nbsp;ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ&nbsp;รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง&nbsp;กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม&nbsp;ถวายยาเข้าวัด<br /> หรือช่วยเหลือคนป่วย<br /> <br /> <strong>37. </strong><strong>เป็นมะเร็ง</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;รู้เห็นเป็นใจกับการทำแท้ง การทารุณสัตว์&nbsp;หรือการทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น<br /> ลดกรรม&nbsp;ทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม<br /> ทำบุญสร้างพระพุทธรูป&nbsp;สร้างโบสถ์หรือสร้างศาลาวัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี&nbsp;หมั่นนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน<br /> <br /> <strong>38. </strong><strong>ค้าขายขาดทุน ทำงานไม่ก้าวหน้า</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเครื่องเซ่นสังเวย&nbsp;เจ้าที่-เจ้าทาง หมั่นสวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร&nbsp;<br /> <br /> <strong>39. </strong><strong>ด้อยปัญญา</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ฝักใฝ่อบายมุขในชาติก่อน หรือชักชวนคนไปทำชั่ว&nbsp;ดูแคลนหลักธรรมมะ<br /> ลดกรรม&nbsp;พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจก ทำบุญทำทานกับโรงเรียนของเด็กพิการหรือตามมูลนิธิต่างๆ<br /> <br /> <strong>40. </strong><strong>ตกงาน</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นในเรื่องงาน หรือแย่งงานผู้อื่น<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญทำทาน ร่วมงานบุญต่างๆ ปล่อยนกปล่อยปลา </span></span><br /> <br /> <span style="color:#FFD700"><span style="font-size:18px"><strong>41. </strong><strong>ไม่มีโชคลาภ</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถวายธูป เทียน&nbsp;ดอกไม้สด พวงมาลัย และทองคำเปลว<br /> <br /> <strong>42. </strong><strong>เรียนไม่จบ การเรียนมีอุปสรรค</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ชาติก่อนปฏิเสธการฟังเทศน์ฟังธรรม<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นเข้าวัด ร่วมงานบุญต่างๆ ฟังเทศน์&nbsp;อ่านหนังสือธรรมะ<br /> <br /> <strong>43. </strong><strong>มีอาชีพต้อยต่ำที่ผู้คนดูแคลน</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ชาติก่อนเคยบวชด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์&nbsp;ไร้ความศรัทธา อาศัยผ้าเหลืองหากิน<br /> ลดกรรม&nbsp;ถือศีล 5 ศีล 8 นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ถวายสังฆทานทุกเดือน&nbsp;หรือทุก 3 เดือน<br /> <br /> <strong>44. </strong><strong>ครอบครัวยากจน</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ชาติก่อนไม่เคยบริจาคทาน<br /> ลดกรรม&nbsp;หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้ามีเงินไม่มากก็บริจาคเป็นสิ่งของ&nbsp;แรงกาย หรือน้ำใจ ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก&nbsp;เช่น ไปช่วยอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด<br /> <br /> <strong>45. </strong><strong>เป็นทุกข์เพราะความรัก</strong><br /> กรรมจาก&nbsp;ชาติก่อนเจ้าชู้ หลอกผู้อื่นให้อกหัก<br /> ลดกรรม&nbsp;ประพฤติดีปฏิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา&nbsp;ใจ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆให้คนอื่นได้สมรักสม</span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 01:00:00 +0700 ตำนานฤาษี 108 ตน ตอน 5 http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26118.html <p> <strong><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">พระฤษีมาฆะ (ไม่มีภาพ)</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">***พระฤษีมาฆะ เป็นพระฤษีที่บำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำหนาว...</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีหลีเจ๋ง</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">***พระฤษีหลีเจ๋ง พระฤษีท่านนี้ท่านเป็นเซียนจีน ผู้อยู่หนึ่งในแปดเซียน...</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);"><strong>พระฤษีสมิทธิ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">***พระฤษีสมิทธิ พระฤษีท่านนี้ เป็นบรมครูแห่งการนวดแผนโบราณอีกท่านหนึ่ง...</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีพยาธิประลัย (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">***พระฤษีพยาธิประลัยท่านนี้ เป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณอีกท่านหนึ่ง...</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีอัลลกัปปกะ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">***พระฤษีอัลลกัปปกะ ท่านเป็นผู้แตกฉานในโหราศาสตร์ และมีมนต์พิณ<br /> บังคับช้าง 'หัสดีกันต์' และได้ถ่ายทอดให้กับพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี<br /> สมัยพุทธกาล...</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);"><strong>พระฤษีอะแหม่ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">***พระฤษีอะแหม่ พระฤษีท่านนี้มีนิ้วมือสิบเอ็ดนิ้ว และถือพรตบูชาพระศิวะมหาเทพ...</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีโควินท์ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; เป็นพระฤษีที่อยู่ในป่าแห่งเมืองไกยเกษ เมื่อครั้งที่ ท้าวคนธรรพ์ ผู้ครองเมืองดิสศรีลิน แล้ววิรุฬพัทผู้เป็นโอรสได้เที่ยวไปในราวป่าแล้วเลยเข้าตีเมืองไกยเกษ ส่วนท้าวไกยเกษสู้ไม่ได้จึงทิ้งเมืองหนีไปอยู่กับพระฤษีโควินท์องค์นี้ จนกระทั่งพระกุศกับพระลบออกมาทำศึก พระกุศฆ่าท้าวคนธรรพ์ พระลบฆ่าวิรุฬพัท แล้วก็เข้าไปกราบนมัสการพระฤษีโควินท์ แล้วจึงรับท่านท้าวไกยเกษไปส่งเมือง กลับขึ้นครองราชย์โดยปราศจากศัตรูอีกต่อไป<br /> &nbsp; พระฤษีโควินท์ ก็นับว่าเป็นผู้มีพระคุณอีกองค์หนึ่ง ซึ่งปกป้องคุ้มครองอันตรายให้กับท่านท้าวไกยเกษ มิให้ศัตรูพบเห็น จนกระทั่งพ้นอันตราย......</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีโควินท์ สวมชฎาดอกลำโพงสีกลัก...</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);"><strong>พระฤษีศรภังค์ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีตนนี้ได้บำเพ็ญพรตจนสำเร็จมรรคผลจะได้ไปถึงพรหมโลกแล้ว<br /> แต่จะไปพรหมโลกได้ก็จะต้องถึงวาระดับขันธ์จากร่างในปัจจุบันก่อน พระ<br /> ฤษีศรภังค์ก็ไม่รอเวลาสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ กลับร้อนใจอยากไปเร็วกว่า<br /> นั้น จึงเดินเข้ากองไฟเผาตัวเองเสียเลย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; วิธีการอย่างนี้ฝ่ายไสยศาสตร์ในสมัยนั้น ถือกันว่าเป็นของดีควรกระทำ<br /> ทางพุทธศาสนาเห็นว่าเป็นบาปหนักหนา พระพุทธองค์ทรงบัญญัติโทษ<br /> เป็นมนุสสวิคหะปาราชิก ห้ามเด็ดขาด</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">&nbsp;&nbsp; พระฤษีศรภังค์ สวมชฎาดอกลำโพงสีกลัก หรือยอดบายศรีลายหนังเสือ<br /> บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าฑัณฑก...</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีอจนคาวี,พระฤษียุทธอักขระ,พระฤษีทะหะ,พระฤษียาคะ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;เป็นพระฤษีที่ปรากฏอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ พระฤษี 4 ตนที่สร้างกรุงอโยธยา<br /> พระฤษี 4 ตน เดิมอาศัยอยู่ในชมภูทวีป ณ.ป่าทวารวดีได้บำเพ็ญพรตนาน<br /> นับแสนปี เมื่อสร้างเมือง ณ.ที่อาศัยของพระฤษีเดิม จึงใช้ชื่อของพระฤษีทั้ง<br /> 4 ตนและชื่อป่ามารวมกัน แล้วตั้งชื่อว่า'ทวาราวดีศรีอยุทธยา' มีท้าวอโน<br /> มาตันเป็นปฐมกษัตริย์...</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; พระฤษีทั้ง 4 ตน สวมชฎาดอกลำโพง....</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <strong><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">พระฤษีโรมสิงห์,พระฤษีวตันตะ,พระฤษีวชิร,พระฤษีวิสุทธิ (ไม่มีภาพ)</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">***&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษี 4 ตน ที่ชุบชีวิตนางมณโฑ เรื่องย่อมีอยู่ว่านางนาคได้สมสู่กับงูดินพระฤษีทั้ง 4 เห็นเข้าจึงใช้ไม้เคาะหลังเตือนนางนาค นางจึงโมโหและอับอายและเกรงพระบิดาจะล่วงรู้ความลับนี้จากพระฤษี จึงแอบไปคายพิษไว้ในอ่างน้ำนมที่นางแพะได้มาบีบใส่ถวายพระฤษีทุกวัน<br /> &nbsp;&nbsp; ขณะนั้นนางกบที่อาศัยอยู่ ณ.อาศรมพระฤษี เห็นเหตุการณ์โดยตลอด<br /> นางซึ่งเคยได้รับแบ่งน้ำนมจากพระฤษีทั้ง 4 ตนอยู่เสมอ คิดแทนพระคุณ<br /> จึงได้กระโดดไปในอ่างน้ำนมจนถึงแก่ความตาย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีกลับมาเห็นนางกบตายก็สงสารเลยชุบชีวิตให้ นางกบเลยเล่า<br /> เรื่องนางนาคคายพิษในอ่างน้ำนม พระฤษีเห็นความกตัญญูของนางกบ<br /> เลยทำพิธีชุบนางกบให้เป็นมนุษย์ ชื่อว่า นางมณโฑ แต่เนื่องจากนางมณโฑเป็นผู้หญิง จะอยู่อาศรมด้วยกันนั้นไม่ได้ จึงนำนางไปถวายเป็นข้ารับใช้พระอุมาเทวี ตอนหลังได้ถูกทศกัณฑ์ ขอไปเป็นชายาของตน.....</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีทั้ง 4 ตน สวมชฎาดอกลำโพง</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-snc6/198586_277442432367385_1418041838_n.jpg" style="width: 346px; height: 500px;" /></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีพรหมนารท(พระนารทมหาฤษี) และพระพรหมฤษีวาลมีกิ</strong></span></span></p> <p> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/394186_277520462359582_487157280_n.jpg" /></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);"><img alt="" height="983" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/284221_277520472359581_75471981_n.jpg" width="393" /><br /> <br /> <img alt="" height="957" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/284396_277520479026247_674881244_n.jpg" style="width: 481px; height: 1027px;" width="378" /><br /> <br /> <br /> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/397294_277520499026245_207900398_n.jpg" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-snc7/408184_277520505692911_1772926461_n.jpg" /><br /> <br /> <br /> <br /> <img alt="" height="960" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/530196_277520519026243_1525305777_n.jpg" style="width: 454px; height: 990px;" width="444" /><br /> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/408908_277520532359575_387630290_n.jpg" /><br /> <br /> <br /> <br /> <strong>พระฤษีหน้าแพะ(พระทักษะประชาบดี)</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">&nbsp; นี่ก็คือสรรพนามของพระทักษะประชาบดี ด้วยเหตุที่พระมุนีภพหรือพระวีรภัทร<br /> ในภาคหนึ่งของพระอิศวร ที่ได้ลงมาตัดหัวแพะเอามาต่อให้จึงเรียกว่า พระฤษี<br /> หน้าแพะ<br /> พระทักษะประชาบดี มีธิดาถึง ๖๔ นางด้วยกัน แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่่มคือ...</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">ในกลุ่มแรก ตามจำนวน ๒๔ นาง ยกให้เป็นชายา พระยมทั้งหมด ๑๓ นาง และ<br /> ตั้งแต่นางที่ ๑๔-๒๔ นาง ก็ล้วนแต่เป็นพระชายาของพระฤษี ทั้งนั้น คือ...</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">๑๔.นางขยาติ เป็นพระชายาของ พระฤษีภฤคุ<br /> ๑๕.พระสตี เป็นพระชายาของ พระมุนีภพ (พระอิศวร)<br /> ๑๖.นางสภูติ เป็นพระชายาของ พระฤษีมรีจิ<br /> ๑๗.นางสมฤดี.เป็นพระชายาของ พระฤษีอังคีรส<br /> ๑๘.นางปรีติ เป็นพระชายาของ พระฤษีปุลัสตยะ<br /> ๑๙.นางกษมา เป็นพระชายาของ พระฤษีปุลหะ<br /> ๒๐.นางสันติ เป็นพระชายาของ พระฤษีกรตุ<br /> ๒๑.นางอนสูยา เป็นพระชายของ พระฤษีอัตริ<br /> ๒๒.นางอูรยา เป็นพระชายาของ พระฤษีวสิทฐ์<br /> ๒๓.นางสวาหา เป็นพระชายาของ พระฤษีวหนิ<br /> ๒๔.นางสวธา เป็นพระชายาของ พระฤษีปิตฤ</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);">พระฤษีทั้งหมดที่เป็นบุตรเขยของพระทักษะประชาบดี(ฤษีหน้าแพะ) ล้วนแต่<br /> มีอิทธิฤทธิ์ และอำนาจบารมีสูงกันทั้งนั้นแต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อยู่ไม่น้อย<br /> ที่นักบวช คือ พระฤษีสมัยนั้นมีเมียได้<br /> พระธิดาของพระทักษะประชาบดี พวกที่ ๒ มีทั้งหมด ๒๗ นาง ก็ยกให้เป็นพระ<br /> ชายาของพระจันทร์ทั้งหมดและยังเป็นดาวนักษัตรอีกด้วย<br /> ส่วนพระธิดา พวกที่ ๓ มีทั้งหมด ๑๓ นาง ก็ยกให้เป็นพระชายาของพระกัศยป<br /> ซึ่งพระองค์นี้ก็มีตำแหน่งหน้าที่เป็น พระฤษีกัศยป อีกเช่นกัน<br /> ท่านก็คงทราบดีแล้วว่าทำไมถึงมีพระฤษีเป็นหน้าแพะ......</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);"><strong>พระกศยปมุนี<br /> <img alt="" height="976" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-snc7/404666_277521312359497_1125752616_n.jpg" style="width: 552px; height: 923px;" width="470" /></strong></span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 165, 0);"><strong>พระฤษีกษยศฤงค์หรือพระฤษีหน้าเนื้อ..(อิสีสิงค์) ไม่มีภาพ...<br /> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/401435_277521339026161_1193981668_n.jpg" /></strong></span></span><br /> &nbsp;</p> <p> <br /> &nbsp;</p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 ตำนานฤาษี 108 ตน ตอน 6 http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26130.html <p> <strong><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีวิศวามิตร (ไม่มีภาพ)</span></span></strong></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/73936_277526015692360_348597937_n.jpg" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/548318_277526029025692_953005723_n.jpg" /><br /> <br /> <br /> <br /> พระฤาษีพฤหัสบดี<br /> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/300973_277526042359024_1021605248_n.jpg" /></span></span><img alt="" height="527" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-snc6/222172_277526062359022_447284690_n.jpg" style="width: 539px; height: 565px;" width="696" /></p> <p> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <strong><img alt="" height="850" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/39308_277526035692358_750513101_n.jpg" style="width: 404px; height: 714px;" width="530" /></strong><br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีพรหมจุลี</strong></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท่านเป็นพระราชบิดาของ ท่านท้าวพรหมทัต ผู้ยิ่งใหญ่และมีคุณธรรมแห่ง นครกามปิลย์ ท้าวพรหมทัตเป็นมานัสบุตร ซึ่งเกิดขึ้นด้วยใจของพระจุลีพรหมฤษีคำว่ามานัสบุตรและการเกิดขึ้นด้วยใจนั้นมิใช่ว่าจะเป็นเรื่องเหลวใหลเนื่องจากผู้ที่สำเร็จในตบะฌานได้ขึ้นไปปฏิบัติอยู่บนสวรรค์ไม่ว่าจะเป็นชั้นเทพหรือชั้นพรหมท่านจะมีบารมีมากมายถึงขั้นที่ว่าต้องการอะไรก็จะต้องได้สมกับเจตนา มโนนึก ที่เรียกกันว่า เสวยทิพย์สมบัติ ในที่นั้นจะต้องกลายเป็นทิพย์ทั้งหมด เช่น อยู่่ปราสาททิพย์ วิมานทิพย์ บัลลังก์ทิพย์ แท่นทิพย์(ทิพยอาสน์) อาหารทิพย์ โภชนาทิพย์ เสื้อผ้าอาภรณ์ทิพย์ กายทิพย์ และกายก็ยังเป็นทิพย์ตลอดเวลาเมื่อต้องการสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้นมาทุกครั้งที่ต้องการ&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อท่านต้องการที่จะมีบุตรหรือธิดา ก็เพียงแต่สัมผัสกันด้วยใจคือมีความนึกคิดว่าจะมีเ้ท่านั้นเองก็จะเกิดขึ้นมาตามความต้องการ มิต้องมีการสัมผัสกันด้วยกายเหมือนมนุษย์<br /> &nbsp;&nbsp; ในกาลครั้งนั้น ยังมีกษัตริย์ที่สละสมบัติอีกพระองค์หนึ่งซึ่งตั้งตน บำเพ็ญตบะเป็นพระฤษีทรงพระนามว่า พระกุศนาภ&nbsp; มีพระราชธิดาทั้งหมดถึง ๑๐๐ นาง แต่ละนางมีความงดงามต้องตาต้องใจ ของผู้ที่ได้พบเห็นและความงามนี้ก็เท่าเทียมกันทุกนางด้วย อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งจะต้องบังเอิญให้เกิดเหตุอันที่จะต้องบันทึกไว้เป็นประวัติ นางทั้งร้อยได้ออกมาจากสถานที่อยู่อาศัย&nbsp; เพื่อออกไปเที่ยวเล่นและเก็บดอกไม้ผลไม้ในป่ากันอย่างสนุกสนานต่างก็กระเซ้าเย้าแหย่กันมาตลอดทาง พอดีมาพบกับพระพายในระหว่างทางไนป่าเปลี่ยวพระพายเห็นนางทั้งร้อยมีความสวยงามเป็นที่น่ารักและถูกใจจึงตรงเข้าไปขอความรัก&nbsp; และขอร่วมรักกับนางทั้งร้อยนั้น&nbsp; แต่ทุกนางก็ไม่มีใครยอมตกลงมิหนำซ้ำยังช่วยกันรุมล้อมทำการขับไล่ให้พระพายไปจากที่นั่น พระพายทั้งโกรธและอายจึงกลั่นแกล้งสาปให้นางทั้งร้อยกลายเป็นนางค่อม(กันยากุพชา)กันทั้งหมดทุกนาง แล้วพระพายก็จากไปโดยไม่หันมามองอีกเลยว่านางทั้งร้อยจะบังเกิดความทุกขอย่างไร<br /> &nbsp;&nbsp; นับแต่นั้นมา นครหลวงของพระกุศนาภจึงมีนามเรียกขานกันต่อๆมาว่า นครกานยกุพช์&nbsp; เพราะเป็นเมืองที่อยู่ของ&nbsp; กันยากุพชานางค่อมทั้งร้อยนั่นเอง ท่านท้าวกุศนาภก็มีความคั่งแค้น ที่พระธิดาของท่านต้องกลายมาเป็นนางค่อมโดยการกลั่นแกล้งของพระพาย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ในที่สุดพระกุศนาภก็ยกพระธิดาพิการทั้งร้อยนางใหักับท่านท้าวพรหมทัตกษัตริย์แห่ง นครกามปิลย์ไปเป็นชายา ด้วยเหตุที่ว่าท่านท้าวพรหมทัต&nbsp; ท่านเป็นมานัสบุตร คือ&nbsp; บุตรที่เกิดจากใจพระจุลีพรหมฤษี&nbsp; จึงเป็นผู้ที่มีบารมีมากดังนั้นพอท่านท้าวพรหมทัตรับนางทั้งร้อย แล้วพากลับเข้าสู่พระราชฐานแล้ว เพียงแตสัมผัสแตะต้องตัวนางค่อมเท่านั้น ทุกนางก็กลับกลายเป็นหญิงผู้มีรูปโฉมงดงามหายจากการพิการหมดสิ้นทั้งร้อยนาง<br /> &nbsp;&nbsp; นี่คือประวัติย่อๆของพระพรหมฤษีจุลี ที่มีทั้งอภินิหารและบารมีอันล้นพ้นหากท่านผู้อ่านมีศรัทธาและนับถือท่านก็ทำพิธีกราบ<br /> กราบไหว้ขอพรบารมีจากท่าน บางทีท่านอาจจะประทานให้ก็ได้....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/422913_276805185764443_1829700676_n.jpg" /></p> <p> <span style="color: rgb(102, 204, 153);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระอาฬารดาบสกาลามโคตร(ผู้เป็นพระอาจารย์เอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)&nbsp; </strong><br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท่านเป็นพระอาจารย์เอกของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์ปัจจุบันนี้ ท่านก็ยังละสังขารจากโลกมนุษย์ ขึ้นไปเสวยสุขอยู่บนทิพย์วิมานในชั้นพรหมโลกนี้ด้วยเหมือนกัน จนกว่าจะสิ้นอายุขัย<br /> ต่อมาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้วก็ทรงดำริที่จะไปแสดงธรรม และก็คิดว่าจะแสดงธรรมในที่ใดกับผู้ใดก่อน ซึ่งจะโปรดเป็น<br /> คนแรกเมื่อพระองค์ระลึกได้ว่า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงออกผนวชใหม่ๆ ก็ได้อาศัยพระอาฬารดาบสนี้ เป็นอาจารย์ผู้สั่งสอนในสิ่งต่างๆ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่าน<br /> สอนนั้นจะไม่บรรลุก็ตามก็ยังจัดว่า พระอาฬารดาบสท่านนี้ ก็ยังนับว่ามีพระคุณอันยิ่งใหญ่อยู่นั่นเอง ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความฉลาด กิเลสน้อย<br /> ปัญญาก็ดี มีความสามารถที่จะรู้ได้เร็วกว่าผู้อื่น ด้วยเหตุนี้จึงคิดที่จะทรงแสดงธรรมโปรด เพื่อที่จะให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์<br /> เพียงแต่พระพุทธเจ้าทรงเล็งทิพย์ญานดู ก็รู้ว่าท่านพระอาฬารดาบสได้ละสังขารตายไปเสียแล้ว ก่อนหน้าที่พระองค์จะได้ตรัสรู้เพียง ๗ วัน เท่านั้น<br /> แล้วขึ้นไปบังเกิดเป็นอรูปพรหม อยู่ในชั้นที่ ๑๙ นั่นเองจึงหมดโอกาสที่จะแสดงธรรมโปรด ให้บรรลุธรรมขั้นวิเศษ ที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ต่อไปไ ด้<br /> เพราะไม่มีตัวตน ไม่มีวิญญาณที่จะได้สดับรับฟัง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระอาฬารดาบสจึงหมดโอกาสที่จะได้เป็นพระอรหันต์ และหมดโอกาส<br /> ที่จะให้พระพุทธเจ้า นำพามุ่งสู่ ศิวาโลกแดนพระมหานิพพานได้อีกแล้ว จึง<br /> ต้องเสวยทิพย์อยู่ในวิมานอากาศเป็นอรูปพรหม ต่อไปถึงแปดหมื่นมหากัปป์.....</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีสุเมธ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีองต์นี้บำเพ็ญพรตอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ท่านสามารถใช้คาถาอาคมของท่านในการล่องหนหายตัว ผูกจิต สะกดจิต สะกดทัพ เรียกลม เรียกฝนเรียกน้ำ เรียกไฟ ได้ตามความต้องการของท่าน ก็นับได้ว่าในดินแดนแห่งป่าหิมพานต์นั้น ยากนักที่จะมีพระฤษีองค์ใดมีความสามารถ เสมอเหมือนกับพระฤษีสุเมธได้ดังประวัติและเรื่องราวของท่าน หลังจากที่มหายมยักษ์ หรือท้าวศากยวงศา ผู้ครอบครองเมืองบาดาลได้สวรรคตไปแล้ว ท้าวไมยราพณ์ผู้เป็นโอรสก็ขึ้นครองบาดาลสืบไป ในด้านวิชาความรู้ก็ยังมีน้อยนัก จึงต้องไปร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระฤษีสุเมธ อยู่ในอาศรมแห่งป่าหิมพานต์นั้น พระฤษีก็อบรมสั่งสอนให้ไมยราพณ์ได้ท่องบ่นมนตร์ที่สำคัญๆ จนกระทั่งเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี ทั้งในด้านคงกระพันชาตรี ล่องหน กำบังกาย หายตัว สะกดทัพ สะกดจิต ผูกใจ เรียกฝน เรียกลม เรียกน้ำ เรียกไฟ ได้อย่างแม่นยำครบถ้วนทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความขยันหมั่นเพียรและเอาจริงเอาจัง และไมยราพณ์ก็มีนิสัยดี ว่านอนสอนง่าย จึงทำให้พระฤษีสุเมธมีความรักต่อไมยราพมาก ไม่ว่าจะมีอะไรก็ไม่ปิดบังนำเอามาถ่ายทอดอบรมสั่งสอนให้จนหมดสิ้น ในที่สุดพระฤษีสุเมธก็ทำพิธีถอดดวงใจให้ไมยราพณ์เพื่อจะได้อยู่ยงคงทน ใครฆ่าก็ไม่ตาย พระฤษีทำพิธีสะกดจิตวิญญานและดวงใจด้วยการนั่งบริกรรมพระคาถาไศยาคมด้วยดวงจิตที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ ด้วยตบะและบารมีฌานของท่าน ครั้นแล้วในไม่ช้านักดวงใจของไมยราพณ์ก็ลอยออกมาทางปาก แล้วจึงกลายเป็นแมลงภู่ บินวนเวียนอยู่รอบปรำพิธี เป็นการทักษิณาวัฏครบ ๓ รอบ แล้วพระฤษีสุเมธก็เรียกให้แมลงภู่บินเข้ามาใกล้ จับใส่ผอบแล้วจึงส่งให้ไมยราพณ์ ให้นำเอาไปเก็บซ่อนไว้มิให้มีผู้ใดรู้เห็น ที่ในถ้ำลึกยอดเขาตรีกูฏ พร้อมทั้งกำชับว่าอย่าบอกใครเป็นอันขาด ไมยราพณ์จะได้มีชีวิตอยู่ยืนยงถาวรสืบต่อไป ทั้งหนังก็เหนียวใครฆ่าไม่ตาย ไม่มีใครทำลายชีวิตไมยราพณ์ได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นี่ก็คือประวัติอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยฤทธาบารมีของพระฤษีสุเมธ....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีสุเมธ สวมชฎาดอกลำโพง หรือเทริดยอดบายศรีลายหนังเสือ เป็นอาจารย์ของไมยราพณ์ บำเพ็ญพรตอยู่ที่เชิงเขาป่าหิมพานต์....</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีครรคยมุนี (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับพระฤษีองค์นี้ก็คือ ท้าวยุธาชิต โอรสของท้าวอัศวบดี มีปุโรหิตประจำคือ พระฤษีอังคีรส ซึ่งพระฤษีครรคยมุนีนี้ก็เป็นบุตรของพระฤษีอังคีรสเชื่อมโยงกันดังนี้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันหนึ่งท้าวยุธาชิตได้ให้พระฤษีอรรคคย ไปร้องเรียนให้พระรามทราบว่าบัดนี้ในปัญจนัทยเทศ มีคนธรรพ์ที่ดุร้ายอยู่เป็นจำนวนสามสิบโกฏิ ได้รบกวนและรังแกชาวบ้านชาวเมืองตลอดจนกระทั่งฤษีชีพราหมณ์ในป่าของแคว้นเกกัยชนบทเป็นประจำได้รับความเดือดร้อนกันอย่างหนัก ขอให้พระรามไปช่วยปราบคนธรรพ์นั้นด้วยเถิด หากขืนปล่อยเอาไว้เช่นนั้นแล้วมันก็จะต้องมีความดุร้ายมากขึ้นไปอีก<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระรามจึงให้พระภรต พร้อมด้วยพระตักษ์และพระบุษกร ผู้ที่เป็นโอรสของพระภรตทั้งสอง ให้ยกกองทัพไปปราบคนธรรพ์และพระรามยังกำชับว่า ถ้าหากชนะศึกปราบคนธรรพ์ได้แล้ว ให้แบ่งเมืองให้กับพระตัษ์และพระบุษกรคนละครึ่งพระนคร พระภรตกับพระโอรสทั้งสองก็ยกกองทัพไป สมทบกับกองทัพของท้าวยุธาชิต แล้วก็ปราบคนธรรพ์สามสิบโกฏิได้สำเร็จ<br /> พระพรตก็จัดแบ่งปัญจนัทยเทศออกเป็นสองเขต แล้วจึงสร้างพระนครให้<br /> พระตักษ์เป็นนครหลวง มีนามว่า นครตักษศิลา มาในภายหลังเรียกเพี้ยน<br /> ไปเป็น ตักกะศิลา แล้วก็สร้างเมืองหลวงให้กับพระบุษกร มีนามว่า นครบุษ<br /> กราวดี มาจนถึงบัดนี้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งสองพระนครและพระราชาใหม่ ทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรมจึงเป็นที่รักของปวงประชาราช และยังส่งเสริมบรรดาผู้ทรงศีลอีกด้วย ได้จัด<br /> สร้างสถานที่แล้วอัญเชิญให้พระฤษีในป่าทั่วๆไป ให้มาบำเพ็ญตบะสร้าง<br /> บารมี ภายในเขตแดนทั้งสองพระนคร<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีทั้งหลายก็ประทานพรให้กับพระราชาใหม่ทั้งสองพระนครให้อยู่เย็นเป็นสุขหมดสิ้นทุกข์ภัยจากมารร้ายทั้งปวง ทั้งพระฤษีก็มีความเป็นอยู่<br /> ที่สะดวกสบายไม่มีรากษสและอสูรมาคอยรังแกรบกวนให้ได้รับความเดือด<br /> ร้อนอีกเลย....</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีสมมิตร (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; ท่านผู้นี่ได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าจนมีชื่อเสียงโ่ด่งดังเลื่องลือไปไกล ก็<br /> เพราะความดีความชอบและการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของท่าน จนเป็นที่ยก<br /> ย่องกันในวงการพระฤษี สำนักของท่านเลยกลายเป็นสำนักใหญ่โตที่มีผู้สน<br /> ใจและฝากตัวเป็นศิษย์ ต่างก็เข้ามาบวชเป็นพระฤษีบำเพ็ญตบะสร้างบารมี<br /> อยู่ในสำนักของท่านอาจารย์ฤษีฤสมมิตร พระอาจารย์ท่านก็อบรมสั่งสอนศิษย์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยความรักและเมตตา สั่งสอนทั้งทางโลกและทางธรรมประกอบกันไป เพื่อจะให้ศิษย์ทั้ง<br /> หลายได้นำเอามาชั่งน้ำหนักดูว่าสิ่งใดและสิ่งใดไม่ควรเมื่อพิจารณาได้เช่นนั้นแล้วก็จะนำเอาเข้ามาสู่หลักการณ์การปฏิบัติกันต่อไป สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดีก็จะเก็บเอาไว้ให้อยู่ยงคงทนต่อไป ถ้าเห็นว่าสิ่งใดไม่ดีท่านก็จะต้องรีบสลัดตัดออกไปให้พ้น ดังนั้นบรรดาศิษย์ทั้งหลายจึงมีความศรัทธาเลื่อมใสต่อองค์อาจารย์ฤษีฤสมมิตรไม่เปลี่ยนแปลงต่างก็อยู่ในโอวาทเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระอาจารย์แต่ก็นั่นแหละ ที่ไหนมีดีที่นั่นก็มักมีชั่วคละเคล้าปะปนกันไปไม่มากก็น้อยในกลุ่มคนจำนวนมากยากนักที่จะให้ดีไปหมดทุกคน ย่อมจะต้องมีคนที่แหกคอกนอกคำสั่งสอนกันบ้างล่ะ เพียงแต่ว่าจะมากน้อยเท่าใด นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง......</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีวาปุระมุนี (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; ท่านผู้นี้ก็มีความสามารถอีกท่านหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเพื่อนเกลอกับ พระฤษีมุสิก<br /> มุนี และอยู่ในถิ่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นศิษย์สำนักอาจารย์เดียวกันอีกด้วยตอนเช้าหลังจากพระฤษีทั้งสองออกจากฌาณสมาบัติแล้ว มักจะออกมานั่งสนทนาธรรมกัน ที่บริเวณกองไฟหน้าอาศรม ผิงไฟระงับความหนาวกันอยู่ทุกวัน&nbsp;&nbsp; ฝ่ายเจ้าลิงทะโมนใหญ่ เมื่อหนีฝนมาอย่างทุลักทุเลทั้งเปียกชุ่มทั้งหนาวสั่น เมื่อมันเห็นพระฤษีทั้งสองกำลังนั่งผิงไฟกันอยู่ มันก็ดีใจเดินตรงเข้าไปจะผิงไฟบ้าง เพื่อจะได้ประทังความหนาว แต่แล้วมันก็ต้องหยุดชะงัก มีความคิดขึ้นมาว่า ถ้าหากว่ามันจะเข้าไปร่วมผิงไฟกับพระฤษีด้วยลักษณะเช่นนี้ที่ไหนพระฤษีทั้งสองท่านจะยอมให้เข้าไปร่วมกับท่าน ดังนั้นมันจึงคิดหาเล่ห์เหลี่ยมที่จะต้องเข้าไปผิงไฟให้ได้และแล้วสมองของมัน ก็พลันมีความคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ที่ว่ามันจะต้องปลอมแปลงเป็นพระฤษีแล้วเข้าไปนั่งผิงไฟนั่นแหละจึงจะสำเร็จเมื่อคิดได้เช่นนั้นมันจึงลัดเลาะไปรอบๆอาศรม เก็บเอาเปลือกไม้เก่าๆของพระฤษีที่ทิ้งเอาไว้มาห่มครองให้กับตัวมัน แล้วจึงหาไม้เท้า คดๆงอๆ ทำท่าทางให้เหมือนพระฤษี แล้วเดินเข้าไปผิงไฟด้วย มันแสดงกิริยาท่าทางวางมาตรไม่ผิดเพี้ยนจากพระฤษีเลยสักนิด<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายพระฤษีวาปุระก็แปลกใจที่อยู่ๆก็มีพระฤษีแปลกหน้าเข้ามานั่งผิงไฟด้วยถึงแม้จะเพ่งมองและใช้ความสังเกตุ อย่างไร ก็จำไม่ได้ว่าเคยรู้จักมาแต่ก่อนหรือไม่ มองกันไปมองกันมา เจ้าลิงทะโมนมันก็วางท่าได้สมบทบาท พระฤษีวาปุระจึงถามพระฤษีมุสิกขึ้นว่า &#39;เอ..พระฤษีผู้นี้ดูทีท่าว่าจะไม่เคยเห็นหน้ามาแต่ก่อนนี้เลยนี่ ท่านมาอย่างไรกัน&#39; พระฤษีมุกสิกก็โบกมือช้าๆแล้วกล่าวออกไปตามตรงว่า &#39;มันใช่ฤษีที่ไหนกัน ลิงต่างหากล่ะ มันเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่สมควรจะให้เข้ามา&#39;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระฤษีวาปุระทราบเช่นนั้นก็คว้าได้ไม้เท้าแล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวด<br /> เร็ว เจ้าลิงทะโมนเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ คิดว่าพระฤษีจะต้องเอาแน่ด้วยความ<br /> กลัวมันเลยลุกขึ้นกระโดดโครมหมายจะหนีไปให้พ้นจากที่นั้นโดยเร็ว แต่<br /> อนิจจาแทนที่มันจะหนีออกไปจากกองไฟนั้น ด้วยความเผลอของมันที่มิ<br /> ทันได้ระวังเอาไว้ก่อน มันดันกระโดดพรวด เข้าไปในกองไฟผ้าเปลือกไม้<br /> ที่มันห่อหุ้มคลุมอยู่นั้นเลยเกี่ยวพันกับกองฟืน ไฟก็ลุกไหม้ขึ้นมา มันจะดิ้น<br /> สักเท่าใดก็ดิ้นไม่หลุดด้วยไฟอันร้อนแรงที่กำลังลุกโชนอยู่นั้น ก็เลยไหม้ร่าง<br /> ของมันจนกระทั่งขาดใจตาย ร่างของมันดำเป็นตอตะโก<br /> &#39;ก็สมควรแล้วกับชีวิตของลิงชั่วๆ ที่มันฆ่าตัวเอง ไม่มีใครเขาทำมันเลย&#39;<br /> พระฤษีวาปุระกล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินกลับอาศรม ต่อจากนั้นมาก็ไม่มีลิงมา<br /> รบกวนพระฤษีอีกเลย......</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีมุสิกมุนี (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">***&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท่านผู้นี้ก็มีวิชาอาคมและตบะฌานเก่งกล้า มุ่งมั่นในบารมีธรรม จึงได้มุ่ง<br /> ออกบวชเป็นพระฤษี แล้วมาสร้างอาศรมอยู่ในป่าหิมพานต์ เพื่อหามุมสงบที่<br /> เหมาะสมในการบำเพ็ญ และยังเป็นเพื่อนเกลอของพระฤษีวาปุระมุนีอีกด้วย...</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีทธิวามุนี (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;">***&nbsp; ท่านผู้นี้แต่เริ่มแรกเดิมทีเป็นพ่อค้านำสินค้าไปต่างประเทศ ก็บังเอิญเกิดมรสุมทำให้เรือแตก จึงได้เกาะขอนไม้ลอยไปติดเกาะแห่งหนึ่ง จึงขึ้นไปบนเกาะนั้น และก็ไม่มีทางใดที่จะกลับบ้านหรือถิ่นกำเนิดได้จึงบำเพ็ญตนถือเพศเป็นพระฤษีอยู่ในเกาะกลางทะเลนั้นเป็นเวลาแสนนาน จนกระทั่งได้บรรลุฌานขั้นต่ำ จึงมีความมุ่งมั่นมานะพยายามบำเพ็ญตบะต่อไปเพื่อหวังในผลสำเร็จ จะได้กลับถิ่นเดิมได้.....</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีคาวินท์ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีองค์นี้ก็มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับรามเกียรติ์อีกท่านเป็นพระฤษีที่ชรามากบำเพ็ญตบะอยู่ในป่าด้วยความมุ่งมั่นเคร่งในการปฏิบัติ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; วันหนึ่ง วานรนิลราช ในขบวนการทหารของพระรามเข้ามาถึงอาศรม ใน<br /> ขณะที่พระฤษีกำลังหลับตาเข้าฌานอยู่ ด้วยความซุกซนของวานรและมีนิ<br /> สัยสนุกสนานคึกคะนอง มองเห็นไม้เท้าของพระฤษีวางอยู่ข้างๆ ก็คิดจะแกล้งล้อพระฤษี จึงได้ขโมยไม้เท้าไปซ่อนไว้ เมื่อพระฤษีออกจากฌานแล้วก็หาไม้เท้าไม่พบ จึงโกรธ นิลราชแล้วจึงสาปไปว่า ไม่ว่านิลราชจะทิ้งอะไรลงไปในทะเลหรือว่ามหาสมุทร สิ่งของนั้นจะต้องจมนิ่งอยู่กับที่ จะไม่มีการลอยหรือขยับเขยื้อนไปทางไหนจนกว่าจะได้รับใช้อาสาทำงานให้กับพระรามเมื่อไหร่ จึงจะพ้นคำสาป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ก็นับว่าไม่เบาเลยทีเดียวสำหรับฤทธาศักดานุภาพของพระฤษีคาวินท์พระ<br /> องค์นี้.....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีคาวินท์ สวมชฎาดอกลำโพงสีกลัก นิลราชได้นำไม้เท้าไปซ่อนใน<br /> น้ำด้วยนึกสนุก พระฤษีจึงสาปว่าหากนำสิ่งใดทิ้งในน้ำก็ขอให้ของสิ่งนั้นจม<br /> อยู่กับที่ เมื่อพระรามจองถนนจึงให้นิลราชรับก้อนหิน นำไปถมเพียงผู้เดียว<br /> จึงพ้นคำสาป....</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีอินทรปัต (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; พระฤษีองค์นี้เป็นชาวเมืองพาราณสี ที่ออกไปบวชตนเป็นพระฤษีบำเพ็ญ<br /> ตบะอยู่ในป่า จนกระทั่งมีความเชี่ยวชาญ ในด้านวิชาความรู้ทั้งอิทธิฤทธิ์และ<br /> บารมี ท่านมีความสามารถที่จะเหาะเหินเดินอากาศไปทุกหนทุกแห่งได้ตาม<br /> ความต้องการอยู่มาวันหนึ่งมีพระโอรศของกษัตริย์ที่ไม่รักในการครอบครองราชสมบัติได้พาพระชายามาอยู่ในป่าหิมพานต์ทางด้านริมฝั่งน้ำพระคงคามหานที เช้าพระโอรสก็ออกไปป่าเพื่อหาผลไม้และเผือกมัน เอามาเก็บเอาไว้บริโภคในเวลาเย็นก็จะเดินกลับมายังที่พัก เป็นอย่างนี้ทุกวัน<br /> วันหนึ่งหลังจากที่พระโอรสออกไปป่าแล้ว นางผู้เป็นพระชายาก็ติดไฟขึ้น<br /> เพื่อจะต้มเผือกมันเอาเก็บไว้ให้พระสวามีได้เสวยเมื่อเวลากลับมาในตอนเย็น ควันที่ก่อไฟนั้นได้กระจายเกลื่อนขึ้นไปในอากาศ เป็นขณะเดียวกันกับที่พระฤษีอินทรปัตเหาะมาทางนั้นพอดีก็รู้ว่าในบริเวณนี้มีคนอยู่จึงเหาะลงมาเพื่อหวังจะได้พักเหนื่อย นางที่กำลังต้มเผือกอยู่นั้นก็มีความยินดี จึงต้อนรับพระฤษีพร้อมทั้งนำผลไม้เผือกมันมาถวายให้กับพระฤษีฉัน ด้วยว่านางนั้นมีรูปร่างสวยงามบาดตาบาดใจพระฤษียิ่งนัก จึงฉันไปพลางคุยไปพลางและก็มองไปพลาง จึงมีความคิดเตลิดเปิดเปิงไปในทางที่ผิดศีลธรรมเนื่องด้วยเกิดกิเลสตัณหาขึ้นมาแทรกแซงเพียงแค่คิดเท่านั้นก็ยังทำให้บารมีฌานของพระฤษีนั้นเสื่อมถอยลงไปได้<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้นว่าฉันอิ่มแล้วก็ยังไม่ค่อยอยากจะออกไปจากที่นั้น ยังนั่งคุยกับนางอยู่นานจนกระทั่งเย็นก็ยังไม่ยอมไป ได้เวลาพระโอรสผู้เป็นพระสวามีของนางนำเอาผลไม้กลับมาจากป่า พระฤษีเห็นเช่นนั้นก็ลุกหนีไปส่วนพระโอรสก็จะแกล้งพระฤษี จึงทำเป็นหยิบดาบ แล้ววิ่งไล่กวด พระฤษีเห็นเช่นนั้นก็ตกใจคิดว่าภัยจะมาถึงตัวแน่ๆ จึงตั้งท่าหมายจะเหาะทะยานหนีขึ้นไปในอากาศ แต่ด้วยอำนาจของกิเลสและตัณหาราคะปกคลุมอยู่ในใจจึงทำให้ฌานบารมีเสื่อม ในขณะที่จะกระโดดขึ้นไปจึงเหาะไม่ได้เหมือนอย่างแต่ก่อน จึงหล่นตูมลงไปในแม่น้ำพระคงคามหานทีนั่นเอง แต่เดชะที่ยังมีบารมีมากอยู่จึงไม่จมน้ำ ยังคงยืนนิ่งอยู่ในน้ำนั้นได้ เมื่อพระโอรสเห็นดังนั้นก็ให้นึกขำจึงกล่าวขึ้นมาดังๆว่า&#39;ดูเถอะผู้ทรงศีลผู้มีบารมีมากๆ ในขั้นเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ยังมาปล่อยใจให้กิเลสมันมาครอบคลุมจิตใจเอาไว้ได้ เมื่อพบกับสิ่งที่ยั่วยวนก็อดใจไม่อยู่ เผลอไผลหลงลืมตัวจนกระทั่งฌานเสื่อม ตบะแตกป่นปี้ มันน่าขำสิ้นดี&#39;&nbsp; พระฤษีได้ฟังเช่นนั้นก็ระลึกถึงตัวเองได้ จึงสำรวมกิริยาให้เป็นปกติ แล้วในที่สุดฌานบารมีของพระฤษีก็กลับมาเหมือนเดิม แล้วจึงเหาะขึ้นไปในอากาศทะยานหนีไปโดยเร็ว<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระโอรสเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทรงระลึกได้ว่าสิ่งยั่วยวนทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันไม่จีรังยั่งยืนมีแต่ทางเสื่อมเสีย มีแต่ความมืดทั้งแปดด้านอย่างเช่นพระฤษี เมื่อมาพบหญิงงามเข้าแล้ว ถึงกับต้องทำให้ตบะแตกฌานเสื่อมลงไปนั่นมันเป็นเพราะอะไรมิใช่สิ่งนี้หรอกหรือเมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วพระโอรส<br /> จึงพานางผู้เป็นพระชายากลับไปส่งให้อยู่ในเมืองตามถิ่นฐานบ้านเดิมของนางแล้วพระองค์เองก็มุ่งหน้าไปสู่ป่าหิมพานต์อีกครั้ง แล้วจึงบวชตนเป็นพระฤษีถือเพศพรหมจรรย์ บำเพ็ญตบะ สร้างบารมีอยู่ในป่า แห่งนั้นตลอดจนชั่วอายุขัย.....</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีกสิรมุนี,พระฤษีวชิรามุนี,พระฤษีวาโปนะมุนี,พระฤษีมกันติมุนี(ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; พระฤษีกสิรมุนี ท่านผู้นี้เคยเป็นข้าราชบริพาร ของท่านท้าวพรหมทัตแห่ง<br /> เมืองพาราณสี ที่เกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก จึงสละโลกภายนอกออกบวชเป็นพระฤษี บำเพ็ญตบะอยู่ในป่าหิมพานต์ พร้อมทั้งน้องชายอีก ๓ คน ก็พากันไปบวชเป็นพระฤษีทั้งหมด</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีวชิรามุนี ผู้ที่เป็นน้องรองจากกสิร ก็ลาท่านท้าวพรหมทัตติดตาม<br /> พี่ชายมาบวชเป็นพระฤษีด้วย บำเพ็ญตบะอยู่ในป่าหิมพานต์เช่นเดียวกัน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีวาโปนะมุนี ผู้นี้ก็เป็นน้องรองจากวชิราลงมา ก็มีความเห็นชอบ<br /> ในทางธรรมว่าเป็นความสว่างในภายหน้า จึงออกมาบำเพ็ญตบะในเพศพระ<br /> ฤษีอีกผู้หนึ่ง</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีมกันติมุนี ผู้นี้เป็นน้องคนสุดท้องในจำนวน ๔ คน ก็เห็นดีเห็นงาม<br /> ในเพศสมณะจึงสละทางโลกเข้ามาพึ่งทางธรรม บวชตนเป็นพระฤษีกับเขาบ้าง</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรกเริ่มเดิมทีทั้ง ๔ คน พี่น้องก็เป็นพราหมณ์ประจำสำนักของท่านท้าว<br /> พรหมทัต แห่งเมืองพาราณสี แต่มีความคิดว่าการอยู่เป็นพราหมณ์รับราชการอยู่นั้น สิ่งที่ได้มันทำให้สุขกายสบายใจก็จริงอยู่ แต่มันก็เป็นเพียงความสุขได้เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น มันเป็นการโกหกหลอกลวงทั้งนั้น เหมือนกับการแสดงโขน ละครที่ครอบเอาไว้ด้วยหัวต่างๆ ที่เรียกว่า&#39;หัวโขน&#39; จึงได้มียศมีอำนาจสูง และจะครอบให้เป็นอะไรก็ได้ แต่ครั้นแสดงจบแล้วก็จะต้องถอดหัวโขนนั้นออก มันก็คือคนธรรมดาไม่มีอำนาจ ไม่มีฤทธิ์เหมือนอย่างที่มีหัวโขนสวมอยู่ ก็จะต้องเดินดินกินข้าวแกงต่อไป มันไม่มีความสว่างไสวที่จะส่องนำทางไปยังโลกหน้าได้เลย หากหลงงมงายติดอยู่ในกองกิเลสอย่างที่เป็นและที่เห็นกันอยู่จำเจแล้ว ก็คงไม่มีทางหลุดพ้นไปได้เลย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อทั้ง ๔ พราหมณ์พี่น้องตกลงกันดังนั้นแล้ว ก็พากันขึ้นไปกราบทูลลา<br /> ออกจากข้าราชการ แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ต่างฝ่ายต่างสร้างอาศรม<br /> แล้วสำรวมใจบำเพ็ญธรรมประโยชน์กันอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ จึงมีความอด<br /> ทนเป็นที่ตั้ง ทั้งมานะพยายามหวังว่าจะต้องกระทำให้สำเร็จ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็ย่อมอยู่ที่นั่น ทั้ง ๔ พระฤษีจึงได้<br /> สำเร็จในอภิญญาฌานกันทั้งหมด แต่ก็ยังมิได้เพียงพอยังคงปฏิบัติกันต่อ<br /> ไปไม่หยุดยั้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp; เวลาผ่านล่วงเลยไป จนกระทั่งพระฤษีกสิร พระฤษีผู้พี่ใหญ่ก็ได้ถึงกาลกิริยา ดับขันธ์ทิ้งร่างกายขึ้นไปบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในเทวโลก แต่เทพบุตรนั้นก็ยังมีความรำลึกนึกถึงน้องชายในอดีตชาติทั้ง ๓ อยู่ทุกขณะ จึงลงมาเยี่ยมพระฤษีที่เป็นน้องทั้ง ๓ เป็นประจำทุกวันมิได้ขาด คงปฏิบัติเช่นนั้นตลอดมา<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาพระฤษีวชิรามุนีก็เกิดเป็นโรคแทรกแซงขึ้นมา มีอาการหนาวสั่น<br /> จนกระทั่งร่างกายผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแต่ก็ยังมีความเพียร<br /> ในการบำเพ็ญไม่ยอมเลิกล้ม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายเทพบุตรผู้เป็นพี่ใหญ่ในอดีต ก็ลงมาหาอีกเช่นเคย เมื่อเห็นอาการ<br /> ของพระฤษีผู้ที่เคยเป็นน้องเช่นนั้นก็มีจิตสงสาร จึงประทานขวานเพชรอัน<br /> ศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระฤษีวชิรามุนีแล้วสั่งว่า จงเก็บรักษาขวานเพชรกายสิทธิ์<br /> เล่มนี้เอาไว้ให้ดีจะใช้ให้ไปหาฟืนมาสุมไฟผิงกันหนาวก็ได้ หรือว่าจะใช้ให้<br /> ไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น เทพบุตรสั่งเสร็จก็รีบเหาะกลับไปวิมานในสวรรค์ พระ<br /> ฤษีวชิรามุนีก็ค่อยมีความสุขสดชื่นขึ้นมาได้ แล้วมุ่งมั่นในการบำเพ็ญตบะ<br /> ต่อไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาอีกวันเทพบุตรก็ลงมาเยี่ยมน้องชายอีกคนที่ชื่อพระฤษีวาโปนะ<br /> พร้อมทั้งถามว่า มีความเดือดร้อนในเรื่องอันใดบ้าง พระฤษีก็บอกว่า ความ<br /> เป็นอยู่ในที่นี้ก็สบายดีอยู่หรอก แต่ทว่าในป่านี้มีความกันดารมาก จึงขาดแคลนอาหารที่จะบริโภค เทพบุตรจึงประทานหม้อทิพย์ให้กับพระฤษีแล้วสั่งว่าถ้าหากต้องการนมข้นหรือเนยใส ก็ให้อธิษฐานแล้วคว่ำหม้อกายสิทธิ์นี้ลงไปต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะไหลออกมาจากหม้อไม่หยุด จนกว่าจะสั่งว่าพอ<br /> สั่งพระฤษีเสร็จแล้วเทพบุตรก็เหาะกลับสวรรค์ไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; วันต่อมา เทพบุตรก็เหาะลงมาหาพระฤษีมกันติผู้มีอดีตเป็นน้องคนสุดท้องแล้วก็ถามว่ามีความเดือดร้อนอะไรบ้าง พระฤษีก็บอกว่าเป็นดินแดนแห่งป่าหิมพานต์ก็มีแต่ความสงบเงียบสงัด แต่ว่าอาศรมนี้อยู่ห่างไกลจากผู้อื่น จึงเดือดร้อนแต่เรื่องสัตว์ร้ายที่จะคอยมารบกวนเท่านั้น เทพบุตรจึงมอบกระดิ่งวิเศษให้กันพระฤษี แล้วสั่งว่าหากมีสัตว์ร้ายเข้ามารบกวนก็จงเขย่ากระดิ่งนี้ขึ้นแล้วสัตว์เหล่านั้นมันก็จะตกใจกลัวแล้วพากันหนีไป และศัตรูที่ร้ายๆ เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งนี้แล้วก็จะต้องอ่อนน้อมยอมเป็นมิตรและบรวารของเราแต่จงอย่าใช้ในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล ภัยมันจะเกิดขึ้นมาได้ ว่าแล้วเทพบุตรก็เหาะกลับสวรรค์เช่นเคย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระฤษีทั้ง ๓ พี่น้องก็มีแต่ความสุขสะดวกสบายใน<br /> การบำเพ็ญตบะ เพราะมีของกายสิทธิ์คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีพระองค์นี้มีอิทธิฤทธิ์และบารมีสูงส่ง เป็นพระอาจารย์ของทศกัณฑ์ เดิมทีพระฤษีองค์นี้ ก็เป็นวงค์พรหมอีกองค์หนึ่งซึ่งได้ลงมาบำเพ็ญตบะสร้างบารมีอยู่ในโลกมนุษย์(ในรามเกียรติ์เรียกว่าพระฤษีโคบุตร)<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทศกัณฑ์ได้ร่ำเรียนวิชาจากพระฤษีเศรษฐบุตรจนเก่งกล้าสามารถ มีความชำนาญทั้งคาถาอาคมเวทย์มนตร์อันขลังและศักดิ์สิทธิ์สามารถกำบังกายหายตัวได้ จะย่อตัวให้เล็กลงก็ได้ จะทำให้ตัวใหญ่เท่ากับภูเขาก็ได้ และจะแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นตามความต้องการ และยังสอนให้ยิงธนูเก่งอีกด้วย&nbsp;&nbsp; ในครั้งหนึ่งทศกัณฑ์ได้ร่ำลาพระฤษีเที่ยวเล่นไปในป่า ด้วยการเหาะขึ้นไปในอากาศจนกระทั่งมาถึงนคร มหิษมดี ในแคว้นไหหัยชนบท พบสวนดอกไม้ของอรชุนก็เหาะลงไปในอุทยานนั้นแล้วจึงเที่ยวเก็บดอกไม้และผลไม้เล่นเป็นที่สนุกสนานด้วยความซุกซนและฮึกเหิม ด้วยยังเป็นวัยรุ่นที่มีจิตใจภาลสันดาลต่ำ จึงกลั่นแกล้งหักต้นไม้ ถอนต้นไม้ในสวนนั้นอย่างสนุกมือ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะนั้นก็พอดีพระอรชุนออกมาในอุทยานและพบว่าทศกัณฑ์หักต้นไม้เล่นทำให้ได้รับความเสียหาย ท้าวอรชุนก็โกรธจึงเข้ามาต่อว่า แต่แทนที่ทศกัณฑ์จะเกรงกลัวกลับหยิ่งยโสโอหัง ในที่สุดก็เกิดการต่อสู่กันขึ้นทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความสามารถด้วยกันทั้งคู่จึงสู้กันอยู่เป็นนานและแล้วในที่สุดท่านท้าวพันมือ(อรชุนมีมือถึงพันมือ)ได้ทีจึงแผลงศรพญานาคเข้าไปมัดทศกัณฑ์ ถึงแม้ว่าจะดิ้นรนหรือใช้คาถาอาคมในการแก้มัดก็ไม่สำเร็จ เพราะพระอรชุนเก่งกว่าจึงจับตัวทศกัณฑ์พาไปตระเวนไปในอากาศเพื่อที่จะประจานให้ใครๆได้รับรู้ในความชั่วช้าเลวทรามของทศกัณฑ์ ในระหว่างนั้นก็บันดาลให้เสียงกึกก้องกัมปนาทบนท้องฟ้า ตามระยะทางที่ท้าวอรชุนพาทศกัณฑ์เหาะมาทั้งแผ่นฟ้าสะท้านสะเทือนไปตลอดทาง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีเศรษฐบุตรได้ยินดังนั้นก็ตกใจและสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงสำรวมจิตเข้าฌาณดู ก็รู้ว่าทศกัณฑ์ผู้เป็นศิษย์ได้เสียท่าท่านท้าวอรชุนเสียแล้วพระฤษีรู้ดังนั้นจึงรอช้ามิได้รีบร่ายเวทย์สำแดงฤทธิ์เหาะตามไปเพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือศิษย์ ครั้นมาทันกันพระฤษีก็อ้อนวอนท้าวอรชุนขอร้องให้ปล่อยทศกัณฑ์ด้วยบอกว่าทศกัณฑ์นั้นยังเป็นเด็กนัก ยังไม่รู้จักผิดถูกแต่อย่างใด ซึ่งก็มีนิสัยซุกซนไปตามประสาของเด็กทั่วไปจงขอได้โปรดอภัยโทษในครั้งนี้ด้วยเถิดจะได้เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะว่าในอนาคตข้างหน้าเด็กคนนี้จะได้เป็นใหญ่เป็นโตถึงขั้นเป็นเจ้านครลงกาองค์ใหม่เลยทีเดียวแหละ จงนึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญสักครั้งเถิด<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ท้าวอรชุนก็ใจอ่อน ยอมปล่อยทศกัณฑ์ถวายกับพระฤษีเศรษฐบุตร แล้วจึงอโหสิไม่เอาโทษและยังได้กระทำสัจจะวาจาเป็นไม่ตรีกันทั้งสองฝ่ายเสร็จพระฤษีก็พาทศกัณฑ์ศิษย์รักกลับไปยังอาศรม<br /> &nbsp;&nbsp; แต่ในตำนานแห่งพระคัมภีร์รามายณะฉบับบสันสกฤต ได้ระบุชื่อพระฤษีองค์นี้ไว้คือ พระฤษีปุลัสตยะมุนี แต่ในรามเกียรติ์เรียกว่า พระฤษีโคบุตร<br /> &nbsp;&nbsp; ถึงแม้ชื่อเสียงจะผิดเพี้ยนกันไปบ้างก็จงอย่าไปสนใจอะไรมากนัก ก็เพราะว่ามากคัมภีร์มากตำนาน มากคนแต่ง ก็ต้องมากเรื่องมากราวเป็นอย่างนี้แหละ แต่เมื่อลงท้ายแล้วก็เป็นจุด<br /> หมายเดียวกัน......</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><strong><span style="font-size: 18px;">พระฤษีสัตยพรต (ไม่มีภาพ)</span></strong></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีองค์นี้เดิมเป็นพระมหากษัตริย์แห่งแคว้น ทระวิระ พระองค์มีศรัทธา มุ่งมั่นในทางธรรมเป็นที่ตั้งจึงทรงถือเพศเป็นพระฤษี มีความพยายามบำเพ็ญตบะสร้างบารมี เคร่งครัดอยู่ในศีลธรรม ชอบสันโดษและภิกขาจารไปทั่วๆ เสวยแต่น้ำเป็นอาหารไม่ยอมเสวยอย่างอื่นที่เป็นอาหารหนัก จึงมีบารมีเพิ่มพลังขึ้นมาอย่างมหาศาล<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; วันหนึ่งหลังจากที่พระฤษีออกจากตบะฌานแล้ว จึงเสด็จลงไปยังฝั่งแม่น้ำ กฤตะมาลา หวังว่าจะชำระล้างร่างกายและชำระบาปทั้งปวงให้หมดสิ้นไป พระฤษีจึงเอาพระหัตถ์กวักน้ำขึ้นมาหวังจะได้ดื่มกินประทังชีวิต แต่อะไรกันนั่น น้ำที่วักขึ้นมามีลูกปลาตัวน้อยๆที่มีความสวยงามติดมาด้วย พระฤษีจึงชงักไม่ยอมเอาน้ำเข้าปากเพราะกลัวจะผิดศีล พระฤษีหยุดพิจารณาปลาตัวนั้นอยู่นาน และแล้วลูกปลาตัวนั้นก็ได้กล่าววิงวอนกับพระฤษีเป็นภาษามนุษย์ &#39; หลวงตาเจ้าขา อย่าได้ปล่อยให้ฉันลงน้ำเลยนะ ถ้าหากหลวงตาปล่อยฉันลงน้ำไปแล้ว ฉันก็คงจะไม่รอด จะต้องกลายเป็นเหยื่อของสัตว์ที่ใหญ่กว่าเป็นแน่สงสารฉันเถอะ หลวงตาผู้ใจดีอย่าปล่อยเลยนะตานะ&#39; พระฤษีได้ยินเช่นนั้นก็สงสารอย่างสุดซึ้ง เลยนำเอาปลาตัวนั้นขึ้นไปเลี้ยงไว้ในหม้อที่อาศรม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; วันรุ่งขึ้นพระฤษีก็เดินไปดูปลาน้อยในหม้อ ก็ต้องตกใจเพราะว่าปลาช่างโตไวเสียจริงๆ โตจนกระทั่งเต็มหม้อ ปลาขอร้องว่า &#39; ตาจ๋าตา ที่อยู่ของฉันช่างเล็กและคับแคบเหลือเกิน รู้สึกว่าอึดอัดเป็นที่สุด จะขยับตัวก็ไม่ได้ ตาจ๋า ช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้ใหญ่กว่านี้เถิด &#39; ครั้นแล้วพระฤษีก็เอาปลาไปปล่อยลงในสระ แต่แล้วชั่วขณะเดียวเท่านั้นปลาก็โตเต็มสระ พระฤษีก็เอาไปปล่อยในทะเลสาป แต่ก็โตเต็มทะเลสาปอีก พระฤษีจึงต้องเอาปลาไปปล่อยในมหาสมุทร ปลาจึงกล่าวกับพระฤษีว่า &#39; ในมหาสมุทรนั้นทั้งกว้างทั้งใหญ่โตและลึกเป็นที่สุด ไหนเลยฉันจะรอดพ้นอันตรายได้ มีทั้ง นาค จระเข้ และเหราสารพัดรวมอยู่ในนั้น&#39;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีก็มีความฉงน คิดทบทวนดูอย่างถ้วนถี่แล้วจึงลงความเห็นว่า จะต้องมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่ทีเดียว เพราะเห็นว่าผิดหลักธรรมชาติเป็นอย่างมาก เมื่อพระฤษีท่านใคร่ครวญจนถ้วนถี่แล้ว ท่านจึงกล่าวออกไปว่า &#39; ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านทรงจำแลงกายมาเป็นปลาด้วยกิจอันใดหรือ&#39; ปลาพระ<br /> ผู้เป็นเจ้าจึงเปิดเผยความจริงว่าเป็นองค์พระนารายณ์อวตารลงมาช่วยเหลือมนุษย์ ด้วยอีก ๗ วันน้ำจะท่วมโลก ท่านจะส่งเรือสำเภาใหญ่มาให้ ขอให้พระฤษีจงปฏิบัติตาม ให้นำพระฤษีลงไปในเรือนั้น ๗ องค์ จงเก็บพืชพันธุ์ธัญญาหารและสรรพยาต่างๆอย่างละเล็กละน้อยให้ครบถ้วน และจงเลือกสรร บรรดาสัตว์อย่างละคู่เอาลงไว้ในเรือนั้น พร้อมทั้งมนุษย์ชายหญิงอีกคู่หนึ่ง ท่านจะพาไปให้พ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้ ขอให้พระฤษีจงเตรียมตัวจัดเตรียมข้าวของเอาไว้ให้ครบถ้วน เมื่อถึงวันนั้นจะมารับแล้วปลาก็หายวับไป<br /> ครั้นถึงตามกำหนดที่นัดหมาย พระนารายณ์ในร่างปลาก็ปรากฏขึ้น ได้ประทานเรือสำเภาใหญ่มาให้อีกลำหนึ่ง พระฤษีสัตยพรตก็มิได้รอช้า รีบเกณฑ์ข้าวของทั้งคนทั้งสัตว์ลงในเรือสำเภาครบจำนวนแล้วเอาพญานาคมาเป็นเชือกผูกหัวเรือทางด้านหาง ส่วนทางด้านหัวก็ผูกกับปลาอวตาร ปลาใหญ่นั้นก็นำพาลากจูงเรือให้แล่นไปในมหาสมุทร และก็สอนธรรมกับพระฤษีตลอดไป พอเรือสำเภาใหญ่แล่นออกจากท่าไปแล้ว ฝนแสนห่าก็ตกลงมาทั้งวันทั้งคืนในระยะเวลาอันยาวนานติดต่อกันถึง ๓ เดือน น้ำในมหาสมุทรก็หนุนขึ้นมา จึงทำให้น้ำท่วมโลก มนุษย์และสัตว์พากันตาย พืชพันธุ์ธัญญาหารก็มิได้หลงเหลืออีกเลย เมื่อมองไปก็จะมีแต่น้ำกับฟ้าไม่เห็นฝั่ง พระฤษีก็นั่งปฏิบัติธรรมมาในเรือ พระนารายณ์ก็นำเอาเรือนั้นมาโยงไว้ที่ภูเขามัสยะ แล้วก็อบรมสั่งสอนทั้งในทางโลกและทางธรรม ให้พระฤษีได้จดจำนำเอไปปฏิบัติ ครั้นได้เวลา ปลาพระนารายณ์ก็พาเรือสำเภาใหญ่นั้นกลับมา ก็เป็นเวลาที่พระพรหมาทรงตื่นขึ้นจากบรรทมพอดี น้ำที่ท่วมโลกก็แห้งแล้ว เรือก็ถึงฝั่งพอดี แล้วปลาพระนารายณ์ก็ดำน้ำหายไป พระฤษีก็เกณฑ์ทั้งมนุษย์และสัตว์ฺขึ้นฝั่ง ทั้งพืชพันธุ์ต่างๆ ก็นำเอาไปเพาะปลูกฟื้นฟูขึ้นใหม่ ทั้งมนุษย์และสัตว์อย่างละคู่นั้นจึงได้เพาะพันธุ์กันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ นี่แหละที่มีชีวิตเกิดมาอยู่ในโลกนี้ได้ก็เพราะ พระนารายณ์และพระฤษีสัตยพรตนั้น มีพระคุณกับมนุษย์และสัตว์มากที่สุด ในฐานะที่เป็นพระบิดาของมนุษย์ทั้งหลาย นามเดิมของพระฤษีสัตยพรตนั้นก็คือ พระมนู<br /> ไวรัสวัต หลังจากที่เป็นพระบิดาของมวลมนุษย์แล้ว ท่านจึงได้นามใหม่ว่า พระประชาบดี .......</span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 พระราม राम http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-25891.html <p> <span style="font-size: 20px;"><strong><span style="color: rgb(102, 51, 204);">พระราม राम (Rama) อวตาลพระนารายณ์</span></strong></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="font-size: 20px;"><strong><span style="color: rgb(102, 51, 204);"><img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/s720x720/564279_276714152440213_1659610319_n.jpg" /></span></strong></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">รามาวตาร หรือ รามจันทราวตาร หรือ พระราม จากมหากาพย์ รามายณะ ชาวไทยรู้จักกันในชื่อเรื่อง รามเกียรติ์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">อวตารครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกำจัด ท้าวราพณ์ หรือ ทศกัณฐ์ กษัตริย์แห่งกรุงลงกา ซึ่งมี ๑๐ เศียร อสูร ท้าวราพณ์บำเพ็ญตบะเช่นเดียวกับ เหรันตยักษ์ และ เหรัณยกศิปุ ที่บำเพ็ญตบะก็เพื่อความอมตะ เมื่อพบความเป็นอมตะ และประจบประแจง พระศิวะ จนท่านเมตตา มันก็เริ่มประหัตประหารเทพเจ้าและมนุษย์ พระวิษณุ จึงอวตารลงมาเป็นโอรสองค์โตของมหากษัตริย์ ทศรถ แห่งกรุงอโยธยา ซึ่งจัดพิธีบูชายัญม้าเป็นประจำ ทรงพระนามว่า พระราม มีพระอนุชาต่างมาดาคือ พระภรต พระลักษมณ์ และ พระศัตรุต กล่าวกันว่าพระอนุชาของพระองค์ทรงแบ่งรูปลักษณ์มาจากพระวิษณุด้วย</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;"><img alt="" height="557" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-snc7/384099_276714175773544_1029723297_n.jpg" style="width: 546px; height: 504px;" width="547" /></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">พระราม และ พระลักษณ์ ทรงสนิทสนมกันมาก และได้ฆ่าอสูรที่ฆ่าพราหมณ์ไปเป็นจำนวนมาก วันหนึ่งขณะทรงพระเยาว์ ทั้งสองพระองค์ได้ยินข่าวว่า นางสีดา ธิดาแสนสวยของ กษัตริย์ชนก จะอภิเศกกับผู้ที่สามารถโก่งคันศรของพระศิวะได้ พระรามโก่งคันศรได้ และได้อภิเษกกับนางสีดา ซึ่งก็คือ พระลักษมี อวตารลงมานั่นเอง หลังจากทรงอภิเษกได้ไม่นาน พระทศรถก็สละราชสมบัติ และได้ประกาศนามของผู้ที่จะมารับตำแหน่งใหม่ ในเวลาเดียวกันขณะที่พระภรตไม่อยู่นั้น บริวารของ พระมเหสีไกยเกษี (Kaikeyi) ผู้เป็นพระมารดาของภรต ก็กล่าวให้ร้ายพระราม ทำให้พระนางไม่พอพระทัยพระราม ทรงเป็นที่รักใคร่มากกว่า จึงทรงยุยงและบังคับให้พระทศรถ ยอมยกราชสมบัติทั้งหมดให้ภรต ทั้งยังเนรเทศพระรามออกไปอยู่ป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี โดยมีนางสีดา และพระลักษณ์คอยติดตามพระรามไปด้วย ประชาชนและภรตต่างเศร้าโศกกับการจากไปของพระรามมาก จนพระทศรถ ทรงเสด็จสวรรคตในอีก ๑ สัปดาห์ต่อมา</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">เมื่อ พระภรต ทรงเสด็จกลับมาและทราบข่าว พระองค์ทรงพิโรธพระมารดามาก ทรงเสด็จออกตามหาพระรามเพื่อเชิญเสด็จกลับวัง แต่พระรามไม่ทรงกลับ พระภรตจึงเสด็จกลับเมืองอโยธยา และครองราชสมบัติแทน โดยมี พระบาท ของพระรามอยู่บนราชบัลลังก์ เป็นเครื่องหมายแสดงถึงกษัตริย์ที่มีสิทธิ์อันชอบธรรม</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ในช่วงที่อยู่ในป่านางยักษี ผู้เป็นขนิษฐาของท้าวราพณ์ได้หลงรักพระราม แต่พระรามทรงอภิเษกแล้ว จึงให้นางไปสนพระทัยพระลักษมณ์ซึ่งยังไม่อภิเษกดีกว่า แต่พระลักษมณ์ก็ผลักไสนาง นางจึงสงสัยว่าพระลักษณ์คงแอบหลงรักนางสีดาอยู่ นางยักษีจึงทำร้ายนางสีดา และพยายามจะกินนางสีดา แต่พระลักษมณ์มาช่วยไว้ได้ทัน โดยทรงตัดจมูก หู และอกของนางยักษี</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">นางจึงส่งอนุชาพร้อมกองทัพยักษี ๑๔,๐๐๐ ตนมาล้างแค้น แต่พระรามก็เอาชนะได้ นางจึงไปยุยงให้ท้าวราพณ์ว่านางสีดางดงามมาก และเหมาะสมกับท้าวราพณ์ ท้าวราพณ์จึงลักพาตัวนางไปโดยส่งกวางไปล่อ นางสีดาอยากได้กวาง พระราม พระลักษณ์จึงออกไปจับกวาง จากนั้นท้าวราพณ์ในรูปของฤาษีก็จับนางขึ้นรถ เหาะไปยังกรุงลงการะหว่างทาง นกชฎายุ หรือร่างอวตารของ พญาครุฑ พาหนะของพระวิษณุ ได้ต่อสู้กับอสูรราพณ์แต่ไม่สามารถเอาชนะได้ ชฎายุจึงพาร่างจวนเจียนจะสิ้นใจกลับมาส่งข่าวแก่พระราม เมื่อมาถึงกรุงลงกา ท้าวราพณ์พยายามเกี้ยวพาราสีนางสีดา แต่นางก็ไม่ใจอ่อน ท้าวราพณ์จึงบังคับให้นางอภิเษกด้วย ถ้านางไม่ยินยอมจะฆ่าและกินนางเสีย แต่นางสีดาก็รอดมาได้ เนื่องมาจากหนึ่งในบรรดาชายาของท้าวราพณ์ ที่ถูกฉุดคร่า มาสาปแช่งว่า ท้าวราพณ์จะต้องตายถ้าฉุดคร่าหญิงอื่นอีก</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;"><img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/s720x720/248422_276707085774253_1532563601_n.jpg" /></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">พระรามทราบข่าวนางสีดาจากนกชฎายุ แล้วทำการปลงศพให้นกชฎายุ จากนั้นก็รีบตามไป ระหว่างทางพบกับ สุครีพ โอรสของพระอินทร์ ซึ่งถูก พาลี พระเชษฐาร่วมพระมารดา เนรเทศออกมาจากอาณาจักรของตน สุครีพ จึงตอบแทนความช่วยเหลือที่ช่วยรบจนได้อาณาจักรคืนมา โดยส่งกองทัพลิงและหมีไปช่วยพระรามและพระลักษณ์ ซึ่งมีหนุมานโอรสของพระวายุเป็นแม่ทัพเดินทางไปกรุงลงกา</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;"><img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/523898_276707105774251_267594938_n.jpg" /></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">--------------------------------------------------------------------------------</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">หนุมานเหาะข้ามทะเล และลอบเข้ากรุงลงกาเพื่อสอดแนม ขณะนั้นนางสีดา นั้งอยู่ในสวนแต่เพียงลำพัง หนุมานได้แสดงแหวนจารึกพระนามของพระรามเป็นหลักฐาน และบอกแผนการแก่นาง แต่ด้วยความลิงโลดที่ลอบเข้ามาได้ หนุมานก็ดึงต้นไม้ในสวนเล่น ทำให้ถูกจับได้ และถูกส่งไปให้ท้าวราพณ์ ยักษาสั่งให้เผาหางหนุมานโดยผ้าชุบน้ำมันผูกที่หาง แต่หนุมานใช้จังหวะที่ถูกเผาหางอยู่นี้ กระโดดหนีออกมาได้ และไฟจากหางนี่เองทำให้เกิดไฟไหม้กรุงลงกา<br /> หนุมานกลับมาส่งข่าวต่อพระรามว่า ท้าวราพณ์มีป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสร้างโดยพระวิศวกรรมให้แก่กุเวร เจ้าแห่งความมั่นคง เมืองมีอาณาเขตกว้างขวางส่วนมากสร้างด้วยทอง ล้อมรอบด้วยคูเมืองกว้างและกำแพงนี้สร้างด้วยหินและโลหะ ซึ่งมาจากยอดเขาพระสุเมรุ ในระหว่างที่หนุมานเข้าไปในกรุงลงกา พลพรรคของพระรามได้ช่วยกันสร้างสะพานกัน และแล้วเสร็จเมื่อหนุมานกลับมา แม้จะมีอสูรจากใต้ทะเลมาก่อกวนก็ตาม หัวหน้าช่างที่สร้างสะพานคือหัวหน้าลิงชื่อ นล โอรสของพระวิศวกรรม ซึ่งมีพลังทำให้ก้อนหินลอยบนน้ำได้ บางครั้งสะพานนี้ได้รับการเรียกว่า นลเสตุ (สะพานของนล) แต่ปกติจะมีชื่อว่า สะพานของพระราม</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">เมื่อพระรามและกองทัพข้ามไปได้ ศึกครั้งยิ่งใหญ่ก็เริ่มตรงทางเข้าเมือง พระลักษณ์ถูกโอรสของท้าวราพณ์นามว่า อินทรชิต ทำร้าย แต่หนุมาน ก็ใช้สมุนไพรที่หาได้บน เทือกเขาหิมาลัย มารักษา ในระหว่างนั้นพระอนุชาของท้าวราพณ์ได้กินลิงเป็นร้อยตัวเข้าไป แต่ในที่สุดแล้ว พวกยักษ์ ก็ถูกฆ่าจนหมด การต่อสู้ของพระราม และอสูรราพณ์ก็จบลง โดยในครั้งแรกพระราม ยิงศรใส่ท้าวราพณ์ แต่ยิงไม่เข้า พระรามจึงใช้อาวุธวิเศษที่ได้รับจากฤาษีอกัสยตะ ซึ่งเป็นนักพรตที่มีชื่อเสียงและเป็นศัตรูของพวกยักษ์ กล่าวกันว่าอาวุธนี้เป็นแหล่งรวมพลังของบรรดาเทพเจ้าไว้ และรู้จักกันดีในฐานะเป็นอาวุธของพระพรหม ขว้างออกไปตัดอกของท้าวราพณ์ เหล่าเทวดาพากันโปรยมาลัยดอกไม้ลงมาอวยพรในชัยชนะของพระราม และกองทัพลิงที่เสียชีวิตก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง<br /> แม้พระรามจะพบนางสีดาอีกครั้ง แต่พระองค์ก็เย็นชากับนาง เนื่องจากพระรามไม่ทรงเชื่อว่านางสีดา จะยังคงภักดีกับพระองค์อยู่ นางสีดาจึงลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของนาง เมื่อนางลุยไฟ ท้องฟ้าได้ประกาศว่านางบริสุทธิ์ และพระอัคนีเทพแห่งไฟ ได้นำนางไปประทับต่อเบื้องพระพักตร์ของพระราม ซึ่งยอมรับในตัวนางแล้ว จริงๆแล้วพระรามไม่เคยสงสัยในตัวนาง เพียงแต่ประสงค์จะให้นางทดสอบต่อหน้าธารกำนัลเท่านั้น</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ขอขอบพระคุณ : ย้อนรอยชมพูทวีป<br /> สำนักพิมพ์ คุ้มคำ / สมคมแดง สมปวงพร</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ศรีราม..ขัตติยะราชันย์แห่งรามายณะ<br /> บทความจาก - วารสาร ศรีมณเฑียร ทรรศน์ / สมาคมฮินดูสมาช</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/s720x720/46302_276714189106876_1829212499_n.jpg" /></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ทศรถ นนฺทนฺ ชนก กิโศริ-สีตาราม มโนหาร โชริ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">พระนางสีดาธิดาของพระเจ้าชนก และพระราม โอรสของพระเจ้าทศรถ คู่ครองนี้ พร้อมด้วยธรรมงดงามอันประหลาดของคู่ครอง ดึงดูดให้ความร่าเริงเบิกบานเกิดขึ้นแก่ผู้ภักดีของพระองค์ บุคคลผู้ระลึกนึกถึง คู่ครองคู่นี้ กับด้วยใจที่เป็นสมาธิ เขาย่อมเข้าถึงความสงบอันสูงสุดอย่างแน่นอน การที่จะทำให้ความปรารถนาของผู้ภักดีอันเป็นที่รักของพระองค์สำเร็จ บริบูรณ์ พระองค์เป็นเหมือนโคกัมเธนุ และต้นไม้กัลปะ พระองค์ทรงอวตารลงมาเพื่อสถาปนากฎเกณฑ์แห่งธรรมะ พระรามโอรสของพระเจ้าทศรถไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ แต่เป็นพระเป็นเจ้าผู้หาที่สุดมิได้และสูงสุด คัมภีร์พระเวทและอุปนิษัทก็รับรองความจริงอันนี้<br /> ราม เอว ปรมฺพรหม ราม เอว ปรมฺ ตปห</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ราม เอว ปรมฺ ตตฺวมฺ ศรี ราโม พรหมตรก มฺ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า พระรามเป็นพระเจ้าเจ้าผู้สูงสุด พระรามคือความภักดี ศรี รามเป็นสิ่งสูงสุด และศรีรามผู้ช่วยให้พ้นภัย พระองค์ปรากฏครั้งแรกในรูปแบบของพระวิษณุ และพระวิษณุองค์เดียวกันนี้ ปรากฏเป็นโอรสของพระเจ้าทศรถที่เป็นพระราม ข้อความต่อไปนี้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อความข้างต้น</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">วิษณุริธ ปรมฺสย วิทวาน ชาโต วริหนฺนภิยติ ตริติยมฺ (ฤทเวท 10/1/3)</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า พระวิษณุ ภัควันผู้สูงสุด ปรากฏในรูปของพระรามอวตารผู้ซึ่งแม้เป็นพระเป็นเจ้า ก็ยังทรงลงมาปรากฏในรูปแบบของมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ปรมฺ ปุรโศ ราโม ทศรถิ พิรภูว</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า พระวิษณุภัควัน พระองค์ทรงปรากฏเป็นโอรสของพระเจ้าทศรถพระนามว่าราม</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">อิน เก นาม อเนก อชุป มอิ นริป เกหว สวมฺติ อนุรูป</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">โช อนนฺท สินฺธุ สุข ราสิ สีกรเต ตริโลก สุปโส</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">โส สุขธมฺ นาม อภิราม อขิล โลก ทายก วิศราม</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">คุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้ สามารถจะนำเข้าไปเพิ่มเติม ต่อนามของพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่ไม่สามารถจะนำไปเพิ่มเติม ต่อคนธรรมดาสามัญได้ พระเป็นเจ้าทรงปรากฏพระองค์อยู่ทุกหนทุกแห่ง และคำว่า ราม แสดงถึงการปรากฏพระองค์อยู่ทุกหนทุกแห่ง</span></span><br /> <br /> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">รามนฺเต สรว ภสูเตศุ สถาว จเรศุจ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">อนฺตรตมฺ สวรูเปน ยจฺ ราเมติกถาเต</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;"><img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/557088_276714375773524_1343409474_n.jpg" /></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า พระองค์ผู้ซึ่งปรากฏอยู่ในมนุษย์ทุกคน ทรงเป็นอยู่หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เราเรียกว่าราม พระรามทรงอุบัติมาในฐานะ เป็นอวตารปางหนึ่ง ทรงสถาปนาธรรมะของมนุษย์ขึ้น (ศาสนา) อุปนิสัยอันแท้จริงของพระองค์ ทำให้รู้แจ้งลักษณะทุกลักษณะของชีวิต ปัญหาทุกอย่างสามารถจะแก้ไขได้โดยการศึกษาลักษณะนิสัยและหลักการดำรงชีวิต ของพระองค์ ปัญหานั้นอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนครอบครัว หรือสังคม หรือทางการเมือง</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ตามหลักการวัฒนธรรมของอินเดีย ทฤษฎีทุกอย่างจะมีค่าก็ต่อเมื่อทฤษฎีนั้นสามารถนำมาใช้ในภาคปฏิบัติได้ ฉะนั้น พระรามผู้ช่วยให้วัฒนธรรมปลอดภัย ได้แสดงถึงวัฒนธรรมอินเดียที่แท้จริงอย่างถูกต้องจากเยาว์วัยจนกระทั่งถึง พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครอง ตามพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า เด็กผู้ชายผู้สัมผัสเท้าของบิดามารดา และครูอาจารย์ในตอนเช้าตรู่ จะได้รับพรอันประเสริฐมีอายุ, วรรณะ, สุขะ,พลังที่ดี พระรามภัควันทรงเริ่มวันของพระองค์โดยการสัมผัสบาทของพระบิดามารดา และอาจารย์ของพระองค์ด้วยเหมือนกัน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ปรตกาล อุถิเก รฆุนาถ มาตา ปิต คุรุ นวนฺหิ มถ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ตัวอย่างแห่งความภักดีของพระองค์ ที่มีต่อมารดาบิดา เป็นเอกภาพมากซึ่งทั่วโลก ไม่มีตัวอย่างเช่นนั้นอื่นใด ที่เราสามารถจะค้นหาได้ พระแม่เลี้ยงของพระองค์ไกเกยี บังคับบิดาของพระองค์ว่า ควรจะส่งพระรามไปอยู่ป่า แทนที่จะมอบพระราชอาณาจักรให้แก่พระองค์ พระองค์ทรงตรัสตอบด้วยความยินดี และกล้าหาญว่า</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">อหหิ วจนทุ ราชาห ปเตยมฺปิ ปาวเก</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ภกฺศเยยมฺ วิศนฺตี ขยนมฺ ปตฺเยมฺปิ จรณไว</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;"><img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-snc6/s720x720/251030_276707142440914_1805251774_n.jpg" /></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า เฮ พระมารดา ข้าพเจ้าสามารถที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระบิดาของข้าพเจ้า ถ้าพระองค์ขอให้ข้าพเจ้า กระโดดลงไปในกองเพลิง หรือรับประทานยาพิษ หรือให้กระโดดลงไปในทะเลลึกความภักดีของพระองค์ที่มีต่อพระมารดา ก็มีความสำคัญเท่า ๆ กันเหมือนกัน แม้มารดาเลี้ยงไกเกยี สั่งให้พระองค์เสด็จไปอยู่ในป่า แต่เมื่อพระมารดาทั้งหมดสามองค์ รวมทั้งพระภรต เดินทางไปเยี่ยมพระองค์ที่จิตรกูตก่อนอื่น พระองค์ทรงพบและทักทายพระแม่เลี้ยงไกเกยี แม้พระมารดาของพระองค์เองทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นก็ตาม</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ปรถมฺ ราม เภนโต ไกกยี สรล ศุภยมฺ ภกฺติมาติ เภยี ที่อรัณยกานท์ เมื่อพระลักษณ์ ยกย่องสรรเสริญ พระภรต และกล่าวคำดูถูกเหยียดหยาม พระนางไกเกยี พระราม ตรัสขึ้นทันทีว่า</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">น เตสมภ มธยม ตาต คเรหิตฺวย กถายนฺชวนฺ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ตวมิขยวกู นาถสยา ภารตสยา กถมฺกุรุ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">เฮ น้องชาย ท่านไม่ควรดูถูกมารดาไกเกยีของท่าน แต่ท่านควรยกย่องพระภรต ผู้ภักดี &ldquo;ความ รักของพระรามอย่างพี่น้องนั้นบริสุทธิ์สะอาด เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่สำหรับความรักจอมปลอมที่เห็นแก่ตัวยุคใหม่ของสมัยนี้ ที่แพร่อยู่ในหมู่พี่น้อง&rdquo;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">เมื่อการสถาปนาพระรามขึ้นครองราชย์ได้ประกาศออกมา ประชาชนแห่งกรุงอโยธยา มีความปลาบปลื้มปีติยินดีกันทั่วหน้า แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้า ดูเหมือนจะมีความสุข แต่พระรามกลับเศร้าสลดลงอย่างทันทีทันใด เพราะพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปไม่เห็นพระภรต และศัตรุธาน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ชนฺเม เอก สงฺสพฺไภ โภชนฺ สยนฺ เก ลิล กิรยี</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">วิมล พนส ยหู อนุชิต เอกู ปนธู วิหยี พเรหิ อภิเศกู</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ตั้งแต่เราทั้งหมดสี่พี่น้องเกิดมาด้วยกัน เราเล่น รับประทานและหลับนอนด้วยกัน ข้าพเจ้ากำลังขึ้นครองราชย์ในการที่พี่น้องทั้งสองไม่อยู่พร้อมหน้ากันได้อย่างไร ตัวอย่าง อีกตัวอย่างหนึ่งของความรักและความเสน่หา ฉันพี่น้องของพระองค์ที่พอจะหาได้สำหรับเรา เมื่อเราเห็นพระรามทรงกังวล และน้ำพระเนตรตกลงมาในขณะที่พระลักษณ์ ทรงล้มลงสิ้นพระสติ หลังจากถูกศรของเมฆนาถ ในสนามรบ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ชเถ ปนฺข พินุ ขค อติโทน มนิ พินู ผนิ กริวาร การ หิน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">อสฺมมฺ ชีวนฺ พนฺธุ พินโตหิ โชชาร ไตว ชิย ว โมนิ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">เฮ ลักษณ์ ปราศจากเธอเสียแล้ว สภาพการณ์ของฉันก็เหมือนกับนกตัวหนึ่งที่ปราศจากขนเหมือนกับช้างที่ปราศจาก งวง หรือเหมือนงูที่ไม่มีหัว ถ้าพระเป็นเจ้าต้องการให้ฉันมีชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว ฉันย่อมไม่คิดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ &ldquo; คุณสมบัติ ของพี่ที่แท้จริงคือให้ความเคารพนับถือ แก่พี่น้องของ พระองค์ อย่าได้ดูถูกเหยียดหยามพี่น้องที่ยากจนอื่น ๆ จงสละชีวิตของท่านเอง เพื่อประโยชน์พี่น้องของท่านเป็นต้น &ldquo; คุณสมบัติทั้งหมดเหล่า นี้ เราค้นพบได้ในพระราม ตามที่ปรากฏในคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ภรรยาควรมีความเชื่อมั่นต่อสามีของเธอและสามีก็ควรเชื่อมั่นในภรรยาเช่นกัน นางสวรูปนัขรา แม้เธอจะแต่งตัวเธอเองอย่างสวยงามและยืนยันที่จะแต่งงานกับพระราม พระองค์ไม่ยอมรับเธอหรือไม่ฟังแม้แต่เธอพูด และลงโทษเธอโดยผ่านทางลักษณ์ จริง ๆ แล้ว หน้าที่อันแรกและสำคัญกว่าสิ่งอื่นทั้งหมดก็คือว่าในชีวิตของพระองค์มี ผู้หญิงที่สวยงามมากมาย เช่น สรวรูปนคร แต่พระองค์ก็ไม่ทรงสนพระทัย ต่อความงามของหญิงเหล่านั้น และพระองค์ทรงมั่นคงอยู่ในพระชายาของพระองค์เอง ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อพระชายาของพระองค์ซึ่ง เราสามารถจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ เมื่อมีข้อเสนอต่อพระองค์ให้มีการสมรสครั้งที่สองได้โดยการทำพิธีอัศวเมฆ เมื่อพระองค์จากพระนางสีดาไปครั้งที่สอง แต่พระองค์ทรงนำเอารูปที่เป็นทองคำของเธอ แทนเธอ คือเมื่อพระองค์ทรงส่งพระสีดาไปอยู่ป่า พระองค์เองก็ทรงดำรงชีวิต เหมือนดังพระองค์ประทับอยู่ในป่า แม้พระองค์จะทรงอยู่ในพระราชวังก็ตาม ลักษณะนิสัยของพระองค์นั้นประเสริฐยิ่ง</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ครูผู้มีอุดมการณ์นั้น คือ ผู้ซึ่งมีเมตตากรุณาต่อศิษย์ของเขา และรู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณแก่ศิษย์ที่มารับใช้เขา นั่นคือเขาจะต้องปฏิบัติต่อศิษย์ด้วยความรัก เมื่อพระหนุมาน ผู้ยิ่งใหญ่กลับมาพบพระรามหลังจากเดินทางไปค้นหาพระนางสีดา ณ เกาะลังกา พระรามทรงมีความรู้สึกรักหนุมาน และน้ำตาออกมาจากพระเนตรของพระองค์ด้วยความขอบใจ และพระองค์ตรัสว่า</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ปรตี อุปการ กรุกโตรา สนฺมุก โหเย น สกตฺ มนฺโมรา</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">สุน สุต โตหิ อุรนไม นหิน เทขอุน กรี วิจาร มน มหิน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">แม้หลังจากเอาชนะ สงครามกับทศกัณฐ์และเรา (พระราม) ไม่ได้ลืมวานรทั้งหลาย แต่พระองค์ทรงให้เกียรติวานรแต่ละท่าน และยกย่องวานรเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าฉะนั้น มันมีความสำคัญ สำหรับคนเราที่ว่า ถ้าแม้ร่ำรวย หรือได้รับการยกย่องให้อยู่ในตำแหน่งที่สูง เขาไม่ควรดูถูกดูหมิ่นคนใต้บังคับบัญชาและควรให้เกียรติแก่เขาเหล่านั้นตาม โอกาส พระรามแยกพระองค์เองออกจากพระนางสีดา เพียงเพื่อให้ประชาชนของพระองค์มีความสุข แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่เห็นแก่ตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้พระนางสีดา เป็นผู้บริสุทธิ์ และเป็นสตรีในอุดมการณ์ เรื่องราวได้เขียนเอาไว้ในรามจริตมานัสดังต่อไปนี้</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">สเนหมฺ ดยมฺ จ เสารวยมฺ จ อปิว ชนกิมปิ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">อรธนย โลกกาสย มนฺชจโต นาสติเม วยถ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีความสบายใจ ข้าฯ ไม่รั้งรอที่จะแยกตัว ข้าฯ เองออกจากพระนางสีดาผู้บริสุทธิ์ แม้ว่าข้าฯ จะมีความทุกข์ทรมานเพียงไหนก็ตาม จริง ๆ แล้ว อันนี้เป็นหน้าที่ของพระราชาซึ่งเขาจะต้องเสียสละความสุขสบายของเขา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงพร้อมที่จะทรงเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อรักษาธรรมะเอาไว้</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">พระรามได้ทรงรับที่จะเสด็จไปอยู่ป่าเป็นเวลา 14 ปี ด้วยความปิติยินดี เพื่อไม่ให้ครอบครัวบาดหมางกัน ทั้ง ๆ พระลักษณ์ได้ขอร้องพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ให้คัดค้านข้อเสนอของพระมารดาไกเกยี เพื่อที่จะรักษาสันติสุขในหมู่ประชาชนด้วย พระองค์จึงได้แยกพระองค์เองออกจากพระญาติของพระองค์ พระรามทรงทำพระองค์เองให้เป็นตัวอย่างแก่มนุษย์ เหมือนการกระทำของพระองค์เอง ครั้งนี้</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ลักษณะนิสัยของพระรามนั้น แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า เด็กควรเชื่อฟัง และให้ความเคารพต่อบิดามารดาของเขา ไม่ควรอิจฉาริษยา ต่อพี่ชายน้องชาย หรือพี่สาวน้องสาว และเพื่อจะยุติการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เขาควรเสียสละ ความสุขสบายของเขาเอง และอารมณ์ที่เห็นแก่ตัวของเขา</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ร่มโพธิ์ของพระราม เปิดไว้สำหรับผู้ภักดี ที่ไปเฝ้าพระองค์ ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ และด้วยความภักดีอันสะอาดปราศจากมลทิน ในสายพระเนตรของพระรามแล้ว มันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ ที่จะทำร้ายโคหรือพราหมณ์ให้ได้รับความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">โกติ วิปรวธ ลาคหิ ชหุ อายมฺ สรนฺ ตชวูน นหิ ตหุ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า ถ้าบุคคลบางคนทำบาปอันหนักมาก โดยการฆ่าพราหณ์คนหนึ่งแต่ต่อมาภายหลัง สำนึกถึงบาปได้ และกลับมาหาข้าฯ แล้วข้าฯ จะกอดเขาไว้ในอ้อมแขนเพราะไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่เท่าพระผู้เป็นเจ้าอีกแล้ว ท่านโชคร้ายก็กลับเป็นโชคดี ดังคำกล่าวต่อไปนี้</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ยควตร ลิขิตมฺ ภาเล ตนฺตมริศโย ไนว ชายเต</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ศรเต ศรีราม ทศนมฺ เปรม นิรภาร เจตสมฺ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">ความหมายก็คือว่า แม้จุดหมายปลายทางของบุคคลนั้นได้กำหนดเอาไว้ก่อนแล้ว ตามกรรมของเขาก็ตาม แต่พระรามผู้เปี่ยมไปด้วยความรัก ถ้าบุคคลนั้นไปหาพระองค์ด้วยความภักดีอันเต็มเปี่ยม บุคคลนั้นสามารถเปลี่ยนโชคชะตากรรมของเขาได้โดยการไปหาพระองค์ด้วยศรัทธาอัน เต็มเปี่ยม เส้นทางที่คดเคี้ยว สามารถทำให้ตรงตามที่ต้องการได้มันจะต้องเป็นศรัทธาและความภักดีที่แรงกล้ามาก</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 51, 204);"><span style="font-size: 18px;">จาก - วารสาร ศรีมณเฑียร ทรรศน์ / สมาคมฮินดูสมาช</span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 ดูการ์ตูนประวัติพระพุทธศาสนา ออนไลน์ http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-25892.html <div style="text-align: center;"> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><strong><font size="5">พุทธศาสดา การ์ตูน Animation พระพุทธเจ้า</font><font size="6"> </font></strong><br /> <font size="4">โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ<br /> ความยาวประมาณ ประมาน 240 นาที</font></span><br /> &nbsp;</div> <center> <iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="480" src="http://www.youtube.com/embed/RJnD0PGQDiQ" width="640"></iframe></center> .<br /> <br /> <br /> <span style="font-size: 20px;"><a href="http://mahatep.myreadyweb.com/page-14123.html" target="_blank"><span style="color: rgb(255, 0, 0);">อ่านพระพุทธประวัติต่อ</span></a></span><br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(128, 128, 128);">รวบรวมมาโดย ลูกสาวพ่อ</span> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 กุมารทอง กุมารี http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-25895.html <p style="text-align: center;"> <span style="font-size: 20px;"><span style="color: rgb(255, 0, 0);"><strong><img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/60224_276758899102405_686198591_n.jpg" /></strong></span></span><br /> <span style="color: rgb(221, 160, 221);"><span style="font-size: 11px;"><span aria-live="polite" class="fbPhotosPhotoCaption" id="fbPhotoSnowliftCaption" tabindex="0"><span class="hasCaption">กุมารเพรช และกุมารีทีตำหนักค่ะ <span>(กุมารมาอยู่เองจึงไปเช่าร่</span><wbr />างมาให้ค่ะ)<br /> ภาพจากงานใหว้ครูประจำปี 2552</span></span></span></span></p> <p> <span style="font-size: 20px;"><span style="color: rgb(255, 0, 0);"><strong>กุมารทองคือ</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">จิตของเด็ก ที่มีรูปร่างเป็นเด็ก แบ่งออกเป็นสายเทพ และสายพราย<br /> โดยสายเทพนั้่น ส่วนใหญ่แล้ว กุมารจะมาอยู่เอง หรือเป็นการทำพิธีอัญเชิญเทพเทวดาเด็กๆ มาอยู่ในร่างของกุมารทองตามวัดต่างๆ เพื่อให้ท่านไปเช่าเอาไปค้าขาย ช่วยเรียกลูกค้า ดูแลบ้านช่อง<br /> ส่วนสายพรายนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากวิญญานเด็กที่เขาไปเอามาจากศพเด็กที่ตาย หรือเชิญวิญญานของเด็กมาสะกดด้วยอำนาจของมนต์โดยส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์</span></span><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>วิธีการติดต่อของกุมารทอง</strong><br /> &nbsp;ส่วนใหญ่แล้วจะมาเข้าฝัน บอก หรือแสดงให้เห็นว่าอยู่ที่บ้าน, บางคนเห็นตัวเลย,บางคนได้ยินเสียงคนวิ่งไปวิ่งมาเล่น,บางท่านร่างทรงองค์เทพต่างๆ กุมารก็สามารถมาประทับทรงได้ และอีกกรณีหนึ่งคือผู้ที่ได้ตาทิพย์ก็จะเห็นกุมารได้<br /> <br /> <strong>การถวายของให้กุมาร</strong><br /> กุมารนั้นจะชอบน้ำหวาน จะมี 2 สายคือ ชอบน้ำเขียว กับ ชอบน้ำแดง ส่วนขนมส่วนใหญ่จะเป็นลูกชุบ แล้วก็ของเล่นต่างๆ ทั้งนี้เวลาไปไหนเจออะไรคิดถึงลูกกุมารก็ซื้อมาฝาก กุมารก็จะดีใจ พอผ่านไปสัก 6 เดือนหรือ 1 ปีก็ขอลาของเล่นต่างๆ ไปบริจาคก็จะดี จะได้ได้บุญหรือว่า ลาของเล่นให้ลูกหลานก็ดีผู้ขมังเวทย์<br /> กุมารทอง ส่วนใหญ่ใช้เรียก กุมารที่เป็นเด็กชาย<br /> กุมารี คือ กุมารที่เป็นเด็กผู้หญิง</span></span><br /> &nbsp;</p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>วิบากกรรมที่ทำให้มาเกิดเป็นกุมารทอง</strong></span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">ก่อนอื่นเรามาดูวิบากกรรมที่ทำให้เป็นกุมารทอง คือ กรรมที่บางคนเคยทำแท้งสมัยเป็นมนุษย์ ชาติก่อนที่จะเป็นกุมารทอง เมื่อ มาเกิดเป็นมนุษย์ เคยทำแท้งเอาไว้ จึงทำให้ตายในท้อง แบบตายท้องกลม ตายทั้งแม่และลูก เมื่อตายแล้วก็กลายเป็นผีเด็ก คือ ถ้าตาย ตอนเด็กก็เป็นผีเด็ก ตายตอนแก่เป็นผีแก่ ตายหนุ่มสาวก็ผีหนุ่มสาว และอีกวิบากกรรมหนึ่ง ตอนที่เป็นมนุษย์ชอบเรียนวิชาพวกนี้ด้วย ซึ่งก็เป็นภาพในอดีตชาติของตนครั้งยังเป็นมนุษย์ ที่ได้ไปผ่าท้องเอาเด็กออกมาทำตามขั้นตอนพิธีกรรม จึงทำให้ต้องมาเป็นกุมารทอง</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">ไม่ใช่ว่าจะนำมาทำกุมารทองได้หมดทุกคน ต้องมีวิบากกรรม ที่เคยทำเขาไว้ คือ วิบากกรรมทำแท้งจึงต้องมาตายในท้อง ตายแล้วร่างก็ออกมาเป็นผีเด็ก แล้วก็เคยไปเรียนวิชาพวกนี้มาก่อน จึงมีคนที่เรียนวิชานี้ นำไปประกอบพิธีกรรมแบบที่ตัวเคยทำ แล้วก็เรียกวิญญาณของตัวมาเลี้ยงไว้ นำมาใช้งาน โดยมีวิทยาธรเจ้าของวิชากำกับด้วยมนต์</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">วิทยาธรที่เป็นเจ้าของวิชา คือ อดีตมนุษย์ที่ชอบเรียนวิชานี้ ตายแล้วก็ไปเป็นวิทยาธรอยู่ที่ป่าหิมพานต์ และจะรักษาวิชาสืบต่อกันมาอย่างนี้ ควบคู่กันไปกับเทคโนโลยี แต่ถ้าไม่มีกรรมด้านนี้ก็เรียกมาใช้งานไม่ได้</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">กุมารทองส่วนใหญ่ เป็นเด็กผมจุก นุ่งโจงกระเบน ไม่ใส่เสื้อ สวมสร้อยสังวาล ถูกเลี้ยงโดยผู้ที่มีวิชาไสยศาสตร์ วิชาที่เรียนนี้ ต้องใช้ศพคนตายท้องกลม คือ ตายทั้งแม่และลูก มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ประเภทที่มีวิบากกรรมด้านนี้ จึงจะนำไปทำกุมารทองได้ และประเภทที่ไม่มีวิบากกรรมด้านนี้ ก็ไม่สามารถนำไปทำกุมารทองได้ ซึ่งถ้าไม่มีกรรมด้านนี้ทั้งแม่และลูกที่ตาย ก็จะไปเกิดตามกรรมของตน แต่ถ้ามีวิบากกรรมประเภทนี้ก็จะดึงดูด ให้ผู้ที่เรียนวิชาไสยเวทที่เป็นมนุษย์นำไปใช้งาน โดยมีอาจารย์วิทยาธรจะเป็นผู้กำกับ คอยแนะนำว่า ให้ไปเอาตรงนั้น ตรงนี้ ทำอย่างนั้น อย่างนี้</span></span></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 0, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>กำเนิดกุมารทอง</strong></span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">ทีนี้เราก็ย้อนมาดูเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นเรื่องวิบากกรรมของทั้งแม่และลูก ที่ทำร่วมกัน คือ พอลูกตายในท้องแม่ที่มีกรรมชนิดนี้ อาจารย์วิทยาธรเขาจะไปบอก อาจารย์มนุษย์ที่เรียนไสยเวท ในสายกุมารทอง สายรักยม สายลูกกรอกประเภทนั้น เขาก็จะมาดูตามหลักวิชา ซึ่งจะไม่ลงรายละเอียด พอเขาผ่าท้องเอาเด็กที่อยู่ในท้องออกแล้วนำมาประกอบพิธีกรรม ส่วนศพของแม่ก็ใช้ด้วย เอาไปทำน้ำมันพราย จะใช้ไขมันตรงหน้าท้องไปเจียว แล้วก็มีมนต์กำกับ แล้วใส่อะไรต่างๆ ลงไป เพื่อจะผูกมัดเจ้าของร่างเอาไว้ ซึ่งจะบังคับแม่ลูกที่มีกรรมอย่างนี้ โดยร่วมมือกันระหว่างอาจารย์วิทยาธรกับอาจารย์ในเมืองมนุษย์ ตรงนี้เป็นความรู้วิทยาศาสตร์ทางใจ</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">ส่วนลูกที่อยู่ในท้องก็มาเป็นลูกกรอก จะมีชื่อเรียกต่างกัน ถ้าอยู่ในท้องเดี่ยวๆ เรียกว่า ลูกกรอก ถ้าอยู่ในท้องคู่เรียกรักยม เด็กโตขึ้นเรียกกุมารทอง เมื่อนำมาแรกๆ ก็โตไม่มากนัก จะต้องนำมาเลี้ยงต่อจนโตเป็นกุมารทอง</span></span></span></span></p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/527452_276758879102407_1109315868_n.jpg" /><br /> <span style="color: rgb(221, 160, 221);"><span aria-live="polite" class="fbPhotosPhotoCaption" id="fbPhotoSnowliftCaption" tabindex="0"><span class="hasCaption"><span>กุมารทอง ที่ตำหนักค่ะ (กุมารมาอยู่เองจึงไปเช่าร่</span><wbr />างมาให้ค่ะ)<br /> ภาพจากงานใหว้ครูประจำปี 2552</span></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(102, 204, 51);"><span style="font-size: 18px;"><strong>ความแตกต่างกุมารสายเทพและสายพราย<br /> กุมารเทพ</strong><br /> ข้อดี<br /> 1. เราไม่จำเป็นต้องเซ่นเลี้ยงด้วยอาหารหยาบเป็นประจำ แค่อาทิตย์ละครั่ง<br /> หรือเฉพราะวันพระก็ได้<br /> 2. ไม่ให้โทษแก่ผู้เลี้ยงเมื่อเราไม่ได้เซ่นดูแล<br /> 3. หน้าตาจิ้มลิ้ม (อันนี้ไม่เกี่ยว)<br /> ข้อเสีย<br /> 1. สายเทพไม่ให้หวยให้เลข เพราะเขาถือศิล<br /> ถ้าอะไรผิดศิลเขาจะไม่ช่วยหรือไม่ทำให้เด็ดขาด (นอกจากเราจำเป็นจริงๆ<br /> อาจจะมีให้บ้างเป็นบางครั้ง)<br /> 2. กุมารสายเทพเป็นกายทิพคนธรรมดามักจะสัมผัสไม่ได้<br /> หรือที่พูดๆกันว่ากุมารเงียบนั่งเอง(สัมผัสไม่ได้ไม่ใช่ว่าจะไม่มี)</span></span></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(102, 204, 51);"><span style="font-size: 18px;"><strong>กุมารพราย</strong><br /> ข้อดี<br /> 1. แสดงฤทธิ์บ่อยๆ คนเราสัมผัสได้ง่ายเพราะสายพรายยังมีตบะที่ยาบอยู่<br /> 2. ได้ผลเร็วเมื่อบนบาล<br /> ข้อเสีย<br /> 1. ต้องเซ่นเลี้ยงด้วยอาหารหยาบอย่างขาดมิได้ (ยกเว้นบางตำหรับ)<br /> 2.<br /> หากขาดการเซ่นเลี้ยงแล้วอาจให้โทษแก่ผู้เลี้ยงได้(ยกเว้นแต่อาจารย์ผู้สร้าง<br /> นั้นกำกัมาดี)<br /> 3. สายพรายยังมี รัก โลภ โกรธ หลง</span></span></span></span></p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" height="438" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/400916_276758869102408_2037492121_n.jpg" width="573" /></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;"><strong>การบูชากุมารทอง </strong><br /> กุมารทองเป็นของขลังที่วิเศษในตัว<br /> การบูชานั้นทำโดยการตั้งเครื่องบูชา ประกอบด้วยข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม น้ำแดง<br /> ขนมหวาน นอกจากนี้หากว่าบนสิ่งใดไว้ก็ให้ตอบแทนตามสิ่งที่บนมาเช่น<br /> ให้ของเล่น หรือให้สร้อยทอง ตามที่เราได้บนเอาไว้<br /> สำหรับการถวายนั้นให้เราตกลงกับกุมารทองเอาว่าเราสะดวกวันไหน<br /> เช่นเราตกลงกับกุมารทองไว้ว่าจะถวายข้าวทุกๆวันพระเราก็ต้องให้เค้าทุกๆวัน<br /> พระ เพราะกุมารทองเป็นกายทิพย์ถือเรื่องสัจจะเป็นสำคัญ<br /> แต่ถ้าหากไม่มีเวลาให้เราบอกเค้าไว้ว่า<br /> เวลาไปไหนก็ให้ไปด้วยกันกินอะไรก็กินด้วยกัน</span></span></span></span></p> <p> <strong><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;">สำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงกุมารทองก่อนอื่นนั้น</span></span></span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;">1. เราจะต้องคิดก่อนว่าเราจะเลี้ยงเค้าเพื่ออะไร<br /> ถ้าคุณตอบว่าอยากเห็นเค้ามากระโดดโลดเต้นเหมือนในละครก็ อย่าเลี้ยงเลยครับ<br /> 2. คุณพร้อมที่จะดูแลและเลี้ยงเค้ามั้ย ถ้าไม่พร้อมก็ อย่าเลี้ยงครับ<br /> 3. การเลี้ยงกุมารนั้นเรื่องสัจจะเป็นสำคัญนะ บอกว่าให้ตอนไหนก็ต้องให้ตอนนั้น<br /> 4. ถ้าทำตามทุกๆข้อที่ผมกล่าวมาได้นั้น เริ่มเลี้ยงได้เลย</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;"><strong>เมื่อคุณสมบัติผ่านแล้วต่อไปคือ</strong><br /> 1. คิดดูว่าจะเลี้ยงกุมารเทพ หรือพราย<br /> 2.เมื่อคิดออกแล้วให้คุณศึกษาหาวัดหรือสำนักที่มีการสร้างเสกกุมารทองขึ้นมา<br /> และที่สำคัญเราต้องศรัทธาในอาจารย์ผู้สร้างและองค์กุมารทองที่บูชานั้นด้วย<br /> เพราะศรัทธาเป็นแรงที่ทำให้เกิดปาฏิหารย์<br /> 3. ศึกษาวิธีการบูชาของแต่ละสำนักที่เราจะไปนำกุมารทองมา</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;">ปล. บางท่านอาจจะใช้วิธีซื้อหุ่นกุมารทองมาแล้วนำไปให้สำนัก<br /> หรือวัดท่านผูกกุมารทองให้ อันนั้นก็แล้วแต่ความชอบครับ</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;">ขั้นตอนเมื่อเราได้กุมารมาแล้ว<br /> 1. เมื่อเราได้กุมารมาแล้วให้เราจัดการตั้งชื่อให้กับเขา โดยแบ่งได้ดังนี้<br /> 1.1 ชื่อที่เน้นโชคลาภ เช่น ทองมา เรียกทรัพย์ พูลเงิน พูลทอง<br /> ทองไหลมาเป็นต้น<br /> 1.2 ชื่อที่เน้นทางดุดัน เฝ้าบ้าน แคล้วคลาด เช่น ชัย เพชรมั่น คง<br /> กล้าแกร่ง เป็นต้น</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;">2. ก่อนนำเข้าบ้านให้ทำตามนี้<br /> 2.1 หาที่ตั้งให้เหมาะสมโดย ไม่อยู่สูงกว่าพระ หรือ ต่ำติดพื้น<br /> และไม่ควรหันหน้าไปทาง ทิศตะวันตก<br /> 2.2 จุดธูปกลางแจ้ง 12 ดอก บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางดังนี้<br /> ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิฐานบอกกล่าวแด่ พระภูมิ เจ้าที่ ผีปู่ ผีย่า ผีตา<br /> ผียาย ผีเหย้า ผีเรือน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่ภายในสถานที่<br /> แห่งนี้ วันนี้ข้าพเจ้าได้นำ เจ้า......<br /> เข้ามาเลี้ยงภายในบ้าน เพื่อให้เจ้า..... เฝ้าทรัพย์สิน ให้โชคให้ลาภ ขอให้<br /> พระภูมิเจ้าที่ ผีปู่ ผีย่า ผีตา ผียาย<br /> และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเปิดทางให้เจ้า....เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านได้<br /> สะดวกด้วยถิด<br /> 2.3 เมื่อทำการเปิดทางให้กับเจ้ากุมารลูกของคุณแล้ว ให้นำกุมารมาตั้ง ณ<br /> ที่ที่เตรียมไว้แล้วจุดธูปบอกกุมาร โดย พราย 1 ดอก เทพ 5 ดอก ว่า<br /> เจ้ากุมารทองของพ่อเอ๋ย ต่อไปนี้เจ้าชื่อ .....<br /> และต่อไปนี้คนนี้คือพ่อของเจ้า พ่อจะเรียกเจ้าว่า ..... มาอยู่ที่บ้าน<br /> ให้ช่วยกันดูแลบ้านเฝ้าบ้านให้ดี ช่วยกันทำมาหากินนะ<br /> แล้วพ่อจะซื้อของเล่นให้ เวลาพ่อไปไหนก็ไปกัน เวลาพ่อกินอะไรก็กินกันนะ<br /> ไม่ต้องรอให้พ่ออนุญาติ<br /> อยากได้อะไรอยากกินอะไรมาบอกพ่อนะ(หากมีกุมารอยู่แล้วให้กล่าวเพิ่มว่า<br /> เจ้า...(ชื่อกุมารองค์เดิม).... วันนี้พ่อนำ น้องเค้ามาอยู่ด้วยนะ<br /> อยู่ด้วยกันก็รักกันนะช่วยกันดูแลบ้าน หาเงินหาทองอย่าทะเลาะกันนะ)</span></span></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 153);"><span style="font-size: 18px;">ทุกๆวันพระให้เรานำข้าวปลาอาหาร หรือขนม หรือผล ไม้ ดอกไม้ มาบูชา<br /> เค้าแล้วบอกกล่าวเค้าว่าให้ช่วยกันหาเงินหาทอง เฝ้าบ้านดูแลคนในบ้าน<br /> ขาดเหลืออะไรบอกพ่อนะ</span></span></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>สำนึกของผู้ที่เลี้ยงกุมารทอง</strong><br /> 1. คุณต้องระลึกไว้เสมอว่ากุมารนั้นคือลูกของคุณ เสมือนคนจริงๆ<br /> 2. หมั่นหาของเล่นขนมมาให้เค้า<br /> 3. หมั่นคุยกับเค้า<br /> 4. หากเบื่อแล้วคิดจะเลิกเลี้ยง นั้นควรนำเค้าไปปล่อยโดยให้ผู้ที่มีพลังจิตหรือพระปลดปล่อยเค้าไป</span></span></span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(173, 216, 230);"><span style="font-size: 18px;"><strong>วิธีการติดต่อของกุมารทอง</strong><br /> &nbsp;ส่วนใหญ่แล้วจะมาเข้าฝัน บอก หรือแสดงให้เห็นว่าอยู่ที่บ้าน, บางคนเห็นตัวเลย,บางคนได้ยินเสียงคนวิ่งไปวิ่งมาเล่น,บางท่านร่างทรงองค์เทพต่างๆ กุมารก็สามารถมาประทับทรงได้ และอีกกรณีหนึ่งคือผู้ที่ได้ตาทิพย์ก็จะเห็น</span></span></p> <span style="color: rgb(173, 216, 230);"><span style="font-size: 18px;">กุมารได้</span></span> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);"><strong>การถวายของให้กุมาร</strong><br /> กุมารมี 2 สายคือ สายชอบน้ำแดง กับสายชอบน้ำเขียว ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำแดงมากกว่า ส่วนขนมจะเป็นลูกชุบ ขนมไทยต่างๆ ของเล่นก็ถวายได้ พอสัก 8-12เดือน ก็ลาของเล่นเอาไปบริจาคจะได้บุญอีกด้วย<br /> การที่จะทราบว่ากุมารเราชอบน้ำอะไรนั้น จะต้องให้คนที่สื่อสารได้คุย ถ้าไม่ทราบก็ถวายน้ำแดงได้เลยค่ะ ถวายน้ำอะไรเขาก็ไม่ว่าหรอกค่ะ(ถ้าเป็นกุมารเทพจะมีขันติสูง ดูที่เจตนาของผู้ถวายว่ามีเจตนาดี เขาก็รักเราในฐานะพ่อแม่แล้วค่ะ)</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">ขอเตือนสำหรับผู้ที่ อยากจะเช่ามาเลี้ยง กุมารก็เป็นเด็กคนหนึ่ง ต้องการที่พึ่งพา ถ้าเราไปนำเขามา เลี้ยงอย่างลูกแล้ว หากเบื่อคุณจะเอาลูกคุณไปขายหรือค่ะ?? ด้วยความที่เป็นเด็ก เขาก็มีน้อยใจ เสียใจบ้าง<br /> ทั้งนี้แล้วขอให้คุณปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดี สวดมนต์ ใหว้พระ นั่งสมาทิ ทำทาน อุทิศบุญกุศลให้กุมารทองของคุณด้วย<br /> <br /> <br /> <br /> <span style="font-size: 16px;">ขอบคุณข้อมูลจาก เวปกุมารทองและเวปกัลยาณมิตร<br /> เขียนเพิ่มและเรียบเรียงใหม่โดย ลูกสาวพ่อ มหาเทพประทานพร<br /> เรื่องราวประสบการณ์กุมารทอง กุมารี จะนำมาเล่าในบทความต่อๆไปค่ะ<br /> <br /> หากสนใจเรื่องกุมารทองเพิ่ม ติดต่อ ลูกสาวพ่อในเวปนี้หรือ<br /> <a href="http://www.facebook.com/mahatepbless">http://www.facebook.com/mahatepbless</a>&nbsp;ส่ง ข้อความมาสอบถามฟรี</span></span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 เทวดาประจำตัว,เทวดามาสร้างบารมี,มีองค์ http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-25907.html <p> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/423604_276823899095905_318273000_n.jpg" /></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);"><span style="font-size: 20px;"><strong>เทวดาประจำตัว</strong></span><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภพภูมิของเทพ-เทวดามีทั้งหมด ๖ ชั้นนับจากโลกมนุษย์ขึ้นไป&nbsp;&nbsp; จะอยู่ในสภาวะหรือมีสภาพร่างกายและทุกอย่างเป็นทิพย์ทั้งหมด(อากาศธาตุ)&nbsp;&nbsp; จะไม่มีรูปร่างที่จับต้องได้ด้วยกายหรือมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อของมนุษย์ได้&nbsp;&nbsp; เราจะรู้เห็นและสัมผัสได้โดยทางจิตเท่านั้นและจะต้องเป็นจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดีถึงขั้นที่เรียกว่าได้ &#39; อภิญญาจิต &#39;&nbsp;&nbsp; </span><br /> <br /> <span style="color: rgb(102, 102, 255);">ภพภูมิของเทพเทวดานั้นมีแต่เสวยและรับแต่ความสุข&nbsp;&nbsp; ความเกษมสำราญแต่เพียงอย่างเดียวไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไร&nbsp;&nbsp; เพราะอยากจะได้หรืออยากจะมีอะไรแค่ทำการนึกคิดเอาก็ได้สมประสงค์สมปรารถนาทุกอย่าง&nbsp;&nbsp; เทพเทวดาก็มีอารมณ์มีความรู้สึกรัก&nbsp;&nbsp; โลภ&nbsp;&nbsp; โกรธ&nbsp;&nbsp;หลง&nbsp;&nbsp; มีครอบครัว&nbsp;&nbsp; มีพ่อแม่&nbsp;&nbsp; มีลูกมีหลานเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง&nbsp;&nbsp; เทพเทวดาก็มีทุกข์เหมือนกัน&nbsp;&nbsp; มีตอนที่รู้ว่าบุญใกล้จะหมดแล้วจะต้องลงมาเกิดยังโลกมนุษย์และทุกข์มากๆ&nbsp;&nbsp; ถ้ามาเกิดยังโลกมนุษย์แล้วไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์&nbsp;&nbsp; เพราะการที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นสมารถทำตัวเอง&nbsp;&nbsp; ศึกษาหลักธรรมแล้วปฏิบัติฝึกจิตของตนเองให้หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานได้&nbsp;&nbsp;<br /> <br /> เทพเทวดาเหล่านี้มาจากไหน?&nbsp;&nbsp; ก็เป็นดวงจิตดวงวิญญาณที่มาจากมนุษย์ที่ตายแล้วและเป็นมนุษย์ที่มีทาน&nbsp;&nbsp; มีศีล&nbsp;&nbsp; มีภาวนา(ยังไม่สำเร็จฌาน)และมีธรรม เพราะผลของบุญกุศลที่ได้ทำมานี้&nbsp;&nbsp; จะส่งผลให้จิตของเขาไปเกิดเป็นเทพเทวดา&nbsp;&nbsp; จะไปเกิดที่ชั้นไหนสูงหรือไม่&nbsp;&nbsp; จะไปเกิดกับครอบครัวกับพ่อแม่คู่ไหนบนสวรรค์นั้น&nbsp;&nbsp; ก็ขึ้นอยู่กับผลของบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ตอนเป็นมนุษย์นั้นไปสมพงษ์หรือพอดีกับพ่อแม่ที่เป็นเทพเทวดาคู่ไหนและบนสวรรค์ชั้นไหนอีกที ......</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">&nbsp;&nbsp;<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="color: rgb(51, 204, 102);">การลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ของเทวดานั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ&nbsp;&nbsp; เท่าที่รู้และจากประสบการณ์ที่ทำงานนี้มาก็มี ......</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๑.&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมดบุญหรือหมดอายุขัย</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๒.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำผิดกฎของสวรรค์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๓.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถูกส่งให้ลงมาทำหน้าที่ยังโลกมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> สวรรค์มีทั้งหมด ๖ ชั้น(ชั้นของเทพเทวดา)โดยมีดังนี้ ......</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๑.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นที่ ๑&nbsp;&nbsp; เรียกชั้น&nbsp;&nbsp; จาตุมหาราชิกา&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอายุ ๙ ล้านปีมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๒.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นที่ ๒&nbsp;&nbsp; เรียกชั้น&nbsp;&nbsp; ตาวติงสา หรือ ดาวดึงส์&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอายุ ๓๖ ล้านปีมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๓.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นที่ ๓&nbsp;&nbsp; เรียกชั้น&nbsp;&nbsp; ยามา&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอายุ ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๔.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นที่ ๔&nbsp;&nbsp; เรียกชั้น&nbsp;&nbsp; ตุสิตา หรือ ดุสิต&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอายุ ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๕.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นที่ ๕&nbsp;&nbsp; เรียกชั้น&nbsp;&nbsp; นิมมานรตี&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอายุ ๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">๖.&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นที่ ๖&nbsp;&nbsp; เรียกชั้น&nbsp;&nbsp; ปรนิมมิตวสวัตตี&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(51, 204, 102);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอายุ ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เม</span><span style="color: rgb(255, 102, 102);">ื่อหญิงชาย(พ่อ-แม่)ยังโลกมนุษย์ได้ร่วมหลับนอนกัน&nbsp;เชื้ออสุจิของชาย(พ่อ)เข้าผสมไข่ของหญิงแล้ว&nbsp;&nbsp; มีดวงจิตของเทพเทวดาองค์หนึ่งองค์ใดได้หมดบุญจากสวรรค์ลงมาผสม(ปฏิสนธิวิญญาณ)&nbsp;&nbsp; มาร(เทพบุตรมาร)ก็ตามลงมาผสมด้วยอีก เพื่อขัดขวางการสร้างบุญบารมีของเทพเทวดาตนนี้&nbsp;&nbsp; พ่อแม่&nbsp;&nbsp; พี่ น้องหรือเพื่อนๆที่อยู่บนสวรรค์ด้วยกันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ลงตามมาผสมด้วยหนึ่งดวงจิต&nbsp;&nbsp; เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือปกป้องเรา ทุกเรื่องจากการกลั่นแกล้งของพวกมาร&nbsp;&nbsp; ตามมาด้วยความรักและความเป็นห่วงตลอดช่วงอายุของการเกิดมาเป็นมนุษย์ของเรา&nbsp;&nbsp;เรียกเทพเทวดาเหล่านี้ว่า &#39; เทวดาประจำตัว &#39; แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆแล้วเทพเทวดาเหล่านี้กลับช่วยเหลืออะไรเราไม่ได้&nbsp;&nbsp; เพราะมีพลังน้อยกว่าพวกมาร&nbsp;&nbsp; ก็ได้แต่ยืนดูเราห่างๆช่วยเหลืออะไรเราไม่ได้เวลาเราตกทุกข์ได้ยากเกิดความลำบาก&nbsp;&nbsp;<br /> <br /> <br /> ถ้าหากเทพเทวดา ประจำตัวของใครเป็นผู้หญิงจิตใจและลักษณะอาการของมนุษย์ คนๆนั้นก็จะออกไปลักษณะทางผู้หญิง&nbsp;&nbsp; ถ้าเป็นร่างของมนุษย์ ผู้ชายก็จะเป็น กะเทย&nbsp;&nbsp; และถ้าหากเทพเทวดาประจำตัวของใครเป็นผู้ชายจิตใจและลักษณะอาการของมนุษย์คนๆนั้นก็จะออกไป</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 102, 102);"><span style="font-size: 18px;">ลักษณะทางผู้ชายเหมือนกัน&nbsp;&nbsp; ถ้าเป็นร่างของมนุษย์ผู้หญิงก็จะเป็น ทอม&nbsp;&nbsp; การที่มนุษย์คนไหนเป็นทอมหรือกระเทยนั้น&nbsp;&nbsp; ก็มีสาเหตุมาจากผลของกรรมในอดีตชาติและมาจากเหล่าเทพเทวดาที่ทำผิดกฎสวรรค์ด้วยเช่นกัน&nbsp;<br /> <br /> <br /> ท่านทราบหรือไม่ว่าเทวดาประจำตัว</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 102);">ของท่านเป็นใคร?&nbsp; ชื่ออะไร?&nbsp;&nbsp; มาจากชั้นไหน?&nbsp; เกี่ยวข้องกับท่านอย่างไร?&nbsp;<br /> มีผลและมีอิทธิพลต่อตัวของท่านอย่างไร?&nbsp;&nbsp;<br /> ท่านควรที่จะปฏิบัติตนและแก้ไขอย่างไรบ้าง?</span><br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 153, 51);">ถ้าอยากรู้ปฏิบัติธรรม ทาน ศีล ภาวนาให้ครบถ้วนแล้วท่านจะทราบได้ รู้ก็ให้ถือว่ารู้ อย่าได้นำมาเก็บไปคิดให้เป็นทุกข์ รู้ว่ามีจริง อยู่จริง ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีต่อไป<br /> <br /> ทำบุญทุกครัังมีการแผ่ส่วนกุศลให้เทพเทวดา ทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นจะได้รับบุญจากเราอนุโมทนาด้วย</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/421292_276476245797337_1781400062_n.jpg" style="width: 301px; height: 400px;" /></p> <p> <span style="font-size: 20px;"><strong><span style="color: rgb(255, 153, 51);">เทวดามาสร้างบารมี</span></strong></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">จะคล้ายกับเทวดาประจำตัวของเรา จะแตกต่างตรงที่ว่า เทพเทวดาเหล่านี้ จะมีความเกี่ยวข้องกับเราสมัยยังเป็นมนุษย์มาแล้ว เช่น เราเคยเกิดเป็นข้าทาสหรือบริวารของกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง พอเรามาเกิดในชาตินี้ ท่านก็จะตามมาช่วยเหลือและดูแลเรา ส่วนมากจะเรียกว่า</span><span style="color: rgb(255, 204, 51);"> &ldquo; มีองค์ หรือ องค์ใน &rdquo; </span><br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 153, 51);">บางคนมีความเกี่ยวข้องกันก่อนสมัยพระพุทธองค์เสียอีก ถ้าหากมีมารขวาง ท่านก็ช่วยเราไม่ได้อีกเช่นกันเผลอ ๆ มารก็จะปลอมเป็นองค์ใน หรือ ตัวของท่านเสียเลย ตาเนื้อของมนุษย์มองไม่เห็น จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ทำให้เกิดความไม่เชื่อ พอไม่เชื่อบางคนก็ลบหลู่ ผลกรรมก็จะเกิดกับตัวของเขาเอง จะส่งผลก็ต่อเมื่อกรรมที่เป็นอกุศลในตัวของเขาส่งผลหรือว่าบุญของเขาหมดก่อนนั่นแหละ ทุก ๆ วันนี้ต้องพูดด้วยเหตุผลและหลักฐานจึงจะ<br /> ยอมรับกัน แต่บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ ก็หาหลักฐานและเหตุผลมาพิสูจน์ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องของนาม เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ การที่จะสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ได้ จิตจะต้องได้รับการฝึกจิตมาดีพอสมควร<br /> ทั้งในเรื่องของทาน ศีล สมาธิและธรรม ฝึกจนจิตได้ญาณ อย่าลืมนะว่าคนที่คอยช่วยเหลือเราก็คือ เทวดาประจำตัวของเราและเทพเทวดาที่มาสร้างบารมีร่วมกับเรา แต่ในที่นี้ต้องไม่มีมารแทรกอยู่ เขาถึงจะช่วยเราได้เต็มที่ ทำไมเราจึงเห็นคนบางคนมีองค์หรือมีอะไรแฝงอยู่ซึ่งไม่เหมือนกับคนธรรมดามีที่มาพอจะเล่าให้ทราบย่อ ๆ คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งพระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า อีกนานเท่าไรคำสอนของพระพุทธองค์จะหมดไปจากโลกนี้ พระพุทธองค์ตอบ พระอานนท์ว่าอีก ๕,๐๐๐ ปี เมื่อทราบว่าเป็นเช่นนี้พระภิกษุ พระภิกษุณี สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้ขอทำนุบำรุงดูแลรักษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา ๒๕๐๐ ปี ส่วน ๒,๕๐๐ ปีหลังเหล่าองค์เทพเทวดาทั้งหลาย ขอลง มาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อจากมนุษย์ทั้งหลายเป็นเวลา ๑,๒๕๐ ปีและส่วนที่เหลืออีก ๑,๒๕๐ ปี สุดท้าย พวก ยักษ์</span></span><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">พวกมาร ขอลงมาทำนุบำรุงดูแลพระพุทธศาสนาในช่วงสุดท้ายแทนต่อจากเหล่าเทพเทวดา<br /> <br /> จึงต้องทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ต้องหมดไปเพราะพวกยักษ์ พวกมารย่อมไม่ทำให้เจริญแน่นอนซึ่งในช่วงนี้ก็เป็นช่วงของเหล่าเทพเทวดาลงมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เวลาก็ได้ผ่านไปแล้วในปัจจุบันนี้ผ่านได้ ๔๘ ปี ที่เข้าสู่ช่วงเหล่าเทพเทวดา เราจะเห็นว่าในปัจจุบันจะมีการค้าพระพุทธขุดพระธรรมและก็ยำพระสงฆ์ให้เห็นกันอยู่ประจำ ค้าพระพุทธหมายความว่า มีการหล่อ กดพิมพ์พระพุทธรูปขายกันเป็นสินค้ากันและก็วางขายกันอย่างกับ ไม่ใช่ของสูงที่เคารพบูชาอย่างนั้น ส่วนขุดพระธรรมก็หมายถึง การพิมพ์ ตำรับตำราขายกันจริงบ้างหลอกบ้าง ส่วนยำพระสงฆ์ทุกท่านก็คงเห็นข่าวทางสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ทำลายภาพพจน์ของพระสงฆ์ทำลายความศรัทราของชาวพุทธที่มีต่อพระศาสนาลงไปเรื่อย ๆ ส่วนเหล่าเทพเทวดาก็ยังทำ อะไรได้ไม่เต็มที่ เพราะเทวดาเป็นแค่ดวงจิต ดวงวิญญาณ ไม่มีร่างกาย ฉะนั้นการที่จะมาทำงานตรงนี้ได้ ให้สำฤทธิ์ผลก็จะต้องมีร่างกายที่สามารถจับต้องและเคลื่อนไหวได้ ท่านก็เลยต้องหาร่าง</span></span><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">และร่างที่ดีที่สุดก็คือร่างของมนุษย์นี่แหละ จู่ๆท่านจะไปเอาหรือยึด ใครมาเป็นร่างของท่านเลยทันทีไม่ได้ ผู้ที่จะเป็นร่างของท่านได้นั้น ในอดีตจะต้องเป็นสายเลือดมี ความผูกพันกันมาก่อนเช่น ลูกศิษย์กับอาจารย์เป็นต้น</span><br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 102, 153);">บางทีเราไม่ยอมรับท่าน ท่านก็จะทำให้เรา ต้องยอมรับท่านให้ได้ โดยการสื่อสารทางต่างๆ ดลใจให้ไปวัด สมาธิ ทำทาน ปฏิบัติ ธรรมเพื่อให้เรามีบุญกุศลทำให้บารมีพร้อม เทพเทวดาที่ดีจะไม่มีทางทำร้ายให้เราเจ็บป่วย หรือไม่รับองค์เทพแล้วจะทำการงานเราให้แย่ ท่านจะไม่ทำแบบนั้น นอกจากว่าเราไม่เชื่อ ลบลู่ท่าน ท่านก็จะสอนให้เรารู้บ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ถึงกลับว่าน้ำตาตกใน เทพเทวดาที่ดีท่านจะสร้างแต่ความดี ท่านไม่ทำร้ายใครให้เป็นบาปแน่นอน</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span style="font-size: 18px;">เมื่อทราบว่ามีเทพเทวดามาอยู่ด้วยแล้ว เราก็ปฏิบัติตนสะสมความดี แผ่ส่วนกุศลไปให้ท่านและอื่นๆ ไม่ไช่ว่าจะมาข่มและอวดบารมีกันว่า ข้าองค์ใหญ่ ท่านองค์เล็ก ของข้าบารมีเยอะของท่านบารมีน้อย ข้ามาก่อนส่วนแกมาทีหลัง<br /> <br /> พอมนุษย์เป็นอย่างนี้ มารก็ได้โอกาสชิงเป็นตัวของท่านไปเสียเลย ทำให้เสียทั้งคนและเสียทั้งเทวดาไปเลย เทวดาก็เลยหมดโอกาสที่จะได้สร้าง<br /> บุญบารมีและมารก็จะพามนุษย์คนนั้นให้ตกต่ำไป ยิ่งตัวมนุษย์ไม่มี ศีล มีธรรมแล้ว มารยิ่งมีพลังมาก<br /> <br /> พอตัวของเรามีปัญหาเขาจะทักเราว่า &ldquo; มีองค์ &rdquo; จะต้อง ทำการรับขันธ์และเสริมบารมี ไม่จำเป็นต้องรับขันธ์ เขาต้องการให้เราเป็นลูกศิทย์เขาเท่านั้น เนื่องจากเทวดาพาล หรือมาร ก็สามารถมีความรู้ในเรื่องต่างๆ ได้ เขาก็อาจจะดูดวงให้เราแม่นจนเราเชื่อ แต่ขอย้ำ อย่ารับขันธ์เด็ดขาด</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">หลังจากที่เข้าไปหาเขาแล้ว ต่อจากนั้นคุณก็จะต้องเข้าไปหาเขาอีก ส่วนเวลาที่เหลืออีกหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบปีหลังที่เหลือ พวกลูกยักษ์หลานมาร ขอมาเป็นผู้ทำนุบำรุงดูแลพระพุทธศาสนาในช่วงสุดท้าย ที่นี้ไม่ต้องพูดและคิดแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้น กับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่พระพุทธองค์ ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ พวกมารยังขัดขวางและจะทำลายเลย พระพุทธองค์ใครขอใคร นิมนต์อะไรท่านก็ทรงให้หมด หลังจากช่วงที่พวกลูกยักษ์หลานมารเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว สังคมมนุษย์ก็จะเข้าสู่กลียุคไปเรื่อยทุก ๆ วัน มนุษย์จะห่างไกลจากคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ไม่มีศีล เข่นฆ่ากัน ขาดการปฏิบัติธรรม ไม่มีความเชื่อความ<br /> <br /> ศรัทธาในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ว่าปฏิบัติแล้วจะมีความสุขความเจริญได้ จริงความเชื่อความศรัทธาก็ลดน้อยลง พอพลังศรัทธาหมดลดน้อยลง ผู้ที่เป็นพระ ที่มีหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาก็ต้องออกทำมาหา กิน ปลูกผักปลูกหญ้าและหุงหาอาหารกินกันเอง เวลาที่จะ ไปศึกษาธรรม และปฏิบัติธรรมก็ไม่มี สุดท้ายที่สุดก็เหลือผ้าเหลืองน้อยห้อยหู ห้อยคอ หรือผูกข้อมือเอาไว้เป็นเครื่องแสดงว่านี่แหละคือพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มีไว้เป็นผู้ประกอบหรือทำพิธีกรรมต่างๆเท่านั้น หลังจากครบ ๕,๐๐๐ ปีแล้วคำสอนก็หมดไป มนุษย์ก็เข้าสู่กาลของกลียุค มนุษย์จะไม่มีศีลไม่มีธรรม อยู่กันอย่าง สัตว์ดิรัจฉานไม่รู้จักพ่อ ไม่รู้จักแม่ไม่รู้จักลูก พอแต่งงานกันได้ลูกหญิงหรือลูกชาย พอลูกโตขึ้น พ่อก็เอาลูกหญิงเป็นภรรยาแม่ก็เอาลูกชายเป็นสามี พี่เอาน้อง น้องเอาพี่ สังคมของมนุษย์จะเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น เริ่มจากคนรอบข้างก่อนหลังจากนั้นก็คนที่ไกลตัวออกไป ท้ายสุดก็ตัวใครตัวมัน ความผูกพันในสายเลือดก็หมดไป</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(255, 153, 51);">ในปัจจุบันก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้จะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ จนกว่ามนุษย์จะมีอายุขัยเพียง ๑๐ ปีแล้วก็จะตาย พออายุได้ปีสองปี<br /> ก็ต้องมีครอบครัวกันแล้ว ตอนนั้นมนุษย์จะตัวเตี้ย จะต้องสอยพริกสอยมะเขือกิน จะเข่นฆ่ากันเอง หลังจากนั้นมนุษย์ก็เริ่มรู้ว่าอะไรชั่ว<br /> และอะไรดีแล้ว ก็หันกลับมารักษาศีล มาปฏิบัติธรรม กันชีวิตของมนุษย์ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสิบปี เป็นยี่สิบ สามสิบ เป็นร้อย เป็นพัน<br /> เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นโกฏิ จนถึงหนึ่งอสงไขย พออายุยืนนานมาก มนุษย์ก็ไม่รู้จักความตายจึงเกิดความประมาท อายุก็ลดลงมาๆ<br /> จนถึงแปดหมื่นปีถึงจะตาย กาลนั้นแหละก็จะเป็นยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย จะเป็นยุคเริ่มต้นของมนุษย์ที่มี ศีลธรรมเจริญรุ่ง<br /> เรืองมากที่สุด<br /> <br /> <br /> ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะไปเกิดในยุคของพระศรีอาริเมตไตรก็ให้ทำดังนี้คือ<br /> ๑. รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์<br /> ๒.ฟังเทศน์พระเวสสันดรสิบสามกัณฑ์ให้จบภายในหนึ่งวันและหนึ่งคืน<br /> ๓. ให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ได้ไปเกิดร่วมพระชาติเดียวกันกับพระ<br /> องค์ท่าน ตอนนี้ท่านเป็นเทพ อยู่สวรรค์ชั้นดุสิต ( ชั้น ๔ )<br /> <br /> พอหมดบุญจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว จะมาจุติยังโลกมนุษย์อีกครั้งเพื่อจะมา สร้างบำเพ็ญทานบารมี มีเช่นเดียวกับพระเวสสันดร พอดับจากชาติที่ บำเพ็ญทานบารมีนี้แล้ว ก็จะไปจุติยังสวรรค์ชั้นดุสิตอีก หลังจากนั้นจึงจะมาจุติยังโลกมนุษย์อีกครั้ง มาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายในจักรวาลนี้ มีพระนามว่า &ldquo;สมเด็จพระศรีอาริเมตไตร&rdquo; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะหมดและมีเพียงเท่านี้ยังมีอีกอย่างน้อยก็อีก ๘ ถึง ๙ พระองค์ เรายังจะต้องเวียนตายเวียนเกิดกันอีกนาน...........<br /> <br /> เทวดาที่จะมาสร้างบารมี ของเราเป็นใคร? มีพระนามว่าอะไร ? น้อมจิตน้อมใจรับรู้และตั้งรับองค์ท่านเสีย พากันให้ทาน พากันรักษาศีล พากันเจริญสมาธิและศึกษาธรรม ทำให้ถูกต้อง ความสุข ความสบาย ความเจริญ ทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวย สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงทุกสิ่งทั้งหมดทั้งหลายจะได้ตกอยู่ที่ตัวของเรา โดยการสร้างบารมีของเราไปพร้อมกับพระองค์ท่าน &hellip;&hellip;</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/541658_343704352407859_1184495332_n.jpg" style="width: 277px; height: 400px;" /></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(102, 204, 153);">สรุปทั้งหมดโดยลูกสาวพ่อ มหาเทพประทานพร<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เทวดาประจำตัวมีจริง ผู้ใดปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเทวดาก็จะมาคุ้มครองรักษา แบบนี้มีทุกคน เนื่องจากเคยเป็นญาติมาก่อนในหลายๆ ภพชาติ หรือชาติไหนแล้วเขาจำเราได้จึงมาคอยดูแล<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนอีกกรณีคือ เทวดาลงมาสร้างบารมี หรือเรียกว่า มีองค์ องค์ใน มารับแขกมาช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับความทุกข์หลงทาง โดยจะมาในรูปของญาณเทพ ประทับร่างทรง แต่ระวังคือ ไม่จำเป็นต้องไปรับขันธ์เป็นศิทย์อาจารย์ไหน ๆ ขอเพียงแต่คุณปฏิบัติธรรมะ ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติกรรมฐาน ให้มากแล้วคุณจะรู้เอง เห็นเอง<br /> <br /> ข้อควรระวังคือ ห้ามหลง ห้ามคิดว่าตัวเองเป็นเทพ เป็นเทวดาไป เราคือเรา สิ่งใดที่เห็นในฝันหรือในนิมิตรสมาธิ เห็นก็ถือว่าเห็น อย่าได้เอามาคิด เอากิเลสเข้ามาปะปน หากว่าเราหลง เราคิดว่าเราเก่ง เราเป็นผู้วิเศษแล้ว เทวดาที่ดีจะไปจากเรา เพราะว่าบุญและบารมีของเราไม่ถึงคุณงามความดีของท่าน ดังนั้น เมื่อเทพเทวดาดีไปแล้ว จะกลายเป็นพวกเทวดาพาลหรือมาร มาคอยควบคุมท่าน&nbsp;<br /> <br /> พวกร่างทรง หากว่าจะไปหา ปรึกษาใคร ให้ดูการปฏิบัติตัวของร่างทาง ศีล 5 ไหม ปฏิบัติธรรม ใจเย็น ไม่พูดอวดโอ้ หน้าตาก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วคนนิสัยดีหน้าตาท่าทางก็น่าเคารพนับถือ รัศมี ออร่ามันออก และเวลาไปตำหนักหาร่างทาง ให้สังเกตุดูสถานที่อย่าให้เป็นพาณิชย์คิดแต่เงิน ขอให้พิจารณา ถ้าท่านแนะนำให้ทำบุญ ให้ทำตัวเองให้ดี โดยไม่มีพิธีกรรมต่างๆที่จะต้องกลับมาทำกับร่างทรงนั้นถือว่าดีใช้ได้ ยึดหลักพระธรรม พระพุทธศาสนาจะถือว่าดีที่สุด<br /> <br /> สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านพิจารณาให้ดี อย่าให้โดนหลอกไปเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียความรู้สึก แล้วอย่าลบหลู่ว่า เทพเทวดา ไม่มีจริง<br /> <br /> <br /> อนึ่ง ตำหนักมหาเทพประทานพร รับตรวจองค์เทพประจำตัวด้วย<br /> โดยให้ส่งข้อความมาใน facebook เพจ หรือในเวปนี้<br /> บางท่านหากเทพประจำตัวไม่อยากบอก ก็บอกไม่ได้<br /> <br /> <br /> ขอขอบคุณ อนุโมทนาบทความจาก internet บางส่วน<br /> รวบรวมและเขียนเพิ่มเติมโดย ลูกสาวพ่อ มหาเทพประทานพร</span></span></p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" height="401" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/73903_276431675801794_1720740967_n.jpg" width="368" /></p> <p> <br /> <br /> <strong><span style="font-size:18px;"><span style="color:#66cc33;">โพสถาม เทวดาประจำตัวได้ที่ </span><br /> <a href="http://www.facebook.com/mahatepbless" target="_blank"><span style="color:#66cc33;">http://www.facebook.com/mahatepbless</span></a><br /> <span style="color:#66cc33;">วิธีขอรับการตรวจเทวดาประจำตัว<br /> 1. กด LIKE เพจ<br /> 2. ส่งข้อความมาที่เพจ ระบุ วันเดือนปีเกิด&nbsp; (ไม่รับตรวจเด็กนะค่ะ)<br /> 3. แนบรูปถ่ายเห็นหน้าและดวงตาชัดเจน<br /> 4. กรณีที่ตรวจแล้วทราบว่าองค์ไหน วิธีปฏิบัติตัวคือเป็นคนดี ศีล 5 สวดมนต์ นั่งสมาธิ บริจาคทาน มีอะไรนึกถึงท่าน<br /> 5. กรณีตรวจไม่ได้(กรรมบัง หรือช่วงนั้นมีเคราะห์ หรือไม่ค่อยทำบุญเลย) จะแนะนำให้ทำบุญ สวดมนต์แผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ครูอาจารย์ ญาติ เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวร เปรต สัตว์ทั้งหลายก่อนแล้วจึงมาส่งข้อความถามใหม่เมื่อได้ไปทำบุญ และปฏิบัติดังเกล่ามาแล้ว</span></span></strong><br /> <br /> <span style="color:#66cc33;"><span style="font-size: 18px;">อ่านให้เข้าใจและส่งข้อมูลให้ชัดเจนนะค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขอข้อมูล มีคนมารับตรวจเยอะ ถ้าอาจารย์ไม่ว่างก็จะไม่ได้เข้ามาเลยค่ะ ต้องรอเวลาว่างจริงๆ ถึงจะมาตรวจให้<br /> <br /> โดย ลูกสาวพ่อ มหาเทพประทานพร</span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 ตำนานฤาษี 108ตน ตอน 7 http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26173.html <p> <br /> <strong><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีประทิศไพ (ไม่มีภาพ)</span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; พระฤษีองค์นี้ก็มีความศักดิ์สิทธิ์และมีฤทธิไกรมากมายทั้งไสยศาสตร์และ<br /> บารมีมากด้วยคาถาอาคมและมนต์วิเศษ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีตำแหน่งเป็น<br /> อาจารย์ของหนุมาน ทหารเอกของพระราม ที่มีความเคารพและนับถืออย่าง<br /> จริงจัง ท่านบำเพ็ญตบะอยู่ในป่าแห่งภูเขาเหมติวัน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อหนุมานสู้รบกับยักษ์บรรลัยกัลป์ซึ่งมีฤทธิ์มาก ใครจะจับตัวไม่ได้ทั้งนั้นเพราะบรรลัยกัลป์ทำพิธีชุบตัวด้วยน้ำมันว่าน จึงทำให้ตัวลื่นจับก็ไม่อยู่ หนุมานจึงเหาะไปถามพระฤษีประทิศไพ พระฤษีท่า่นก็กลัวบาปไม่ยอมบอก แต่ท่านก็หยิบทรายฝุ่นมาโรยเล่นให้เห็นเป็นปริศนา หนุมานไวปัญญา จึงตีปัญหาแตกแล้วก็เหาะกลับไปสู้กับยักษ์ แล้วในที่สุดก็ฆ่ายักษ์ตายสมความต้องการ</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <strong><span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีโพธิสัตว์ (ไม่มีภาพ)</span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; เป็นพระฤษีที่ศักดิ์สิทธิ์ในชั้นเทพอีกองค์หนึ่ง ท่านเป็นเทพที่มุ่งมั่นในทาง<br /> บำเพ็ญ ทั้งทางศีลทางธรรม และทางบารมีทานรวมพร้อมอยู่ในท่าน มีพร้อมหมดทุกอย่าง จนกระทั่งได้บรรลุธรรมชั้นสูง จึงได้เลื่อนขั้นและฐานะขึ้นมาเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อคอยเวลาและโอกาส ที่จะอุบัติขึ้นในโลกมนุษย์ แล้วตรัสรู้ธรรมนำเอามาสั่งสอนปวงชน เป็นผู้นำของศาสนาที่เรียกว่าศาสดา<br /> หรือพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไปในอนาคตกาลข้างหน้า ที่จะต้องมีขึ้นมาใหม่<br /> อีก ตามวาระเวลาและคิวที่รอคอย เรียงกันตามลำดับสำหรับปวงชนหากมีสิ่งใดขัดข้อง ก็บนบอกกล่าวกับท่านได้ บูชาด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน เป็นเนืองนิตย์ ท่านก็จะต้องประสิทธิ์ประสาทพระพรให้ได้สำเร็จผล หากท่านต้องการจะไปปิดทองหรือถวายพวงมาลัย ไปที่องค์จำลองของท่านก็ได้ หรือจะแก้สินบนอย่างไรก็เห็นว่าสะดวกและสมควรยิ่ง จงเดินทางไปที่วัดเกตุมดีศรีวราราม (เส้นทางจะไปแม่กลองจะต้องผ่าน) แล้วจะได้พบกับพระฤษีโพธิสัตว์นี้ เป็นรูปปั้นสถิตย์อยู่ภายในกำแพงแก้ว ในซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก ของพระธาตุเกตุมดีที่วัดแห่งนี้ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายอย่างอยู่ภายในวัด เช่น พระธาตุเกตุมดีพระพุทธสิหิงค์ มหาราชทั้ง ๔ พระองค์ พระสิวลีมหาเถระ ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ธรรมบัณฑิต พ่อหมอโกมารภัติ และพระฤษีพนาวัน</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีบรมโกฏิ (ไม่มีภาพ)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; พระฤษีองค์นี้ท่านก็ชอบสันโดษ อยู่ในอาศรมกลางป่าอีกเช่นเดียวกันท่านก็มีทั้งเมตตาบารมีและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์มากมาย ชอบช่วยเหลือและส่งเสริมมวลมนุษย์ที่กระทำแต่ความดี หากทำชั่วท่านก็จะสาปแช่งตามต่ำแหน่งหน้าที่ของท่าน ที่ได้รับคำสั่งจากพระอิศวร ให้ดูแลมวลมนุษย์ถ้าหากว่าผู้ใดได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกกลั่นแกล้งรังแกท่านก็จะสาปแช่งผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งรังแก หรือทำตัวเป็นอันธพาลให้ได้รับกรรม มีแต่ความวิบัติมาบังเกิด หากผู้ใดทำดีท่านก็จะดลบัลดาลให้ได้รับผลดี ในทำนอง&#39;ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว&#39; สิ่งนี้เป็นที่แน่นอนที่สุดท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์จะต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้แน่นอนแล้วเสมอ<br /> &nbsp;&nbsp; ดังนั้นหากผู้ใดมั่นใจว่าตัวเองได้ทำความดี และยึดมั่นอยู่ในความดีแล้ว มีศีลธรรมประจำใจแล้วก็จงขอพรจากพระฤษีบรมโกฏิเถิด แล้วท่านจะต้องสำเร็จสมประสงค์ ถ้าหากมีผลสำเร็จตามความประสงค์ที่ได้บนบานกับพระฤษีบรมโกฏิเอาไว้ หากจะทำพิธีแก้บนด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และทองคำเปลวก็ได้ ให้นำเอาสิ่งของที่ตั้งใจว่าจะถวายกับท่านไปพบกับท่านได้เสมอ ที่ในวัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์ท่าเตียน) จะมีรูบปั้นพระฤษีบรมโกฏิให้พวกเราได้กราบไหว้บูชา.....</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระศุกร์<br /> <img alt="" height="866" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/397332_277712689007026_1592004455_n.jpg" style="width: 539px; height: 872px;" width="510" /></strong></span></span><img alt="" height="871" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/399572_277712659007029_4174315_n.jpg" style="width: 541px; height: 835px;" width="576" /></p> <p> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-snc6/262877_277413169036978_957326856_n.jpg" /></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีชลหุ</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีองค์นี้ก็มีฤทธิ์มากมีทั้งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ แฝงไว้ด้วยอำนาจลึกลับมากมายมีประวัติดังนี้....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อครั้งที่ท้าวสัคร ได้ทำพิธีอัศวเมท คือปล่อยม้าอุปการแล้ว พระอินทร์ก็แปลงกายลงมาขโมยม้าตัวสำคัญนั้นไปซ่อนไว้ ท้าวสัครจึงใช้พระกุมารทั้งหกหมื่น ซึ่งเป็นโอรสของพระองค์ทั้งหมดไปเที่ยวค้นหาม้า พระกุมารทำการขุดพื้นลงไปถึงหกหมื่นโยชน์แล้วก็ยังมิได้พบม้า จึงพยายามขุดลึกลงไปอีก พระนารายณ์ก็ทรงเกรงว่าโลกจะทะลุพินาศสิ้น จึงอวตารลงมาเป็นพระกบิล ลงไปบำเพ็ญตบะอยู่ใต้พิภพ เมื่อพระกุมารหกหมื่นขุดลงไปพบพระกบิลก็โกรธคิดว่าพระกบิลขโมยเอาม้ามา จึงตรงเข้าไปหมายจะทำร้าย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในที่สุดพระกบิลก็ทำเป็นไฟกรดไหม้พระกุมารทั้งหกหมื่นตายกันหมด ท้าวสัครจึงคิดที่จะเชิญพระแม่คงคาลงมาจากสวรรค์เพราะน้ำพระแม่คงคานี้ถ้าหากว่่าไหลไปชำระอัฐิของพระกุมารทั้งหกหมื่นแล้ว ก็จะหมดบาปได้ไปสวรรค์กันทั้งหมด&nbsp;&nbsp; ท้าวสัครจึงมอบราชสมบัติให้กับพระนัดดาเป็นผู้ครอบครอง ส่วนพระองค์ก็ออกไปบำเพ็ญตบะเพื่อจะทำพิธีอัญเชิญพระคงคาให้ลงมาจากสวรรค์ ตอนนี้จึงมีพระฤษีเพิ่มขึ้นอีก คือ พระฤษีสัคร<br /> &nbsp;&nbsp; สำหรับพิธีอัญเชิญน้ำพระคงคาลงมาจากสวรรค์ ก็ยังมิได้สำเร็จสมความตั้งใจ แต่ก็ยังดำเนินต่อเนื่องกันไปเมื่อท้าวสัครสิ้นพระชนม์แล้ว ท้าวอังศุมานก็บำเพ็ญพรตเป็น พระฤษีอังศุมาน และต่อมาจนกระทั่งบังเกิดเป็น พระฤษีทิลีป ต่อมาก็ถึง พระฤษี ภคีรถ สืบต่อเนื่องลำดับวงค์สกุลกันลงมาผล<br /> สุดท้ายก็มาสำเร็จในสมัยของท้าวภคีรสนั่นเอง พระคงคาเสด็จลงมาจากสวรรค์โดยพระอิศวรเอามวยผมรับพระคงคาเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้น้ำท่วมโลก หรือว่าโลกพังทลายลงมา ด้วยอิทธิฤทธิ์และความรุนแรงของพระคงคา พระคงคายังคงไหลเวียนอยู่บนพระเศียรของพระอิศวร </span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" height="779" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/47257_275909332520695_1243172636_n.jpg" style="width: 540px; height: 746px;" width="540" /></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทั่งในที่สุดพระอิศวรก็สยายพระเกษาปล่อยให้ไหลออกมา แล้วจึงไหลไปทางสระวินทุ พระคงคาแยกออกเป็น ๗ สายคือไหลไปทางทิศบูรพา ๓ สาย จึงได้ชื่อว่า แม่น้ำจักษุ แม่น้ำสีดา แม่น้ำสินธุ ไหลไปทางทิศประจิมอีก๓ สาย ที่ได้ชื่อว่าแม่น้ำนลินี&nbsp; แม่น้ำปาพนี แม่น้ำปุพนีส่วนสายกลางนั้นก็ไหลไปตามรอยรถของท้าวภคีรถ ที่เรียกกันว่าแม่น้ำพระคงคามหานทีที่เป็นแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ สามารถใช้ล้างบาปชำระกรรมต่างๆ ได้ครบทั้งสิ้นและมีความนิยมกันมาก ด้วยสาเหตุที่ต้นน้ำเชื่อมโยงมาจากสวรรค์&nbsp;&nbsp;&nbsp; และแล้วพระคงคาก็ไหลเรื่อยไปตามรอยรถของท้าวภคีรถเรื่อยไปมิหยุดยั้ง พระฤษีและเทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ต่างก็มีความยินดีรีบพากันมาอาบกินเพื่อจะได้เป็นที่ชำระล้างบาปสรรพกิเลส ทั้งหลายทั้งปวงให้หมดไป พระคงคาไหลไปตามทาง จนกระทั่งท่วมอาศรมและปรำพิธีของพระฤษีชลหุจึงสร้างความโกรธแค้นให้กับพระฤษี จึงทำอิทธิฤทธิ์อ้าปากกว้างกลืนแม่น้ำคงคาเข้าไปในปากจนหมดสิ้น มาภายหลังท้าวภคีรถก็ขอร้องและอ้อนวอนพระฤษีชลหุ&nbsp; จนเกิดความรำคาญจึงปล่อยพระคงคาไหลออกมาทางหู&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp; ตั้งแต่นั้นมาพระคงคาจึงได้ชื่อใหม่ว่า ชานหวี โดยถือกำเนิดมาจากหูของพระฤษีชลหุ และยังเรียกกันว่าพระคงคาเป็นธิดาของพระฤษีชลหุอีกด้วย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ก็นับว่าพระฤษีชลหุนี้มากด้วยฤทธิ์และบารมี&nbsp; มีความเก่งกล้าสามารถ&nbsp; เป็นที่เกรงกลัวกันโดยทั่วไป&nbsp; ท่านที่ได้ศึกษาทางด้านไสยศาสตร์ก็ควรที่จะรำลึกนึกถึงท่านเอาไว้มากๆ ท่านก็จะประทานอิทธิฤทธิ์&nbsp; ปาฏิหารย์&nbsp; และบารมีของท่านให้กับผู้ที่มีความสนใจที่ใคร่จะศึกษา&nbsp; และร่ำเรียนในวิชา<br /> แขนงนี้ จะได้มีความเก่งกล้าสามารถเหมือนเยี่ยงเช่นพระองค์ท่านต่อไปในอนาคต......</span></span></p> <p> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <strong><img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/527396_277442419034053_159139085_n.jpg" /></strong><br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีพังตรุ</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; ท่านผู้นี้คือเทวดาตกสวรรค์ ครั้งอดีตกาลเป็นข้าช่วงใช้ของพระอิศวรบน<br /> เทวโลก มีหน้าที่เฝ้าอุทยานของพระอุมา ในอุทยานนั้นมีมะม่วงที่รสอร่อย<br /> เป็นพิเศษ และก็ออกผลทุกฤดูมิได้ขาด (มะม่วงทิพย์) ในระหว่างที่พระอิศวรและพระอุมายังมิได้เข้ามาในอุทยานนั้น เทวดาผู้นี้ก็เก็บผลมะม่วงมากินเล่นและยังได้เก็บเอาไปแจกจ่ายให้กับเหล่าเทวดาอื่นๆ นำไปขว้างปากันเล่นจนกระทั่งหมดเกลี้ยงต้น<br /> &nbsp;&nbsp; บังเอิญถึงคราวเคราะห์ของเทวดาผู้นี้ พระอิศวรก็เสด็จเข้ามาในอุทยาน<br /> อย่างไม่เป็นทางการ ก็เห็นว่าผลมะม่วงเกลื่อนกราดไปหมดและเมื่อดูบนต้น<br /> ก็ไม่เหลือเลยแม้แต่ลูกเดียว พระอิศวรจึงเรียกเทวดาผู้นี้มาสอบถามในที่สุด<br /> ก็รับสารภาพว่าตนเองได้เก็บเอามากินแล้วก็แจกจ่ายให้เทวดาอื่นๆ นำเอา<br /> มาขว้างปากันเล่น พระอิศวรได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงทำโทษเทวดาผู้นั้น ด้วย<br /> การขับไล่มิให้อยู่บนเทวโลกอีกต่อไป ให้ไปเป็นฤษีอยู่ที่เชิงเขาไกรลาศเป็นเวลาถึงหนึ่งหมื่นปี และให้มีจิตใจที่วิปลาส ได้หน้าลืมหลัง สติไม่ค่อยจะดี ให้มีอาการคลุ้มคลั่งและบ้าๆบอๆ อยู่อย่างนั้นตลอดไปจนกว่าจะพ้นคำสาป ก็คิดว่าน่าจะเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านได้มากพอดู สำหรับลีลาของพระฤษีชั้นเทพนี้ก็ยังมีอีกมากมายแต่ก็มิค่อยมีสาระเท่าใดนัก จึงจะขอผ่านเลยไปจะได้เริ่มแนะนำพระฤษีในชั้นดินกันต่อไป..<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ว่าพระฤษีในชั้นดินของเรานี้มักจะไม่ค่อยเก่งเท่าใดนัก เพราะไม่ใช่<br /> พระพรหม ไม่ใช่เทวดาจึงมีฤทธิ์ไม่สู้จะมากนัก ยังมีกิเลสครอบงำใจกันอยู่<br /> เป็นส่วนมาก ยังตัดไม่ขาดจากทางโลกและจิตใจก็ยังไม่เป็นปกติ ยังมีความ<br /> โลภเป็นบ่อเกิด จึงต้องมีการชิงดีชิงเด่นกัน อิจฉาริษยากลั่นแกล้งและรังแก<br /> ซึ่งกันและกัน ไม่ชนะด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาชนะด้วยกล มนตร์คาถาหรือมายากล<br /> ต่างๆที่นำเอาเข้ามาประกอบในการกระทำนั้นๆ จะมีพร้อมทั้งในด้านบารมี<br /> และอิทธิฤทธิ์และเดียรัจฉานวิชา.....</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีครูแพทย์</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">....วิชาการแพทย์แผนโบราณมีหลักฐานการจดบันทึกมานานกว่า ๔,๐๐๐ ปี<br /> มาแล้ว มีการรวบรวมเป็นคำภีร์ ชื่อว่า อายุรเวทย์ ซึ่งได้รวมความรู้เรื่อง การตรวจโรคการบำบัดด้วยยา การผ่าตัด การป้องกันโรค ในตำนานกล่าวว่า พระฤษีอินทร์สอนให้พวกฤษี และฤษีสอนให้แก่ศิษย์สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน ในตำนานฤษีที่ได้เรียนวิชาแพทย์มาจากพระอินทร์แยกเป็นสองสาย</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">สายแรก ฤษีภรัทวาชะ กับ ฤษีอาเตรยะ&nbsp; ซึ่งสืบทอดกันมาถึงสมัยพุทธกาล<br /> เป็นรุ่นสุดท้าย ( พ.ศ.๖๖๓-๖๘๓)</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">สายที่สอง ฤษีธันวันตรี ซึ่งสืบทอดมาถึงสมัยพุทธกาล เป็นรุ่นสุดท้ายเช่นเดียวกันโดยมี นาคชุน เป็นผู้รวบรวมแก้ไขเพิ่มเติม วิชาแพทย์เหล่านี้ใช้สืบต่อกันมา</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีตาวัว</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">เดิมที พระฤษีตาวัวนั้นเป็นพระภิกษุอยุ่ในบวรพุทธศาสนา ตาบอดทั้ง<br /> สองข้าง แต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ เล่นปรอท หุงปรอท จนในที่สุดก็ประ<br /> สบความสำเร็จด้วยอำนาจกสิณอภิญญา ได้ปรอทสำเร็จมาก้อนหนึ่งเรืองแสงในตัวได้ มีอิทธิฤทธิ์มากมายสารพัด มีอยู่คราหนึ่งปรอทบังเอิญเกิดพลัดตกลงไปในโถส้วม ท่านก็ใช้ให้ลูกศิษย์ควานหา และกำชับว่าจับก่อนที่มันจะเรืองแสงในตัวขึ้นมาลูกศิษย์ก็กลั้นใจควานหาปรอทจนกระทั่งพบด้วยความรักและเคารพในตัวอาจารย์ และถามอาจารย์ว่าท่านมีฤทธิ์มากมายเช่นนี้ไฉนไม่รักษาดวงตาของท่านให้หายท่านคิดได้ดังนั้นจึงให้ลูกศิษย์ไปหาศพคนตายมาใหม่ๆ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ พบแต่ซากวัวที่ตายจึงได้ควักดวงตาทั้งสองออกมาแทน เมื่อพระอาจารย์ได้มา ก็จัดแจงเอาตาวัวใส่เข้าในเบ้าตาของตนเองแล้วใช้ปรอทสำเร็จคลึงที่ดวงตาทั้งสอง ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เพราะดวงตาวัวที่ใส่เข้าไปแทนกลายเป็นดวงตาจริงๆ แต่กลับมีลักษณะเหมือนตาวัวท่านก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่ขอบใจลูกศิษย์ และเนื่องจากอุปนิสัยของท่านชอบเล่นแร่แปรธาตุท่านจึงลาสิกขาบทออกจากความเป็นพระภิกษุแล้วมาเป็นฤษี ซ่อนกายอยู่ในป่า และได้นามจากคนทั่วไปว่า &#39; พระฤษีตาวัว &#39; แถมยังเป็นสหายสนิทของพระฤษีตาไฟอีกด้วย...</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีชาวาลี</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">เป็นพงศ์ฤษีจากพระฤษีกศป ท้าวทศรฐได้นิมนต์ฤษี 5 ตน มาในพิธีอัศวเมธ มี...พระฤษีกศป พระฤษีฤษยศฤงค์ และพระฤษีชาวาลี ส่วนอีก 2 ตน ไม่ปรากฏนาม</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีสนัตกุมาร</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; เป็นพรหมฤษี ได้เป็นคนทำนายไว้ว่าพระนารายณ์จะอวตารมาเป็นพระราม<br /> ปราบยักษ์นนทุก ที่เป็นทศกัณฐ์</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีวิภาณฑก</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; เป็นพรหมฤษี มีบุตรชื่อพระฤษยศฤงค์ ต่อมาได้เป็นฤษีเช่นเดียวกัน<br /> เป็นวงศ์ฤษีกศป</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><strong><span style="font-size: 18px;">พระฤษี สัตยพรหม...( ไม่มีรูป )</span></strong></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; เป็นพระพรหมที่ตั้งมั่นในสัจจาอธิษฐาน ท่านมีสัจจะและความจริงใจเป็นที่ตั้ง เกลียดคนคดโกง เกลียดคนกะล่อน คนขี้ฉ้อตอแหล และคนตลบตะแลง ส่งเสริมแต่คนที่ทำความดี สร้างกรรมดีมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ฉ้อฉลด้วยเล่ห์กลต่างๆ ท่านจะคอยคุ้มกันและช่วยเหลือมิให้ตกต่ำหรือต้องตายอยู่ในกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอันขาด<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; หากหมั่นกระทำแต่ความดี สักวันผลแห่งกรรมดีจะตอบสนอง หากกระทำแต่ความชั่วสักวันผลแห่งกรรมชั่วก็จะตอบสนองเช่นกัน...</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <strong><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีตุลสิทาส ( ไม่มีรูปภาพ )</span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; ในยุคหลังอันเป็นกลียุค พระฤษีผู้นี้เป็นต้นคิดและดัดแปลงแต่งคัมภีร์รามายณะขึ้นมาใหม่ เพื่อประสงค์ให้ผู้ที่ไม่รู้ภาษาสันสกฤตได้มีโอกาศได้รับส่วนผลบุญกุศลอันส่วนควรที่จะได้รับสำหรับผู้ที่ได้อ่านหรือได้สวดหรือได้ฟังเรื่องราวรามายณะนั้นมาบ้าง พระฤษีตุลสีทาส ผู้นี้จึงคิดแต่งเรื่องรามายณะขึ้นมาใหม่ซึ่งเปลี่ยนเป็นภาษาเบงกอล ที่ใช้พูดกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่าในกลียุคนี้ ผู้ที่รู้ภาษาสันสกฤตจริงๆแล้วก็เหลืออยู่น้อยคนเต็มที และท่าได้แต่งขึ้นมาโดยมิได้ตัดต่อแต่ประการใด คงเปลี่ยนแปลงแต่ภาษาและอักขระ<br /> เท่านั้น คงดำเนินเรื่องราวไปตามแนวของพนะฤษีวาลมิกิอย่างเดิมและได้ตั้งชื่อคัมภร์ใหม่นี้ว่า ฉบับฮินดี และพระฤษีตุลสีทาส ก็ยังได้รับฉายาใหม่ว่า พระฤษีวาลมิกิ แห่งกลียุค สำหรับหนังสือหรือคัมภีร์รามายณะฉบับฮินดีนี้ ก็รู้สึกว่ามีผู้นิยมกันมาก จึงเป็นที่แพร่หลายไปตามชนบทของประเทศอินเดีย จึงจัดได้ว่ามีความนิยมสูงมีผู้สนใจไม่แพ้เรื่องรามายณะของพระฤษีวาลมิกิแต่ประการใดเลย...<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับพระฤษีตุลสิทาสนี้เริ่มแรกเดิมทีเป็นแค่เพียงพราหมณ์ ถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองกานยกุพช์ เคยได้เป็นศิษย์เอกของพระฤษีวาลมิกิมาตั้งแต่แรกเริ่มจึงได้มีปัญญาแลปฏิภาณไหวพริบเป็นผู้ที่มีความสามารถอีกท่านหนึ่ง หลังจากพระฤษีวาลมิกิได้ละสังขารขึ้นไปบังเกิดอยู่ชั้นพรหมมีตำแหน่งเป็นพระพรหมฤษีไปแล้วจึงทำให้ ตุลสีทาส ได้ดำเนินรอยตามแบบพระฤษีที่เป็นครูอาจารย์ จึงปฏิบัติตนบำเพ็ญพรตอยู่ในเพศพระฤษีตั้งแต่นั้นมา ได้เริ่มแต่งคัมภีร์รามายณะ ฉบับฮินดีใหม่นี้ที่นคร อโยธยา เมื่อพุทธศักราชได้ 2118 ปี มาละวะสังวัตได้ 1631 ปี ท่านชอบเป็นพระฤษีภิขาจาร ย้ายสถานที่บ่อยๆ โดยมักจะอยู่ในเมืองพาราณสี แล้วย้ายไปอยู่อโยธยาบ้าง ที่เขาจิตรกูฏบ้าง...</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีอจนคาวี...( ไม่มีรูป )</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; เป็นผู้มีความรู้และความสามารถอยู่ในชั้นของผู้สำเร็จฌานชั้นสูง มีทั้งอิทธิฤทธิ์<br /> และบารมีควบคู่กันไป และยังมีพระฤษีอีกองค์คือ...</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p> <strong><span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">พระฤาษียุทธอัคร...( ไม่มีรูป )</span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; เป็นผู้ที่มีทั้งคุณธรรมและเมตตาธรรม พร้อมทั้งการปฏิบัติที่ทำให้บรรลุในดวงธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้สำเร็จ และก็ยังมีพระฤษีอีกองค์คือ...</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีทหระ...( ไม่มีรูป )</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; นี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีคุรงามความดี ที่อยู่ในเพศสมณะและผู้ทรงศีล ไม่ยินดียินร้ายในทรัพย์ภายนอก ต้องการเพียงทรัพย์ภายในเท่านั้นจึงได้มุงมั่นบำเพ็ญตบะสร้างบารมีมิได้หยุดหย่อนจึงได้สำเร็จฌานบารมีบรรลุในธรรมอันสูงค่า มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิฤทธิ์นานาประการ....</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษียาคมุนี...( ไม่มีรูป )</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง เช่นเดียวกัน ท่านมีทั้งด้านความเก่งกล้า ด้วยคาถาอาคม และเมตตามหานิยมไม่ยิ่งหย่อน เป็นผู้สำเร็จในธรรมธีรคุณที่ท่านได้เทิดทูนและปฏิบัติบูชา ด้วยความมานะพยายามอันแสนจะยากลำบาก ผลสุดท้ายก็ได้สำเร็จผล</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; พระฤษีทั้ง 4 พระองค์นี้มีอาศรมใกล้ๆกัน ในป่าเดียวกันและเขตเดียวกันมิหนำซ้ำยังเป็นเพื่อนรักที่สนิทสนมต่อกันอีกด้วย ท่านมักจะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอๆเพื่อที่จะได้ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในด้านของภูมิธรรม เมื่อท่านได้ผนึกกำลังร่วมใจกันเป็นหมู่คณะแล้ว จึงไม่มีใครกล้ามารุกรานราวีให้ได้รับความเดือดร้อนด้วยอิทธิฤทธิ์ของทั้ง 4 พระฤษีนี้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาสำหรับผู้ที่เคยพบเห็นมาแล้ว และในด้านกิติศัพย์ก็เป็นที่เล่าลือกันทั่วๆไป จึงมีแต่ความสงบสุขตลอดมา<br /> &nbsp;&nbsp; สำหรับเหตุการณ์และประวัติของท่านที่ยังจารึกเอาไว้ ตราบจนทุกวันนี้ ส่วนมากปวงชนก็มักจะเรียกกันจนติดปาก และเรียกกันอยู่บ่อยๆเสียด้วย<br /> &nbsp;&nbsp; ครั้งหนึ่งซึ่งนานมาแล้ว ก่อนหน้าที่พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระราม ได้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมาเกี่ยวกับพระฤษีทั้ง 4 พระองค์นี้ พระนารายณ์ได้บรรทมสินธุ์อยู่บนบัลลังก์อนันตนาคราชในทะเลกเษียรสมุทรท่านได้กระทำเทวฤทธิ์ ซึ่งเป็นกิจวัตรของท่าน ด้วยการท่องบ่นมนต์สำคัญจึงได้บังเกิดมีดอกปทุมชาติ(ดอกบัว)ดอกใหญ่มหึมาขึ้นมาจากพระนาภี(สะดือ)ขององค์พระนารายณ์ ดอกบัวนั้นค่อยๆคลี่ขยายกลีบบานออก จึงปรากฏเป็นพระพรหมองค์หนึ่งยืนอยู่ในดอกบัว พร้อมทั้งยังชูพระกุมารองค์หนึ่งแล้วจึงส่งให้พระนารายณ์ ฝ่ายองค์พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าก็อุ้มเอาเทวกุมารนั้นมาขึ้นเฝ้าพระอิศวรผู้เป็นเจ้าสวรรค์ แล้วก็ทูลถวายพระราชกุมารต่อพระอิศวรพร้อมทั้งเล่าสาเหตุ ในการบังเกิดเป็นพระกุมารโดยตลอด ฝ่ายพระอิศวรท่านได้รับฟังจากคำที่พระนารายณ์เล่ามา ก็ให้มีความสงสัยเป็นอย่างมากจึงทรงส่องทิพย์ฌานดูก้รู้ถึงเหตุผลด้วยกุมารนี้ต่อไปในภายหน้าก็จะได้สืบวงค์ขององค์พระนารายณ์ พระอิศาวก็ทรงดีพระทัยเป็นที่สุด จึงสั่งให้พระอินทร์และพระวิศณุกรรมและเทวดาผู้ติดตามกระทำหน้าที่เป็นโยธาธิการอีกเป็นจำนวนมากให้ลงไปยังโลกมนุษย์แล้วหาสถานที่เหมาะๆทำการก่อสร้างเมืองให้ใหญ่โตและสวยงามอันวิจิตรพิศดารเพื่อจะมอบให้กับกุมารนี้ ให้เป็นกษัตริย์ผู้ครอบครองเมืองต่อไปในภายหน้า<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายพระอินทร์และพระวิศณุกรรมและเทวดาผู้เป็นบริวารก็ยกขบวนเหาะทยานลงมาที่ป่าประชุมศรีทวาราวดีซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีต้นชุมเห็ดชุกชุม แล้วพระอินทร์และบริวารก็ได้พบกับพระฤษีทั้ง 4 องค์ คือ พระฤษีอจนคาวี พระฤษียุทธอัคร พระฤษีทหระ พระฤษียาคมุนี ด้วยพระฤษีทั้ง 4 นี้ยังได้บำเพ็ญตบะอยู่ในป่าแห่งนั้นพระอินทร์จึงได้ปรึกษาหารือกับพระฤษีในเรื่องการจัดสร้างพระนครให้กับพระกุมาร พระฤษีทั้ง 4 ก็ดีใจและเห็นด้วยกับคำบอกเล่าของพระอินทร์ จึงได้ช่วยอำนวยความสะดวกและรับเป็นธุระช่วยสร้างเมืองในครั้งนี้เพื่อจะให้ได้มาตรฐานสวยงามราวกับเมืองสวรรค์ จึงจัดแจงหาฤกษ์ยามและกำหนดนัดหมายวันและเวลามงคล<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งถึงข้างขึ้น เดือน 6 ปีขาล วันจันทร์เป็นธงชัยจึงเนรมิตขึ้นมาเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่โตและสวยงาม ล้วนไปด้วยแก้ว 7 ประการแล้วทรงขนานนามพระนครนี้โดยการเอาชื่อพระฤษีทั้ง 4 องค์มารวมกัน คือ อจนควี ใช้คำว่า อ...ยุทธอัคร ใช้คำว่า ยุ...ทหะระ ใช้คำว่า ท...ยาคะ ใช้คำว่า ยา...เมื่อนำอักษรเข้ามารวมกันก็จะเป็น อ-ยุ-ท-ยา อ่านได้ใจความว่า อยุทยา แล้วเปลี่ยนมาเป็น อยุธยา จึงลงมติกันเป็นเอกฉันท์ให้นำเอาชื่อป่าชุมเห็ดนั้นเข้ามารวมด้วย จึงได้กลายเป็น พระนครหลวงที่มีชื่อว่า กรุงทวาราวดีศรีอยุธยา<br /> เพื่อที่จะได้สืบสันติวงค์ขององค์พระนารายณ์ และยังได้ประทานนามให้กับพระกุมารองค์นั้นว่า ท้าวอโนมาตัน เป็นกษัตริย์พระองค์แรกของกรุง กรุงทวาราวดีศรีอยุธยา และอภิเษกกับนางวิกา แห่งกาโรนครในทวีปอุดรเป็นพระชายา แล้วต่อจากนั้น ท้าวอโนมาตันก็ปกครองนครมาโดยสันติสุขสืบต่อมาจนถึงยุคพระราม....<br /> &nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <strong><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(64, 224, 208);">พระฤษีสินธู...พระฤษีสุทน...พระฤษีสนธิ...พระฤษีมิลินทร์...( ไม่มีรูป )</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(64, 224, 208);">&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านเชิงเขาพระสุเมรุราชซึ่งเป็นดินแดนติดด่อในระหว่างเขาไกรลาสและป่าหิมพานต์ยังมีพระฤษที่กำลังจะกล่าวถึงอีก 4 องค์ ที่ท่านมีความเก่งกล้าสูงด้วยบารมีธรรมอยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะและมีความสามารถเท่าเทียมกัน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(102, 102, 204);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; พระฤษีสินธู ผู้มีความเก่งกล้าสามารถเป็นผู้นำหมู่คณะ<br /> &nbsp;&nbsp; พระฤษีสุทน เป็นพระฤษีที่มีตบะธรรมอันลึกล้ำ<br /> &nbsp;&nbsp; พระฤษีสนธิ เป็นอีกองค์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากด้วยบารมี<br /> &nbsp;&nbsp; พระฤษีมิลินทร์ เป็นผู้สร้่างสรรค์คุณงามความดีในทุกอย่าง</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(64, 224, 208);">&nbsp;&nbsp; พระฤษีทั้ง 4 องค์นี้ท่านรักใคร่สามัคคีมีความปรองดองกันอย่างดี ไม่ว่าจะมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นกับองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านก็จะต้องหันหน้ามาปรึกษาหารือกัน เพื่อที่จะหาทางแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆและช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ทันต่อเวลา ถึงแม้จะถือเพศเป็นพระฤษี แต่ก็ยังมีพวกมีพ้องยังจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ในฉันท์พี่น้องที่ซื่อสัตย์ต่อกัน&nbsp;&nbsp; ที่บริเวรอาศรมของพระฤษีทั้ง 4 องค์นี้ ก็ยังมีอ่างแก้วใบใหญ่ที่เทวดาลงมาเนรมิตให้พระฤษีทั้ง 4 ออกจากฌานในยามเช้าก็จะต้องมานั่งคุยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันโดยวงรอบอ่างแก้วใบนั้นทุกเช้าและทุกวันเป็นประจำ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภายในป่าหิมพานต์ย่านนั้นก็ยังมีฝูงแม่โคนม 500 ตัว อาศัยอยู่และเที่ยวหากินอยู่ในบริเวรนั้น ทุกเช้าฝูงแม่โคเหล่านั้นก็จะพากันมาที่อาศรมแล้วก็หยดน้ำนมลงในอ่างแก้วใบนั้น เพื่อถวายให้พระฤษีฉัน ทั้ง 4 พระฤษีก็มานั่งสนทนาธรรมแล้วก็ดื่มน้ำนมโคนั้นทุกวันพร้อมกัน เป็นกิจวัตรประจำวัน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในบริเวรนั้นยังมีนางกบตัวหนึ่ง ซึ่งหมอบนิ่งอยู่ข้างอ่างแก้วน้ำนมโค เมื่อพระฤษีออกมาฉันครั้งใด ก็จะต้องตักเอาน้ำนมนั้นให้นางกบได้กินด้วย จนอิ่มหนำสำราญไม่ต้องออกไปหากินที่ไหน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; วันหนึ่งพระฤษีทั้ง 4 เมื่อออกจากฌานแล้วก็ชวนกันออกไปหาผลไม้ในป่าเอามาเก็บไว้ฉันและหาเก็บดอกไม้มาใส่ที่บูชา พระฤษีทั้ง 4 ก็พากันเดินออกไปเรื่อยๆ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยังมีธิดาพญานาคนางหนึ่งชื่อ อนงค์ เป็นธิดาของ พญากาลนาค ผู้ครอบครองเมืองบาดาลในวันนั้นนางนาคอนงค์ก็หนีบิดาขึ้นมายังป่าหิมพานต์ เพื่อที่จะหาคู่ครองที่ถูกใจในป่านั้นนางก็เที่ยวไปทุกหนทุกแห่งแต่ก็หาไม่พบ แล้วก็ถึงคราวที่จะต้องเกิดเหตุ นางนาคอนงค์ก็เที่ยวมาใกล้อาศรมพระฤษีทั้ง 4 พบกับงูดินตัวหนึ่ง นางนาคอนงค์ก็สิ้นคิดเพราะหาคู่ไม่ได้ นางจึงร่วมรักกับงูดินตัวนั้น โดยไม่คิดคำนึงว่าศักดิ์ศรีของนางนั้นสูงกว่างูดินตั้งมากมาย เมื่อนางต้องการอยากจะได้ ความอายก็จึงไม่เกิด จึงมั่วกับงูดินพันกลมอยู่ที่ดงหญ้าข้างทางระหว่างป่าหิมพานต์ ก็นับว่านางนาคอนงค์ผู้นี้ก็มีความสุขไปได้ชั่วขณะหนึ่ง&nbsp;&nbsp; และพอดีขณะนั้นพระฤษีทั้ง 4 เดินมาพบเข้าก็ปลงอนิจจัง ว่านางนาคอนงค์ ทำไมจึงทำตัวเช่นนั้นมันไม่สมควรเลย ด้วยความจำเป็นพระฤษีทั้ง 4 จึงใช้ไม่เท้าที่ติดมือมานั้นเขี่ยที่ขนดหาง เพื่อหวังว่าจะให้นางนาคอนงค์ได้รู้สึกสำนึกในศักดิ์ศรีของตนเอง ว่ามันห่างกันราวฟ้ากับดิน&nbsp;&nbsp; พอนางนาคอนงค์รู้สึกตัวก็ให้มีความอายต่อพระฤษีทั้ง 4 เป็นที่สุดไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นางนาคอนงค์จึงรีบแทรกแผ่นดินหนีไปเมืองบาดาลโดยเร็ว พระฤษีทั้ง 4 เห็นเหตุการณ์ก็หัวเราะกัน หึ..หึ..แล้วพากันกลับอาศรม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายนางนาคอนงค์เมื่อหนีไปแล้วก็ให้มีความเจ็บแค้นพระฤษีทั้ง 4เนื่องจากความอายนางจึงคิดจะแก้แค้นพระฤษีให้จงได้ จึงต้องขึ้นมาจากบาดาลอีกครั้ง แล้วจึงคอยดูทีท่าเพื่อหาช่องทางเล่นงานพระฤษีทั้ง 4ด้วยความโกรธแค้นใหเจงได้&nbsp;&nbsp;&nbsp; พอได้โอกาสในยามดึกสงัด นางนาคเห็นว่าไม่มีผู้ใดรู้ผู้ใดเห็น จึงตรงไปที่อ่างแก้วที่ใส่น้ำนมโคใบนั้น แล้วจึงคายพิษอันแรงกล้าลงไป เพราะนางรู้ว่าตอนเช้าพระฤษีทั้ง 4 จะต้องมาฉันน้ำนมแล้วจะต้องดื่มเอาพิษของนางเข้าไปด้วย พระฤษีทั้ง 4 องค์จะต้องตายไม่เหลือแม้แต่องค์เดียว เมื่อนางนาคอนงค์คายพิษใส่อ่างแก้วเรียบร้อยแล้วก็กลับเมืองบาดาลด้วยความมั่นใจ&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่เดชะบุญบารมีที่พระฤษีทั้ง 4 ยังมิถึงฆาต การกระทำของนางนาคอนงค์ ไม่รอดพ้นสายตาของกบที่หมอบนิ่งอยู่ข้างอ่างแก้วไปได้ นางกบก็คำนึงคิดทบทวนด้วยความกตัญญูรู้คุณพระฤษีทั้ง 4 ที่มีความเมตตาแบ่งน้ำนมให้กินทุกวัน นางมีความซาบซึ้งในบุญคุณเป็นล้นพ้น ในการครั้งนี้ไมาสามารถที่จะทนดูพระฤษีผู้มีพระคุณต้องดื่มพิษร้ายของนางนาคอนงค์แล้วต้องตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้เป็นอันขาด จะต้องตอบแทนพระคุณของท่าน นางกบน้อยจึงตัดสินใจกระโดดลงบไปในอ่างแก้วที่มีน้ำนมผสมพิษร้ายของนางนาคและสิ้นชีวิตลอยอยู่ในอ่างนั่นเอง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้นได้เวลาในตอนเช้า พระฤษีทั้ง 4 องค์เมื่อออกจากฌานแล้วก็พากันมานั่งที่รอบอ่างนมเพื่อที่จะได้ดื่มน้ำนมเช่นเคยแต่แล้วพระฤษีทั้ง 4 ก็ต้องตกตะลึงตาค้าง เมื่อเห็นนางกบน้อยนอนตายลอยอยู่ในอ่างน้ำนมนั้น<br /> ....' ตะกละสิ้นดี ' พระฤษีสุทนรำพึงขึ้นมาเบาๆ...<br /> ....' ก็เพราะความตะกละแท้ๆเลยต้องตกลงไปตาย ' พระฤษีมิลินทร์พูดด้วยการปลงอนิจจัง...<br /> ....' เราก็ได้เลี้ยงดู แบ่งให้กินจนอิ่มทุกวัน ไม่น่าจะตะกละอย่างนี้เลย ' พระฤษีสนธิพูดขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่แล้วพระฤษีสินธูผู้ซึ่งเป็นผู้ได้สติและมีปัญญากว่าใครๆ ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัยเป็นเชิงปรึกษาหารือกันว่า ' อาจจะต้องมีเหตุร้ายอะไรบางอย่างเชื่อว่านางกบนี่คงจะมิได้ตายเพราะความตะกละหรอก มันคงจะต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ '...&nbsp;&nbsp; คำพูดของพระฤษีสินธูทั้งเชื่องช้าและราบเรียบ แต่ทว่าเมื่อฟังดูแล้วก็ดูจะมีเหตุผลไม่น้อย ทำให้พระฤษีทั้ง 3 ถึงกับอึ้งอย่างใช้ความคิดพระฤษีสินธูจึงกล่าวต่ออีกว่า 'เราควรจะต้องพิสูจน์กันให้รู้แน่ว่าอะไรคืออะไรกันแน่ '...พระฤษีสุทนเห็นด้วย จึงก้มลงไปหยิบเอานางกบน้อยขึ้นมาแล้ววางลงตรงหน้า จากนั้นพระฤษีทั้ง 4 ก็นั่งล้อมกันเป็นวง<br /> ช่วยกันเป่ามนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ชุบให้นางกบฟื้นขึ้มาทันที&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางกบน้อยค่อยๆกระดิกกายแล้วก็ฟื้นขึ้มาในที่สุด พระฤษีทั้ง 4 ก็สอบถาม นางกบน้อยก็เล่าให้ฟังตามความเป็นจริง ตั้งแต่นางนาคอนงค์ลอบเข้ามาคายพิษเอาไว้ในอ่างน้ำนมเพื่อที่จะฆ่าพระฤษีทั้ง 4 ให้ตายแต่ด้วยใจของนางกบมีความกตัญญูรู้คุณที่พระฤษีได้เลี้ยงตนมานาน&nbsp; จึงได้ตัดสินใจกระโดดลงไปตายเสียเองดีกว่าที่จะทนเห็นพระฤษีทั้ง4 องค์ต้องมาตาย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระฤษีไดฟังนางกบเล่าก็นึกรู้ได้ทันทีว่านางนาคผู้ที่ได้เที่ยวสมพาสกับงูดินนั่นเองที่มันมีความอายแล้วแทรกแผ่นดินหนีไป มันจึงคิดย้อนกลับมาแก้แค้น และนางกบตัวนี้มันก็แสนที่จะมีน้ำใจอันประเสริฐเลิศล้นและงดงามนักจึงได้ปรึกษาหารือกันและเตรียมของขวัญมอบให้แก่นางกบ โดยช่วยกันหาฟืนในป่าใบไม้กิ่งไม้แห้งนำมาสุมให้เป็นกองโตและช่วยกันติดไฟสุม พระฤษีทั้ง 4 องค์ ก็นั่งหลับตาบรอกรรมพระคาถาอาคม ทำพิธีกันอยู่พักใหญ่ๆก็เห็นว่าพอจะเข้าขั้นและใช้ได้แล้วจึงลืมตาแล้วหันมาจับตัวเอานางกบน้อยนั้นโยนเข้าไปในกองไฟเพื่อที่จพชุบนางให้กลายเป็นคน แล้วพระฤษีทั้ง 4 ก็หลับตาภาวนาต่อไปด้วยความมุ่งมั่นและมานะพยายามที่จะต้องทำพิธีนี้ให้สำเร็จ<br /> &nbsp;&nbsp; เวลาล่วงเลยไปไม่นานนักดินฟ้าอากาศที่แจ่มใสในยามเช้า ก็กลับกลายเป็นมืดมิดเหมือนประหนึ่งว่าจะมีเหตุอาเภทอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง พระพายก็พัดกระพือมาอย่างแรงหมุนคว้างเป็นวงกลมคล้ายกับเป็นลมบ้าหมูไม่มีผิด หมุนติ้วอยู่บริเวณกลางกองไฟแห่งเดียว อีกไม่นานนักก็มีกลุ่มควันสีขาวปนด้วยสีเทาจางๆหมุนคว้างขึ้นมาตามแรงของลมที่กำลังพัดกระพือและยิ่งหมุนเร็วขึ้นไปในทุกขณะ เมื่อกลุ่มควันจางลง ภาพที่เห็นก็คือหญิงรูปงามนางหนึ่งยืนพนมมือสงบนิ่งอยู่กลางกองไฟ ซึ่งบัดนี้ไม่มีฟืนไฟเหลือให้เห็นอีกเพราะลมได้พัดพาไปจนหมดสิ้นแล้ว พระฤษีทั้ง 4 ค่อยๆลืมตาขึ้นมองนางกบน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นหญิงรูปงาม นางเยื้องกรายเข้ามาก้มกราบพระฤษีด้วยความเคารพ พระฤษีทั้ง 4 ก็ให้พร พร้อมกับช่วยอบรมสั่งสอนต่างๆนาๆแล้วพร้อมใจกันตั้งชื่อให้ว่า นางมณฑก( เพราะอดีตชาติของนางเป็นกบจึงมีนมโตข้างเดียว ) ชื่อนางมณฑกนี้ต่อมาก็เรียกกันผิดๆ เลยเป็น นางมณโฑ ไปเลย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากที่ปรนนิบัติพระฤษีไม่นานนัก พระฤษีทั้ง 4 ก็พานางมณฑกขึ้นไปถวายพระอิศวร เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ดีต่อไป พระอิศวรท่านก็ทรงรับเอาไว้ แล้วมอบให้เป็นนางกำนัลของพระอุมา&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยว่านางมณฑกเป็นผู้ที่มีจิตใจซื่อสัตย์บริสุทธิ์ มีความกตัญญูรู้คุณ ไม่มีนิสัยเจ้าแง่แสนงอนเหมือนหญิงอื่น นางมณฑกมีความขยันขันแข็ง และยังเอาอกเอาใจประจบเก่งพระอุมาจึงรักและถ่ายทอดวิชาให้ สั่งสอนอบรมในด้านเวทมนต์คาถา จนกระทั่งนางมณฑก มีวิชาติดตัวกลายเป็นนางฟ้าผู้ใกล้ชิดกับพระอุมาและพระอิศวรมากที่สุด มีความสุขอยู่บนสวรรค์เพราะความดีที่ทำเอาไว้นั่นเอง....</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> &nbsp;</p> <p> <br /> &nbsp;</p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 ตำนานฤาษี 108 ตน ตอน 8 http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26176.html <p> <strong><span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีอินทสมานโคตร...( ไม่มีรูป )</span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีองค์นี้เป็นศิษย์แสบของพระฤษีสมมิตร ในจำนวนศิษย์ทั้งหมดก็เห็นว่า มีผู้นี้แหละที่มีนิสัยดื้อรั้น ไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำสั่งสอน มีนิสัยที่ชอบเอาแต่ใจเป็นใหญ่ พระอาจารย์จะห้ามหรือตักเตือนอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อฟัง เมื่อลองได้คิดว่าจะทำอะไรแล้วละก็จะต้องทำให้ได้ไม่สนใจคำต้กเตือนสั่งสอนเป็นคนดื้อรั้นที่จะต้องให้สำเร็จดังที่ตนคิดไว้&nbsp; วันหนึ่งพระฤษีอินทสมานโคตรได้ออกไปทำธุระในป่าก็ได้พบกับลูกช้างตัวเล็กๆหลงแม่ จึงนำเอาลูกช้างนั้นมาเลื้ยงไว้ที่บริเวรอาศรมของท่าน เมื่อพระฤษีทั้งหลายทราบ ก็ไปบอกพระอาจารย์ว่า การที่จะเอาลูกช้างมาเลี้ยงนั้นไม่สมควร เพราะว่าวิสัยของช้างนั้นมันเป็นสัตว์ที่ดุร้าย บางตัวก็ดีบางตัวก็ร้ายดื้อรั้นเช่นเดียวกับพระฤษีบางองค์หรือคนบางคน ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่ดุร้ายแล้ว ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันจะต้องทำอันตรายต่อเราผู้เป็นเจ้าของได้เสมอ ดังคำโบราณที่กล่าวเอาไว้ว่า ...ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก...&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยามดีก็จะอยู่ เมื่อยามโกรธก็จะต้องเป็นศัตรูกับเราวันยังค่ำ แล้วในที่สุดมันอาจจะฆ่าเจ้าของเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ยากเลย พระฤษีอินทสมานโคตร เมื่อถูกพระอาจารย์ว่าก็ตอบเลี่ยงๆไปว่า การที่เอาลูกช้างมาเลี้ยงไว้ก็เพราะมีใจเมตตาสงสาร ให้มันกินอย่างอุดมสมบูรณ์ดีเสียกว่าที่มันจะหากินอยู่ในป่าเสียอีก เพราะมันอาจจะหาอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของมันก็ได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีสมมิตรก็ชักแม่น้ำทั้งห้าขึ้มาชี้แจงอีกว่า พวกเราเป็นแต่เพียงผู้ปฏิบัติ ไม่น่าที่จะต้องเอาบ่วงมาแขวนคอไม่สมควรจะเอาสิ่งผูกพันอันทำให้เป็นกังวล เราจะต้องบำเพ็ญเพียรในตบะมากกว่าจะทำกิจอย่างอื่น ไม่เหมือนกับนักเลี้ยงช้างอาชีพหรือที่เรียกกันว่าควานช้างเขามีเวลาปฏิบัติเอาใจใส่ในตัวช้างเฝ้าอบรมสั่งสอนฝึกหัดให้ช้างรู้ภาษาแล้วก็จะมีกิริยา<br /> เชื่องและอ่อนโยนได้ตามความต้องการ อีกประการช้างนั้นเป็นสัตว์ที่เกิดในป่าตามธรรมชาติในป่านั้นเต็มไปด้วยอาหารของพวกมัน พวกมันจะไม่อดตายแน่นอนปล่อยให้มันเข้าไปอยู่ในป่าไปอยู่ตามประสาของพวกมันเถิดแล้วจะได้หมดภาระ มีเวลาบำเพ็ญเพียรได้เต็มที่<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่พระฤษีผู้เป็นศิษย์ก็มิยอมเชื่อฟังคงยังจะเอาชนะกับพระอาจารย์ให้ได้ จึงทำให้พระฤษีสมมิตรหมดอาลัยตายอยากไม่พูดอะไรอีก เดินเลี่ยงไปเสียทางอื่นพระฤษีอินสมานโคตรก็ยังคงเลี้ยงช้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งช้างมันเติบโตอย่างเต็มที่ ทำให้มีความต้องการอาหารมากขึ้น จนกระทั่งพระฤษีหาให้มันไม่ทัน&nbsp;&nbsp;&nbsp; และแล้วก็ถึงคราวที่จะต้องเกิดเหตุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้วันหนึ่งพระฤษีอินทสมานโคตรเข้าไปในป่าเพื่อจะได้หาผลไม้นำเอามาเก็บไว้ฉันเองบ้างให้ช้างกินบ้าง จึงต้องเพิ่มจำนวนผลไม้ให้มากขึ้น ทั้งภายในป่าบริเวณใกล้ๆอาศรมก็ชักร่อยหรอลงไป จึงต้องเดินทางเข้าไปในป่าลึก ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมากแต่ก็ยังหาไม่ได้ตามต้องการจึงใช้ความพยายาม<br /> เที่ยวหาไปเรื่อยๆยังไม่กลับมาอาศรมเป็นเวลาถึง 3 วัน ทางฝ่ายช้างที่พระฤษีเลี้ยงเอาไว้เมื่อถึงเวลาก็มีอาการกระสับกระส่ายเพราะความหิวที่ไม่มีอาหารและผลไม้กิน ด้วยความหิวบวกกับอารมณ์โกรธ เลยเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ตรงเข้าทำลายล้างเครื่องใช้ภายในอาศรม ของพระฤษีพังพินาศหมดสิ้น มิหนำใจยังรื้ออาศรมเอาลงมาเหยียบย่ำจนไม่มีชิ้นดีแล้วยืนซึมคอยทีอยู่<br /> &nbsp;&nbsp; ฝ่ายพระฤษีอินทสมานโคตร เมื่อหาผลไม้ได้กับความต้องการแล้ว ก็หอบเอาผลไม้กลับมายังอาศรม ยังไม่ทันจะถึงดีเจ้าช้างตัวนั้นกำลังมีความโกรธ พอเห็นพระฤษี มันก็วิ่งรี่เข้ามาเอางวงจับร่างพระฤษีอินทสมานโคตรฟาดกับต้นไม้ร่างแหลกเหลวตายอย่างน่าอนาถแล้วช้างก็วิ่งหนีเข้าป่าไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในบรรดาพระฤษีทั้งหลายเมื่อรู้เรื่องจึงรีบพากันมาแจ้งข่าวร้ายให้พระฤษีสมมิตรผู้เป็นพระอาจารย์ให้ทราบข่าวทันที แล้ทั้งหมดก็พากันไปที่เกิดเหตุ พระฤษีสมมิตรก็สั่งให้บรรดาพระฤษีผู้เป็นศิษย์หาฟืนเอามาสุมไฟแล้วทำการเผาศพของพระฤษีอินทสมานโคตร แล้วก็ร่วมกันสวดส่งวิญญาณกันทั้งหมด เมื่อไฟที่เผาศพสงบลงแล้วพระฤษีสมมิตรจึงสั่งสอนสานุศิษย์ต่อไปว่า...คนโง่เท่านั้นที่ชอบคบกับคนพาล หากคนที่ฉลาดก็ย่อมที่จะหลีกเลี่ยง<br /> ไม่คบกับคนพาล ขึ้นชื่อว่าคนพาลแล้วต่อให้คยกันอย่างสนิทสนมมานานเพียงใด สักวันเขาผู้นั้นก็ย่อมจะให้ร้าย( ใส่ร้ายป้ายสี ) ให้ทุกข์ให้โทษ หาความเดือดร้อนมาให้ และมักจะทำอันตรายแก่เราได้เสมอไม่วันใดก็วันหนึ่ง สมกับคำที่ว่า คบคนพาล ก็จะพาไปหาผิด คบบัณฑิต ก็จะพาไปหาผล... และเมื่อเราเป็นศิษย์ที่ดีก็ควรจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์มิใช่จะดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเอง อาจารย์นั้นย่อมจะรู้เหตุการณ์ต่างๆมาก่อนศิษย์ ย่อมจะมีประสบการณ์มากกว่าศิษย์ อันคนโง่นั้นเปรียบได้กับพระฤษีอินทสมานโคตรและคนพาลนั้นก็เปรียบเช่นช้างนั่นเอง....</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีทิศาปาโมกข์...( ไม่มีรูป )...</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 140, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นพระฤษีืั้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกท่านหนึ่ง ในสำนักนี้มีศิษย์ที่เข้ามารับการศึกษาและบำเพ็ญตบะอยู่เป็นจำนวนถึง 500 คน ไม่ว่าจะเป็นพระราชา เศรษฐีและคนธรรมดา ก็มักจะส่งบุตรหลานมาเรียนวิชาอยู่ในสำนักนี้ทั้งนั้นในจำนวนนี้ก็ยังมีศิษย์อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นบุตรของเศรษฐีที่มีแต่ความเฉลียวฉลาดได้เดินทางมาศึกษาเป็นคนสุดท้ายของสำนักทิสศาปาโมกข์นี้เขาผู้นี้มีชื่อว่า สัญชีวมานพ เป็นคนที่เอาใจใส่ต่อการศึกษา มีความขยันหมั่นเพียร ร่ำเรียนได้เก่งกว่าใครๆ ในที่สุดก็เป็นที่รักของอาจารย์และยังมีกิริยา มารยาทอ่อนน้อมนิ่มนวลเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ จนกระทั่งพระฤษีทิศาปาโมกข์ถ่ายทอดวิชาการให้หมดสิ้น เพื่อหวังว่าเมื่อท่านละสังขารไปแล้วก้จะได้ สัญชีวมานพ ผู้นี้เป็นต้วแทนสืบต่อไปในภายหน้าอาจารย์จึงสอนเวทมนต์คาถาต่างๆให้เช่น การชุบคนที่ตายไปแล้วให้ฟิ้นขึ้นมาอีก และในจำนวนศิษย์ทั้ง 500 คนนั้นยังไม่มีใครที่จะได้วิชาแขนงนี้มาก่อนเลย ดังนั้นสัญชีวมานพจึงได้กลายเป็นหนึ่งของศิษท์ในจำนวนนั้น จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึง พระฤษีสัญชีวมุนีมุ่งบำเพ็ญตบะสร้างบารมี อยู่กับพระอาจารย์เรื่อยมา<br /> &nbsp;&nbsp; วันหนึ่งซึ่งเป็นวันที่จะเกิดเหตู พระฤษีสัญชีวมุนีและเพื่อนๆจำนวน 400 องค์ที่อยู่สำนักเดียวกันได้พากันเข้าป่าหาผลไม้ และหาฟืนมาเก็บไว้ในยามจำเป็นในขณะที่พากันเดินเข้าไปในป่านั้น ก็พบเสือโคร่งตัวหนึ่งนอนตายในป่า ตัวมันใหญ่มาก พระฤษีสัญชืวมุนีคิดขึ้นมาว่าเราจำต้องทดลองวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาจากพระอาจารย์ ว่าวิชานั้นจะนำเอามาใช้ได้ผลหรือไม่ จึงบอกความประสงค์กับเพื่อนที่มาด้วยกันว่าจะทดลองชุบชีวิตเสือโคร่งตัวนี้ดูซิว่าจะฟื้นมาได้จริงหรือไม่ เมือตกลงกันเช่นนั้นแล้ว เพื่อนที่มาด้วยกันจึงต้อง<br /> หลบขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ก่อน เนื่องจากกลัวว่า ถ้าหากเสือโคร่งฟื้นขึ้นมาจริงๆจะเกิดอันตรายได้ พระฤษีสัญชีวมุนีมานั่งใกล้ๆเสือโคร่งตัวนั้นแล้วหลับตาบริกรรมคาถาตามที่ได้เรียนมาจากพระอาจารย์ สักพักเสือโคร่งก็ค่อยๆกระดิกฟื้นขึ้นมา ด้วยความหิวโหยของเสือโคร่ง พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นเหยื่ออันโอชะอยู่ตรงหน้า มันไม่ปล่อยให้โอกาวดีผ่านไป ลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้าตะครุบพระฤษีสัญชีวมุนีทันที ในขณะที่พระฤษีสัญชีวมุนียังคงนั่งนื่งหลับตาบรกรรมคาถามิได้มองเห็นเลยว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวแล้วไม่ทันได้ระวังตัว เสือโคร่งนั้นมันจึงกินพระฤษีอย่างเอร็ดอร่อยต่อหน้าต่อตาเพื่อนพระฤษีเหล่านั้นสร้างความตกตะลึงให้กับเพื่อนพระฤษีเหล่านั้นสุดที่จะอธิบาย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในที่สุดเสือโคร่งมันกินอาหารจนอิ่มแล้วก็เดินเข้าป่าหายไป บรรดาพระฤษีเมื่อเห็นว่าปลอดภัย ก็รีบลงมาจากต้นไม้ แล้วก็วิ่งกระหืดกระหอบนำข่าวร้ายไปบอกพระอาจารย์พระอาจารย์เมื่อรู้ข่าวร้ายจากลูกศิษย์ ก็ถึงกับตะลึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆยังไม่ทันอะไรเลยก็ตายเสียแล้ว เสียดายความเก่งกล้าของเขา เสียดายความขยันหมั่นเพียรของเขาเสียดายยังมิได้ให้วิชาป้องกันต้วจึงต้องมาตายโดยรู้เท่ามิถึงการณ์ท่านทั้งหลายก็จงจำกันเอาไว้าให้ดีเถิดว่า ในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยวิชาที่เรียนมาก็ต้องใช้ให้ถูกกับสถานที่และให้ถูกจังหวะไม่เช่นนั้นแล้วมันก็จะต้องเกิดภัยร้ายแรงมาถึงตัวเราจนได้อย่างที่เห็นที่แหละ...<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีผู้เป็นอาจารย์สั่งสอนบรรดาศิษย์นี่ก็เป็นอุทาหรณ์อีกเรื่องหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นและคบมิตรที่มีความดุร้าย ไม่วันใดก็วันหนึ่งสิ่งที่เรามีเจตนาดีก็จะได้รับผลตอบแทนด้วยภัยอันมหันต์ยากที่จะป้องกัน...</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <strong><span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีสิงคาน...( ไม่มีรูป )</span></span></strong></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับพระฤษีพระองค์นี้ก็ได้บำเพ็ญตบะอย่างมุ่งมั่น ไม่ยอมโยกย้ายสำนักไปไหน คงประจำสำนักอยู่แต่ในป่าหิมพานต์เพียงแห่งเดียว<br /> &nbsp;&nbsp; ความเป็นมาของพระฤษีองค์นี้ ตามชีวประวัติเมื่อในสมัยอดีตกาล ในกรุงพาราณสีซึ่งเป็นสมัยของท้าวพรหมทัตเป็นราชา มีเศรษฐีผู้หนึ่งมั่งคั่งมากด้วยทรัพย์สิน ได้ส่งบุตรชายคนเดียวไปเรียนในสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมือตักกศิลา บุตรชายของท่านเศรษฐีก็เอาใจใส่ขยันขันแข็งในการศึกษา จึงได้ปฏิบัตตนเป็นพราหมณ์รักษาศีลและเรียนทางปฏิบ้ติฌานอย่างมุ่งมั่นจนกระทั่งได้เป็นศิษย์ที่รักของอาจารย์ ทั้งว่านอนสอนง่ายและมีนิสัยเยือกเย็นอารมณ์ดีเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ทุกอย่าง ในไม่ช้าก็สำเร็จการศึกษา จึงเดินทางกลับมาอยู่บ้านเดิมกของบิดา และก็ได้แต่งงานอยู่กินกับสาวงามที่มีคุณสมบัติพร้อม คือ รูปสวยรวยทรัพย์นิสัยดี จนกระทั่งต่อมาบิดาถึงแก่กรรมพราหมณ์ผู้เป็นบุตรก็ได้ครอบครองสมบัติและบริวารต่อไป พอนานๆเข้าก็มีความเบื่อหน่ายในสมบัติ จึงได้สละสมบัติเดินทางมุ่งตรง<br /> ไปป่าหิมพานต์ บวชตนเป็นพระฤษี ที่มีชื่อว่า พระฤษีสิงคาน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; บำเพ็ญตบะสร้างบารมี เสวยผลไม้ป่าเป็นเครื่องประทังชีวิต ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างมุ่งมั่นจนกระทั่งสำเร็จธรรมชั้นสูงอภิญญาสมาบัติถึงกับมีอิทธิฤทธิ์ และปาฏิหารย์มากมายล่องหนหายตัว เหาะได้ ดำดินได้ มีจิตเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์เปี่ยมล้นด้วยบารมีแทบว่าจะหาพระฤษีองค์ใดมาเปรียบเทียบไม่ได้อีกแล้ววันหนึ่งท่านคิดที่จะไปโปรดสัตว์ในเมืองพาราณสีซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของท่านจึงเดินทางเข้าไปพักอยู่ในอุทยานหลวงของท่านท้าวพรหมทัต วันรุ่งขึ้นพระฤษีสิงคานท่านก็ออกไปบิณฑบาต โปรดสัตว์<br /> ในเมืองหลวงด้วยการทำกริยาอภินิหารให้ชาวเมืองได้เห็นจนเป็นที่พอพระทัยและเลื่อมใสศรัทธาแห่งท้าวพรหมทัต จึงได้นิมนต์เข้ามาฉันภัตตาหารในพระราชวังเป็นประจำทุกๆ วันตลอดไปแล้วก็นิมนต์พระฤษีบำเพ็ญตบะอยู่ในอุทยานนั้นเป็นเวลา 12 ปี พระฤษีจึงเป็นที่โปรดปราณของพระราชาและเสนาอำมาตย์มุขมนตรีทั้งน้อยใหญ่ทั่วทั้งเมือง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษ๊สิงคานก็แสดงธรรมถวายพระราชาทุกวัน ในขณะที่ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วเป็นกิจวัตรประจำ พระราชาก็เลื่อมใสและมีจิตใจที่ซาบซึ้งในรสพระธรรมอันสูงค่านั้น หลังจากอีกไม่นาน พาราณสีก็เกิดศึกขึ้นมา พระราชาจึงลาพระฤษียกกองทัพไปออกศึก คงปล่อยให้พระฤษีอยู่ในอุทยานอย่าง<br /> เดิมและก็ให้นิมนต์ไปฉันภัตตาหารและแสดงธรรมเหมือนเช่นเคย แต่พระฤษีก็มีความคิดขึ้นมาว่าพระราชาไม่อยู่เราก็ไม่ควรที่จะเข้าไปฉันในพระราชวังและก็ไม่ต้องไปแสดงธรรมอีกด้วย หากยังปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ก็จะเป็นการยุ่งยากต่อพระชายาของพระราชา เอาเพียงแต่ว่าจะเข้าไปบิณฑบาตในพระราชฐานเพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว แล้วก็นำเอาอาหารกลับมาฉันที่อาศรม ในอุทยานจะดีกว่า<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระฤษีคิดได้ดังนั้นแล้วท่านก็จัดแจงมุ่งเข้าไปบิณฑบาตในพระราชวัง ในขณะนั้นพระชายาของพระราชาก็จัดเตรียมสำรับกับข้าวเอาไว้เรียบร้อยแล้วแต่พระฤษีก็ไม่มาสักที พระนางจึงวางสำรับกับข้าวทิ้งเอาไว้ก่อนแล้วจึงเข้าไปในห้องสรงน้ำชำระล้างร่างกาย ในขณะที่พระนางกำลังเปลือยกายอยู่ในห้องน้ำพระฤษีก็เหาะลอยละลิ่วมากลางอากาศ เมื่อนางได้ยินเสียงก็ตกใจครั้นจะหาอะไรมาปกปิดร่างกายก็ไม่ทันเสียแล้ว พระฤษีเหาะมาถึงบริเวณนั้นพลันสายตาก็ลอดเข้าไปช่องพระแกล(หน้าต่าง) โดยที่ไม่ได้ตั้งใจแต่ประการใด ก็บังเกิดตัณหาราคะขึ้นมาภายในใจเลยทำให้บารมีเสื่อมพระฤษีหล่นตุ๊บ...ลงมาจากกลางอากาศลงมานอนจุกอยู่กับพื้น ในวันนั้นก็มิอาจอยู่รับบิณฑบาตได้ เพราะไฟราคะได้ลุกกระพือโหมไหม้พระฤษีอย่างรุนแรง เกิดอาการกระวนกระวาย กระสับกระส่าย จึงต้องกระเสือกกระสนหนีกลับมายังอาศรม ในอุทยานหลวงด้วยดวงจิตที่มีความพะวงหลง<br /> ใหลในรูปร่างของพระนาง พระฤษีจึงมีความหม่นหมองนอนรำพึงรำพันถึงแต่ความหมดจดงดงามของพระนาง ด้วยมิอาจห้ามจิตใจของตัวเองเอาไว้ได้ ไม่ยอมฉันอาหารเป็นเวลาถึง 7 วัน ครุ่นคิดถึงแต่นางเทวีเช่นนั้นตลอดมา จนกระทั่งพระฤษีล้มป่วยและผ่ายผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด ด้วยสา<br /> เหตุของการอดอาหารอย่างหนึ่งและตรอมใจอีกอย่างหนึ่งอยู่ในสภาพเช่นนั้นมาจนกระทั่งพระราชาทำศึกเสร็จแล้วก็เสด็จกลับ ด้วยพระทัยที่ยังมีความเป็นห่วงพระฤษีจึงเสด็จเข้าไปในอุทยานก่อน เพื่อจะเยี่ยมเยียนพระฤษี แต่แล้วพระราชาก็ถึงกับตกตะลึงด้วยเห็นว่าภายในรอบๆพระอาศรม บัดนี้มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นมารกรุงรังอย่างผิดปกติ ไม่มีความสะอาดเหมือนอย่างแต่ก่อน จึงทรงใช้ให้ทหารทำความสะอาดแผ้วถางทาง และดายหญ้าให้เรียบร้อยรอบๆอาศรม แล้วพระราชาจึงเสด็จเข้าไปเยี่ยมพระฤษี แต่พอทอดพระเนตรเห็นพระฤษีเท่านั้น พระราชาก็ยิ่งงุนงงแปลกพระทัยมากขึ้นไปอีก ก็ด้วยบัดนี้พระฤษีท่านผ่ายผอมผิดรูปผิดร่าง ไม่มีสง่าราศรีเอาเสียเลยพระราชาจึงรีบตรัสถามด้ายความเป็นห่วงว่า...'พระคุณเจ้าเป็นอะไรไปหรือ คงจะไม่สบายจึงได้ผ่ายผอมลงไปเช่นนี้'...<br /> &nbsp;&nbsp; พระฤษีได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ ไม่ยอมตอบอะไรทั้งนั้น พระราชาจึงเสด็จเข้าไปใกล้ๆตรัสถามขึ้นอีกว่า...'ท่านจะต้องเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว ต้องให้หมอหลวงมาตรวจอาการ'...ยังไม่ทันที่พระฤษีจะพูดว่าอะไรพระราชาก็ตรัสสั่งให้ทหารไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการโดยด่วน ทหารก็รีบไปแต่พระฤษีก็ร้องห้ามเอาไว้มิให้ไป' ไม่ต้องหรอกมหาบพิตรอาตมามิได้เป็นอะไรหรอกเพียงแต่ถูกแทงที่หัวใจเท่านั้น' พระฤษีสิงคานกล่าวเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไป มิได้พูดว่าอะไรอีกเลย ยิ่งทำให้พระราชาพรหมทัตสงสัยขึ้นไปอีก ด้วยว่าไม่ทราบสาเหตุและลีลาของพระฤษี ไม่เข้าใจในเหตุผลจึงตีปัญหาไม่ออก พระราชจึงเข้าไปจับต้องสำรวจร่างกายของพระฤษี แต่ก็ไม่ปรากฎว่าจะมีบาดแผลอันใดเลย พระราชาจึงสงสัยมากขึ้น 'ไม่เห็นมีบาดแผลที่ไหนเลยนี่ ที่พระคุณเจ้าบอกว่าถูกแทงตรงหัวใจ' พระฤษีส่ายหน้าช้าๆแล้วจึงค่อยๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 'อาตมาถูกแทงตรงหัวใจ ด้วยคมมีดที่อาบด้วยยาพิษอันร้ายแรง คือกามตัณหาทำให้ไฟราคะหรือว่าไฟโลกีย์ที่ยากต่อการดับมันได้เผาไหม้อวัยวะทุกส่วนของอาตมาให้เร่าร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว แต่การถูกมีดอันคมกริบและอาบด้วยยาพิษทิ่มแทงหัวใจของอาตมามันหาได้มีบาดแผลไม่เลือดก็ไม่ไหลออกมาให้เห็นเพียงแต่ตกอยู่ภายในจนหัวใจอักเสบ ไม่มีผู้ใดจะรักษาให้หายได้ คำว่ายาพิษนี้ก็คือ 'กิเลส'อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่มีผู้ใดจะรู้เท่ากับตัวของตัวเองรู้ ไม่มีใครจะช่วยหรือจะรักษาให้อาตมาหายจากอาการของโรคนี้ได้ อาตมาต้องรักษาตัวเองไปตลอด ขอมหาบพิตรจงอย่าไรทุกข์หรือว่าเป็นห่วงอาตมาเลย....<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในไม่ช้าบาดแผลของอาตมาก็จะต้องหายเป็นปกติเอง โดยไม่ต้องได้รับการรักษาให้เสียเวลาพระองค์กำลังทรงเหน็ดเหนื่อยจงเสด็จกลับไปพักผ่อนเสียก่อนเถิด อาการของอาตทามิได้มากมายอะไรนัก นอกจากกิเลสตัณหาไฟราคะมันมาสุมอยู่ในหัวใจเท่านั้นเอง' พระราชายังทรงตีปัญหาของพระฤษีไม่แตก จึงต้องเสด็จกลับทั้งที่ยังเป็นห่วงฝ่ายพระฤษีหลังจากที่พระราชาเสด็จกลับไปแล้วก็รีบสำรวมกริยาให้เข้มแข็งบำเพ็ญตบะเข้าสมาธิญาณเพื่อขับไล่กิเลสให้หมดสิ้นไป แต่จะให้หลุดพ้นไปในทันทีนั้นก็ไม่สามารถจะทำได้จึงต้องบำเพ็ญภาวนาขัดเกลาออกไปทีละน้อยๆ แล้วในที่สุดก็ค่อยๆหลุดจางหายไปจนหมดสิ้นตามความต้องการพยายามทำกสิณฌาณสมาบัติให้มาบังเกิดขึ้นแล้วขับไล่กิเลสตัณหาออกไปจนกระทั่ง เข้ารูปเข้ารอยเป็นปกติอย่างเดิมเมื่อพระฤษีท่านได้สำเร็จฌาณด้วยบารมีอีกครั้งหนึ่ง ท่านจึงจินตนาการดูว่าไม่สมควรที่จะอยู่ในสถานที่นี้อีกต่อไป ควรจะต้องจากที่นี่ไปเพื่อหามุมสงบทำการบำเพ็ญให้เป็นเรื่องเป็นราวต่อไปจะ<br /> ได้ ไม่ติด ไม่หลง ไม่พะวงในกามคุณอันที่จะเป็นบ่อเกิดแห่งการทำลายล้างในความสงบสุขให้เกิดเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป ถ้าหากพลาดหรือเผลอเพียงชั่ววูบเดียวนั่นก็หมายถึงว่าจะต้องเสื่อมรอยถอยหลังอย่างแน่นอน และก็ยากต่อการที่จะคิดแก้ไขและป้องกันอีก ด้วยจะต้องเสื่อมเสียในทางสมาธิฌาณที่เรียกว่า...(พระฤษีตบะแตก)<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; คิดได้ดังนั้นแล้วพระฤษีสิงคานท่าจึงได้สำรวมจิต แสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารเหาะขึ้นไปในอากาศตรงไปยังตำหนักของพระราชาแล้วกล่าวดังๆกลางอากาศว่า 'ข้าแต่พระราชอันเป็นที่รักของอาตมาบัดนี้อาตมาจะต้องลาไปก่อน จะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หากขืนอยู่จะต้องตบะแตกฌาณบารมีก็จะพินาศ และบ้านเมืองก็จะถึงการวิบัติ ด้วยอำนาจของสภาวะกิเลส ดังนั้นเพื่อจะให้พระองค์ทรงได้รับสันติสุข อาตมาจึงต้องลาและหนีท่านไป เพื่อบำเพ็ญผลให้สมบูรณ์ในภายหน้า '<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; สุดที่พีะราชาจะทัดทานได้ เพราะพอพระฤษีพูดจบก็เหาะหนีไปทันทีพระราชาจึงทุกข์ระทมตรอมพระทัย เพราะเสียดายพระฤษี ฝ่ายพระฤษีสิงคานก็เหาะตรงไปยังป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่อดีตบำเพ็ญเพียรสร้างตบะจนกระทั่งละสังขารจึงได้ไปบังเกิดเป็น...พระพรหม...<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจเป็นอย่างดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่คิดผิด เดินทางผิด ทำอะไรที่ผิดๆลงไปแล้ว เมื่อรู้ตัวว่าผิด ก็จงคิดหาทางแก้ไขและกลับตัวกลับใจเสียใหม่ จึงจะเรียกว่าเป็น 'คนดี 'อย่างเช่นกับ...พระฤษีสิงคาน....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">ที่มา หนังสือดวงมหาลาภ ฉบับพิเศษ (ตำนานพระฤษี)</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><strong><span style="font-size: 18px;">พระฤษีวิมุติและพระฤษีสุรินทระ</span></strong></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีทั้งสององค์เป็นเพื่อนกันร่ำเรียนวิชามาด้วยกันและอาจารย์องค์เดียวกันซึ่งก็เป็นพระฤษีที่เก่งกล้าสามารถในภูมิธรรม ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาในอดีตกาลอีกท่านหนึ่งในอดีตกาล นั่นคือ พระนารทฤษี<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระฤษีทั้งสองมีความสามารถกับความต้องการเพียงพอแล้ว จึงได้ชวนกันร่ำลาพระอาจารย์เพื่อเดินทางไปสู่ที่สงบ อันเป็นที่สมควรแก่การบำเพ็ญตบะแสวงหาโมกธรรมโดยอิสระส่วนตัวในโอกาสต่อไปทั้งสองจึงพากันเดินทางไปถึงแดนป่าแห่งเมืองกาสีจึงพบสถานที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง และ<br /> จัดการสร้างอาศรมเอาไว้สำหรับพักผ่อน อยู่อาศัยในการบำเพ็ญตบะสร้างบารมี ต่อมาอีกไม่นานพระฤษีทั้งสองก็ได้สำเร็จในบารมรธรรมขั้นสูง จึงยิ่งเพิ่มความรู้และความสามารถในความเก่งกล้าขึ้นมาอีก เก่งในทุกๆทาง มีอิทธิฤทธิ์มากมายยากที่จะหาผู้ใดเทียบได้ แต่ถึงแม้จะเก่งเพียงใดพระฤษีวิมุติก็ยังได้รับความเดือดร้อนจำจะต้องหาทางแก้ไขให้จงได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; นั่นก็เนื่องมาจากมีหนูชอบเข้ามาในอาศรมแล้วกัดทำลายข้าวของอยู่เป็นนิจ เช่น สบงและเครื่องทรงองค์พระฤษีตลอดจนเครื่องใช้ต่างๆอีกมากมาย เพราะปากบอนของหนูนั้น พระฤษีวิมุติก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ครั้นจะทำร้ายให้ถึงตายก็เกรงจะเป็นบาปเป็นกรรมติดตัวได้แต่คิดหาช่องทางอยู่เงียบๆ<br /> แล้วในที่สุดก็คิดออก ตนเองมีวิชาความรู้จะต้องไปวิตกอะไรกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้จะต้องเอาวิชาความรู้มาทำประโยชน์จึงจะควร เมื่อคิดได้ดังนั้นพระฤษีวิมุติก็เข้าที่ท่องบ่นมนต์คาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยดวงจิตที่มุ่งมั่นเพียงเวลาไม่นานนักความศักดิ์สิทธิ์ของคาถาอาคมก็สำแดงฤทธิ์ บังเกิดเป็นแมวแสนรู้นอนหมอบนิ่งอยู่ตรงหน้า มันทั้งน่ารักและสวยงามมากพระฤษีก็ดีใจจึงเลี้ยงแมวอาคมตัวนั้นไว้ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้หนูมารบกวนและเจ้าแมวตัวนี้พระฤษียังใช้งานมันได้อีกสารพัด เช่นใช้ให้เดินทางไปมาหาสู่ยัง สำนักพระฤษีสุรินทะระโดยการเขียนจดหมายผูกคอแมวหรือบางทีให้มันคาบเอาไปให้ แล้วทางโน้นก็เขียนตอบมา นับว่าแมวตัวนี้มีประโยชน์มากทีเดียว<br /> &nbsp;&nbsp; การไปมาหาสู่ของแมวตัวนี้ ระหว่างอาศรมพระฤษีทั้งสองก็เป็นไปด้วยความเคยชิน จนกระทั่งวันหนึ่ง พระฤษีวิมุติท่านเข้าฌาณแล้ว วึ่งก็เป็นเวลากลางคืน แมวอาคมก็ออกไปเที่ยวในป่า จนกระทั่งมาถึงอาศรมพระฤษีสุรินทะระ เจ้าแมวมีความหวังดีแวะเข้าไปหมายที่จะจับหนูในอาศรมให้กับพระฤษีก็พอดีกับพระฤษีสุรินทะระกำลังเข้าฌาณด้วยการบำเพ็ญหลับตานิ่งอยู่ภายในอาศรม เจ้าหนูตัวหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในอาศรมเจ้าแมวอาคมก็วิ่งไล่กวดเจ้าหนูเข้าไป เจ้าหนูมันจนมุมไม่มีทางออก ก็เลยวิ่งเข้าไปซุกอยู่ในร่างพระฤษี ทันทีทันใดเจ้าแมวอาคมต้องการจะพิชิตหนูเพื่อสร้างความดีให้พระฤษีสุรินทะระประจักษ์ก็กระโดดเข้าไปตะครุบหนูโดยเร็วและแรง จึงชนกับร่างพระฤษีเต็มแรงจนถึงกับหงายหลังลงไปกับพื้น....พระฤษีสุรินทะระตกใจมากลืมตาขึ้นมาเห็นเจ้าแมวตัวนั้น ก็คิดว่าแมวมันแกล้ง ไม่คิดหน้าคิดหลัง<br /> คว้าได้ไม้เท้าก็หวังจะตีแมวให้เต็มที่ด้วยความโกรธ แต่แมวมันไวกว่าวิ่งหลบพระฤษีตีพลาดเลยเสียหลักหัวคะมำไปชนประตูดังโครมใหญ่ ผลคือหังโนปูดเป็นลูกมะกรูดขึ้นมาทันทียิ่งทำให้พระฤษีมีความโกรธมากขึ้น จึงมีความโกรธและเกลียดเจ้าแมวตัวนั้นมาก คิดหาทางที่จะแก้แค้นที่มันทำให้เจ็บตัวแถมยังหัวโนไม่หาย และแล้วก็คิดออกรีบเข้าไปในอาศรมนั่งลงแล้วเอาไม้เท้าวางตรงหน้านั่งหลับตาบริกรรมคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ นั่งบริกรรมอยู่หลายชั่วโมงด้วยความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว แล้วความมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นไม้เท้าที่ีวางอยู่ตรงหน้าเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวและกระดุกกระดิกขึ้นมาได้ อีกไม่นาน ไม้เท้าของพระฤษีก็กลับกลายร่างเป็นสุนัขตัวใหญ่ขนปุย น่ารักและเป็นสุนัขแสนรู้อีกด้วย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีลืมตาขึ้นมาช้าๆเมื่อเห็นผลงานของตนสำเร็จก็ค่อยมีอารมณ์ดีขึ้น ทีนี้แหละเจ้าแมวมันจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสมบ้างล่ะ แล้วคืนวันหนึ่งเจ้าแมวอาคมก็ออกมาเที่ยวจับหนูมาเป็นอาหารจนกระทั่งมาถึงอาศรมของพระฤษีสุรินทะระมันก็เข้าไปโดยไม่คิดว่าจะมีอันตรายใหญ่หลวงรออยู่มันเที่ยวค้นหาหนูเพื่อจะได้จัดการเสียให้เรียบร้อย สุนัขอาคมรอจังหวะอยู่แล้ว เจ้าแมวไม่ทันระวังตัวจึงโดนสุนัขกระโจนเข้าฟัดอย่างไม่มีทางต่อสู้ สุนัขอาคมขย้ำกัดแมวอาคมอย่างดุเดือด มันกัดไม่เลือกที่จนเจ้าแมวแทบจะขาดใจตายมันจึงแกล้งนอนนิ่งๆเสมือนหนึ่งตายแล้ว สนัขยืนมองด้วยความสะใจจึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่เจ้าแมวมันรวบรวมกำลังแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าสุนัขก็วิ่งไล่กวดไม่ลดละ ไปทันกันตรงหน้าอาศรมของพระฤษีวิมุติ ก็เกิดฟัดกันใหญ่ เสียงร้องของแมวและเสียงไล่ล่าของสุนัขดังอึกทึกครึกโครม จนพระฤษีที่กำลังนั่งหลับตาภาวนาต้องออกจากฌาณมาดูเห็นแมวของท่านกำลังถูกสุนัขฟัดอยู่ก็โกรธ จึงเอาไม้หวดไปสุดแรงเกิด....<br /> เจ้าสุนัขอาคมโดนไม้เท้าเข้าอย่างจังมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแล้วกระโจนหายเข้าไปในความมืด พระฤษีเดินมาดูแมวที่กำลังนอนรอความตายก็มีความสงสาร จึงเข้าที่แล้วบริกรรมคาถา เอาแมวไว้ตรงหน้าโอมอ่านพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ ในไม่ช้าเจ้าแมวตัวนั้นก็กลับกลายร่างเป็นคน...เป็นพระฤษี แต่กลับมีใบหน้าเป็นแมวเหมือนเดิม ก็เลยกลายเป็นว่าได้บังเกิดมีพระฤษีขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง เป็นพระฤษี..หน้าแมว<br /> &nbsp;&nbsp; &nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีวิมุติจึงตั้งชื่อว่า พระฤษี...วิลาคธา แล้วพระฤษีวิมุติก็ให้พระฤษีวิลาคธานั้นเฝ้าอาศรมเอาไว้ แล้วท่านเองก็คว้าไม้เท้าวิเศษมุ่งหน้าไปหาเพื่อนด้วยความโกรธ พอมาถึงอาศรมของเพื่อนก็เข้าไปต่อว่าต่อขานกันขึ้นจนกลายเป็นทะเลาะวิวาท ลืมตัวไปว่าตนเองอยู่ในเพศของผู้ทรงศีล ความ<br /> โกรธเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้วไซร้ก็ย่อมจะไร้สติ ขาดความยั้งคิดแม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนกัน แต่ในยามนี้กลับหมายมั่นที่จะสังหารกันให้แหลกไปข้างหนึ่ง เมื่อไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใครต่างฝ่ายก็คิดว่าตนเองถูก คิดว่าตนเก่ง ในที่สุดก็ต้องสู้กันอยู่เป็นเวลานาน แต่ไม่มีใครแพ้ชนะเพราะฝีมือสูสีกันจนเหนื่อยหอบด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายสุนัขที่เกิดจากไม้เท้า ก็ไม่สามารถจะช่วยเจ้านายคงได้แต่หมอบดูการต่อสู้อยู่อย่างนั้นพระฤษีวิมุติคิดขึ้นมาได้ว่าไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ของพระฤษีสุรินทะระไม่มีเพราะเอาไปเสกเป็นสุนัขเสียแล้วแต่ของตนยังอยู่น่าจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเอาไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์หวดไปที่ร่างของผู้ต่อสู้อย่างเต็มแรง ยังผลให้พระฤษีสุรินทะระเซถลาเหมือนนกปีกหัก ล้มคว่ำหน้าลงไปสลบเหมือดคาที่ พระฤษีวิมุติหัวเราะ หึๆ ในลำคอแล้วเดินจากไปอย่างผู้ชนะ.....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">ฝ่ายสุนัขที่เฝ้าหมอบดูการต่อสู้ตั้งแต่ต้นแต่ไม่สมารถช่วยเจ้านายของมันได้ เมื่อเห็นพระฤษีวิมุติกลับไปแล้ว มันก็ตรงเข้าไปหาพระฤษีที่นอนสลบอยู่ เจ้าสุนัขผู้พักดีก็ใช้ลิ้นเลียตามตัวของพระฤษีอยู่พักใหญ่ พระฤษีจึงรู้สึกตัวได้สติฟื้นขึ้นมา ได้เห็นความจงรักภักดีของสุนัขก็เกิดความสงสารจึงจัดตั้งพิธีกรรมเอาสุนัขวางไว้ตรงหน้าหลับตาภาวนาเรื่อยไปตลอดทั้งคืนด้วยความตั้งใจว่าจะสร้างกำลังและบริวารให้มากเพื่อต่อไปวันข้างหน้าจะได้ปิดบัญชีแค้นกับพระฤษีวิมุติที่ได้หยามน้ำหน้าและทำให้ได้รับความอับอายในครั้งนี้้&nbsp;&nbsp; รุ่งอรุณของวันใหม่ เจ้าสุนัขตัวนั้นก็กลับกลายร่างเป็นมนุษย์เป็นพระฤษีขึ้นมา แต่ทว่าส่วนใบหน้านั้นกลับไม่เปลี่ยนแปลงยังคงเป็นสุนัขเหมือนเดิม พระฤษีสุรินทะระจึงตั้งชื่อให้กับพระฤษีผู้ที่ท่านได้สร้างขึ้นมานั้นว่า...พระฤษีสุนาขยาติ ก็ได้บังเกิดเป็น พระฤษีหน้าสุนัขอีกองค์จนได้ครั้นแล้วพระฤษีสุรินทะระก็ไม่อยู่นิ่งเฉยเพราะความแค้นมันฝังแน่นอยู่ในใจ จะต้องหาทางแก้แค้นให้จงได้จึงหยิบโน่นฉวยนี่ขึ้นมาเสกกันทั้งวันทั้งคืนจนกระทั่งมีบริวารมากมายเกือบจะพอกับความต้องการ แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงเสกต่อไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทางฝ่ายพระฤษีวิมุติก็มิได้ประมาทเพราะรู้นิสัยของเพื่อนว่าไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆไม่วันหนึ่งก็วันใดก็จะต้องมาแก้แค้นจะช้าหรือเร็วเท่านั้น จึงเสกบริวารขึ้นมาเช่นกันจะได้เตรียมเอาไว้รับมือกับพวกพ้องของพระฤษีสุรินทะระได้เต็มที่ พระฤษีวิมุติท่านเฉลียวฉลาดมาก ขุดเอาดินขึ้นมาปั้นเป็น<br /> หุ่นบ้าง เอากิ่งไม้ถากเป็นรูปคนบ้าง เอาใบไม้มาเสกบ้าง เอาหญ้ามาผูกหุ่นบ้าง รวมแล้วมีบริวารเรือนหมือนทีเดียวแล้วท่านก็ออกคำสั่งให้บริวารที่สร้างขึ้นมาเหล่านั้นไปหลบซ่อนตนอยู่ในป่าใกล้ๆกับบริเวณอาศรมมิให้ผู้ใดเข้ามาใกล้อาศรมได้ โดยมีพระฤษีหน้าแมวเป็นหัวหน้าคอยดูแลรักษาบริวารเหล่านั้น....เมื่อเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว พระฤษีวิมุติก็เข้าที่บำเพ็ญตนอยู่ภายในอาศรมไม่ยอมออกไปไหนวางตัวเฉยอยู่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้&nbsp; เหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเลย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทางด้านพระฤษีสุรินทะระ หมกมุ่นอยู่กับการสร้างบริวารจำนวนนับหมื่นเช่นเดียวกันและคิดว่าพระฤษีวิมุติคงไม่รู้เท่าทันตน มอบหมายหน้าที่ให้พระฤษีหน้าหมาเป็นผู้ควบคุมดูแลเตรียมพร้อมที่จะออกศึกทันทีที่ได้รับคำสั่ง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; น่าเสียดายพระฤษีทั้งสองเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน แต่มาบัดนี้ได้กลายมาเป็นศัตรูกันเสียแล้วช่างไม่มีเหตุผลเสียเลย เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กันแท้ๆ กลับต้องมาห้ำหั่นกัน นี่มันกรรมอะไรกันหนอจึงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ ครั้นได้ฤกษ์งามยามดี พระฤษีสุรินทะระก็ยกกองทัพที่สร้าง<br /> ขึ้นมาจากเวทมนต์คาถาเคลื่นไปเสียงอึกทึกครึกโครมเลื่อนลั่นไปทั้งราวป่า ก็เนื่องมาจากพวกไพร่พลส่งเสีบงไชโยโห่ร้องเป็นการข่มผู้ต่อสู้และเป็นเพราะพระฤษีบรรจุอาคมวิเศษที่ทำให้พวกมันมีจิตในฮึกเหิมและอำมหิต พอมาใกล้อาศรมพระฤษีวิมุติ พระฤษีสุรินทะระก็สั่งให้ไพร่พลกระจายกำลังโอบเอาไว้ทุกด้านมั่นใจว่าจะต้องเอาชัยชนะมาเป็นของตนให้ได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายพระฤษีวิมุติก็มิได้ประมาทคงเตรียมเอาไว้เงียบๆโดยไม่มีใครล่วงรู้หรือว่ามองเห็น พระฤษีสุรินทะระเห็นทางฝ่ายศัตรูยังเงียบอยู่ก็สงสัยจึงให้พระฤษีหน้าหมาเข้าไปดูเชิง และดูลาดเลาก่อนพระฤษีหน้าหมาจึงเข้าไปในอาศรม เห็นพระฤษีวิมุติยังนั่งหลับตานิ่งอยู่อย่างปกติไม่มีวี่แววที่จะคิดป้องกันตัวแต่อย่างใด จึงกลับออกมาบอกกับพระอาจารย์ให้ทราบ....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">พระฤษีสุรินทะระรู้แน่ชัดแล้วว่าศัตรูมิได้เตรียมการป้องกันเอาไว้แต่อย่างใด ก็มองเห็นชัยชนะอยู่แค่มือเอื้อม จึงสั่งไพร่พลที่นำมาบุกตะลุยเข้าไปทันที สิ้นเสียงสั่งก็มีเสียงโห่ร้องอึงมี่ดังสะเทือนเลื่อนลั่น พลพรรคที่เกิดจากอำนาจมนต์คาถาก็ตีขนาบเป็นวงแคบเข้าไปเพื่อปิดทางออกโดยสิ้นเชิง ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น นั่นคือกองทัพเวทมนต์ของพระฤษีวิมุติที่ซุ่มอยู่ก็ลุกพรึบขึ้นมาปะนั้นก็แตกกระเจิงไม่เป็นขบวน พระฤษีสุรินทะระเห็นเช่นนั้นก็เหงื่อแตกพลั่กขืนยืนอยู่ก็มีหวังเจ็บตัวแน่จึงเผ่นหนีตามพลพรรคไปด้วย<br /> &nbsp;&nbsp; พระฤษีสุรินทะระต้องพ่ายแพ้ยับเยินอีกครั้ง เมื่อหนีมาได้พักผ่อนเรียกขวัญให้กลับมาสู่ตัวได้แล้วตั้งสติปฏิบัติบูชาภาวนาพระคาถาเพื่อเรียกพลพรรคที่แตกกระเจิงให้กลับมาประชุมกันอีกครั้งหนึ่งแล้วพระฤษีสุรินทะระก็ปลุกเสกให้พลพรรคเหล่านั้นอยู่ยงคงกระพันและแข็งแกร่งขึ้นมาอีก พร้อม<br /> ทั้งยังปลุกกำลังใจให้เพิ่มพลังสู้ไม่รู้จักถอย จนกระทั่งแน่ใจและเพียงพอแก่ความต้องการแล้วพระฤษีสุรินทะระก็เกณฑ์พลเหล่านั้นให้เคลื่อนขบวนออกไปหมายที่จะเผด็จศึกให้ได้ส่วนทางฝ่ายพลของพระฤษีวิมุติก็คอยทีอยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นดังนั้นก็ตรงรี่เข้าไปปะทะกันอย่างสะบั้นหั่นแหลกเอาจริงเอาจังกันทั้งสองฝ่าย พระฤษีทั้งสองก็ออกมาดูเหตุการณ์ที่ชุมมุนวุ่นวายทั้งคู่ คนละมุมคอยสั่งและบัญชาการรบ ทั้งป่าในขณะนั้นเต็มไปด้วยกองทัพเวทมนต์ของทั้งสองฝ่าย ได้บุกเข้าปะทะกันต้นไม้ล้มระเนนระนาด ฝูงสัตว์ป่าพากันวิ่งกระเจิดกระเจิงด้วยความตกใจ พากันหนีเอาตัวรอดกันชุลมุนวุ่นวายไปหมด สงครามของทั้งสองพระฤษีไม่มีทางที่จะยุติหรือสงบลงได้ มีแต่จะรุนแรงยิ่งขึ้น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทันใดนั้นเองพลพรรคของพระฤษีทั้งสองฝ่ายที่กำลัง ต่อสู้กันชุลมุนก็พากันลอยตัวคว้างขึ้นบนอากาศสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป แล้วในที่สุดพลพรรคของทั้งสองฝ่ายก็อันต้องกระจายหายไปกลายเป็นเศษหญ้า เศษฟาง และเศษดินปลิวว่อนอยู่บนท้องฟ้าแล้ว<br /> ค่อยๆล่วงลงมาสู่พื้นดินทุกอย่างสงบอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้&nbsp;&nbsp;&nbsp; และแล้วก็มีวัตถุอย่างหนึ่งหล่นตุ้บลงมาตรงหน้าพระฤษีทั้งสอง ในขณะที่พระฤษีทั้งสองต่างก็ยืนตกตะลึงอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งที่หล่นมาก็เริ่มแปรสภาพอย่างรวดเร็วจนกระทั่งกลายเป็น..พระนารทฤษี มายืนอยู่ตรงหน้าของศิษย์ทั้งสองพร้อมกับชี้หน้าอย่างโกรธแค้นในการที่พระฤษีทั้งสองลืมตัว ใช้วิชาในสายเดียวกัน ที่ได้มาจากแหล่งเดียวกันมาทำลายล้างกันโดยปราศจากความยั้งคิด พระฤษีทั้งสองได้สติ ตรงรี่เข้ากราบพระฤษีผู้เป็นอาจารย์ รับสารภาพในความผิดทุกประการ พระนารทฤษีก็อบรมพระฤษีทั้งสองให้คืนดีกันและปรองดองกันเหมือนเดิม พระฤษีทั้งสองก็เห็นว่าถูกต้องและเป็นจริงทุกประการจึงตกปากรับคำแข็งขัน จับมือคืนดีกัน พระนารทฤษีก็หายวับไปกับตาทั้งสองพระฤาษีก็พากันกลับอาศรมแห่งตน โดยไม่มีจิตคิดอาฆาตแค้นกันอีกต่อไป.....</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>ปู่เจ้าสมิงพราย</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาจากตำนานเก่าแก่ของไทยเรื่อง 'พระลอ'กล่าวถึงปู่เจ้าสมิงพรายว่า เป็นชายชราอายุนับร้อยๆปีนุ่งขาวห่มขาวผมหนวดขาว ห้อยลูกประคำเส้นใหญ่ๆจำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำเพียงผู้เดียว มีอาคมกล้าแข็งด้วยฤทธิ์ ธิดาเจ้าเมืองแมนสรวง คือ 'เพื่อน แพง' ให้ความเคารพนับถือมาก ภายหลังมีจิตปฏิพัทธ์ต่อ'พระลอ' โอรสเมืองอื่นซึ่งเป็นคู่อริกัน เพื่อน-แพง ให้ปู่เจ้าสมิงพรายใช้อิทธิฤทธิ์ เสกไก่แก้วให้พระลอตามไก่แก้วนั้น จนพบกับพี่น้องเพื่อน-แพงสมความปรารถนาท่านสามารถรักษาการเจ็บป่วยจาก การถูกของ ถูกกระทำ จากอำนาจไสยศาสตร์มนดำอย่างได้ผล....<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่อง นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดในภาคเหนือของไทย ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองแมนสรวง พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่า &ldquo; นาฏบุญเหลือ &rdquo; ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสพระนามว่า &ldquo; พระลอดิลกราช &rdquo; หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า &ldquo; พระลอ&rdquo; กิตติศัพท์ว่าพระองค์เป็นหนุ่มรูปงามเลื่องลือไปทั่วสารทิศจนไปถึงเมืองสรอง ( อ่านว่าเมืองสอง ) ซึ่งเป็นเมืองที่ปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกร พระองค์มีพระนามว่า &ldquo; พร<br /> ดาราวดี &rdquo; และทั้งสองพระองค์มีพระธิดาผู้เลอโสมถึงสองพระองค์พระนามว่า &ldquo; พระเพื่อน&rdquo; และ &ldquo; พระแพง &rdquo; เจ้าหญิงเพื่อนและเจ้าแพงได้ยินว่า พระลอเป็นชายหนุ่มรูปงามก็เกิดความสนใจใคร่จะได้ยลโฉม สอง พี่เลี้ยงคือนางรื่น และนางโรยสังเกตเห็นความกระตือรือร้นของนายหญิงของตนก็เข้าใจในพระประสงค์ ของทั้งสองพระองค์ สองพี่เลี้ยงจึงอาสาที่จะจัดให้นายสาวของตนได้พบกับพระลอ โดยการส่งคนไปขับซอในนครแมนสรวง ในขณะขับซอ นักดนตรีพรรณนาถึงความงามของเจ้าหญิงทั้งสอง ในขณะเดียวกันพี่เลี้ยงทั้งสองก็ได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพราย เพื่อให้ช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอหลงใหลในเจ้าหญิงทั้งสองปู่เจ้าสมิงพรายพวก เรา รู้จักปู่เจ้าสมิงพรายในฐานะบรมครูด้านเสน่ห์ ด้านภูตพรายวันนี้เรามาเจาะลึกประวัติของปู่จากวรรณคดีกันดีกว่าครับ เรื่องพระลอนี่ผมเคยอ่านตอนอยู่ป.5รู้สึกติดใจในปู่<br /> เจ้ามากพอโตมาเล่นของเลย ศึกษาประวัติท่านเรื่อยมาครับ....ในวรรณคดีเรื่องพระลอพูดถึงการที่พระธิดาต้องการทำเสน่ห์พระลอแต่การจะทำเสน่ห์พวก เจ้าเมืองนั้นยากมากเพราะที่เมืองจะมีทั้ง พระเสื้อเมือง เทวดาคุ้มเมือง และหมอยาเก่งๆในวังมากมาย พระธิดาจึงต้องหาหมอที่มือแน่ที่สุดในการทำเสน่ห์ ในที่สุดก็ใด้ปู่เจ้าสมิงพรายเป็นผู้ทำ และสำเร็จซะด้วย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเรื่องใด้ บรรยายลักษณะของปู่เจ้าสมิงพรายดังนี้ครับ คือ ไม่ผอม ไม่อ้วน ไม่หนุ่ม ไม่แก่คิ้วสวย ตาสวยปากสวยและมีชีวิตอยู่มาถึงกัลป์แล้ว แต่ลักษณะทุกอย่างของท่านล้วนแต่พอดีไปหมดครับ คงจัดว่าเป็นชายงาม ขนาดพระธิดายังชื่นชมเลยเมื่อพระเพื่อนพระแพง<br /> เจอท่าน จะขอให้ท่านทำของให้แล้วจะให้แก้วแหวนเงินทอง วัวควาย ท่านไม่รับครับท่านบอกว่าเป็นระดับเทพแล้วจึงไม่ต้องการ ท่านรับไว้แต่หมากที่พระธิดานำไปถวาย</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การทำเสน่ห์ของปู่ ในครั้งแรก ท่านเอาไม้เลี้ยง ไม้ไล่ ไม้ไผ่ มาไขว้เป็นลูกกลมๆคล้ายตะกร้อ เขียนรูปพระลออยู่ตรงกลาง เขียนรูปพระนางทั้ง2กอดคนละข้างและเขียนยันต์เป็นขอบ และกวักมือไปที่ยอดต้นยางใหญ่7คนโอบ ยอดต้นยางค้อมมาหาปู่ ท่านเอาลูกตะกร้อลงยันต์นั้นวางบนยอดยางและปล่อยให้ดีดออกไปตามลมถูกพระลอ หลังจากนั้นพระลอก็เพ้อคลั่งอยากไปหาพระเพื่อนพระแพง เสด็จพ่อเห็นท่าไม่ดี รู้ว่าลูกโดนของ จึงไปหาหมอหายาดีทั่วสารทิศมารักษา ในที่สุดครั้งแรกคณะแพทย์หลวง ก็สามารถแก้ใด้</span></span><span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">เมื่อปู่เจ้าท่านรู้ดัง นั้นก็เอาใหม่ คราวนี้เปลี่ยนเป็น เอาธงสามชายมา เขียนยันต์ลงไปมากกว่าเก่า แล้วใช้ต้นตะเคียนขนาด9คนโอบ โน้มลงมาแล้วดีด ธงสามชายนั่นไป ถูกพระลอเป็นครั้งที่สอง คราวนี้พระลอเพ้อคลั่งยิ่งกว่าครั้งเก่า หมอเก่งในเมืองต่างจนปัญญากัน</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงต้องไปเชิญหมอชื่อ ปู่หมอสิทธิไชย ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าชานเมืองมารักษา ปู่หมอทำพิธีเชิญบารมีครูบาอาจารย์และเทพในเมืองมารักษา ในที่สุดก็ช่วยถอนใด้เป็นครั้งที่สอง<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span><span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">เมื่อปู่เจ้าเห็นดังนั้น ท่านจึงคิดจัดการให้แตกหัก ท่านจึงเชิญเทวดาและผีพรายต่างๆมาเป็นกองทัพ เพื่อจะบุกเข้าไปสู้กับเทวดาที่รักษาเมืองสรอง บรรดาเทพและพรายที่มาช่วยปู่เจ้าต่างขี่เสือ สิงห์ แรด และสัตว์ดุร้ายต่างๆมากมาย ตามความบทนี้ครับ ๑๔๔ ปู่รำพึงถึงเทพดา หากันมาแต่ป่า มาแต่ท่าแต่น้ำ มาแต่ถ้าคูหา ทุกทิศมานั่งเฝ้า พระปู่เจ้าทุกตำบล ตนบริพารทุกหมู่ ตรวจตราอยู่ทุกแห่ง ปู่แต่งพระพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษกุมาร บริพารภูตปีศาจ ดาเดียรดาษมหิมา นายกคนแลคน ตนเทพผู้ห้าวท้าวผู้หาญ เรืองฤทธิ์ชาญเหลือหลาย ตั้งเป็นนายเป็นมุล ตัวขุนให้ขี่ช้าง บ้างขี่เสือขี่สีห์ บ้างขี่หมีขี่หมู บ้างขี่หมูขี่เงือก ขี่ม้าเผือกผันผาย บ้างขี่ความขี่แรด แผดร้องก้องน่ากลัว ภูตแปรตัวหลายหลาก แปรเป็นกากภาษา เป็นหัวกาหัวแร้ง แสร้งเป็นหัวเสือหัวช้าง เป็นหัวกวางหัวฉมันตั</span></span><span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">วต่างกันพันลึก ละคึกกุมอาวุธ เครื่องจะยุทธ์ยงยิ่ง เต้นโลดวิ่งระเบง คุกเครงเสียงคะครื้น<br /> ฟื้นไม้ไหล้หินผา ดาดดากันผาดเผ้ง ระเร้งร้องก้องกู่เกรียง เสียงสะเทือนธรณี เทียบพลผีเสร็จสรรพ ปู่ก็บังคับทุกประการ จึ่งบอกสารอันจะใช้ ให้ทั้งยามนตร์ดล บอกทั้งกลอันจะทำให้ยายำเขาเผือด มนตราเหือดหายศักดิ์ ให้อารักษ์เขาหนี ผีเขาแพ้แล้วไซร้ กูจึ่งจะใช้สลาเหิร เดิรเวหาไปสู่ เชิญพระภูธรท้าว ชักมาสู่สองหย้าว อย่าคล้าคำกู สั่งนี้ ฯ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">ในที่สุดกองทัพของปู่ก็บุกไป สู้กับกองทัพของพระเสื้อเมืองสรอง และเอาชนะพระเสื้อเมืองใด้ ผีป่าต่างบรรดาลให้เกิดอาเพศทั่วเมืองสรวง ฟ้าผ่า ฟ้าเหลือง เกิดเมฆหมอก ปู่หมอสิทธิไชยเห็นดังนั้นก็ถอดใจทันที ทูลพระราชาไปตามตรงว่าไม่สามารถสู้กับปู่เจ้าใด้เลยหยูกยาทั้งหลายก็ ถูกบริวารปู่เจ้าถอนเสื่อมไปหมด หลักจากที่ใด้ชัยชนะทางผีแล้ว ปู่เจ้าท่านก็เสกหมากเป็นแมลงภู่บินเข้าไปในวังตกลงในเชี่ยนหมาก(วิชานี้ใน เรื่องเรียก สลาเหินครับ) พระลอเสวยหมากคำนั้นเข้าไปก็ใด้เรื่อง เกิดอาการคุ้มคลั่งจะออกป่าให้ใด้</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">แม้แต่ หมอสิทธิไชยก็ไม่สามารถช่วยใด้แล้ว เพราะเทวดาประจำเมืองหนีไปหมดแล้ว ในที่สุดพระบิดามารดาก็ห้ามไม่ไหว และในที่สุดพระลอก็ออกป่าไป ในที่สุด ....นี่แหละครับเป็น เรื่องส่วนหนึ่งของปู่เจ้าสมิงพรายจากเรื่องพระลอท่าน จึงถือเป็นบรมครูด้านเสน่ห์และภูตพราย ขอบารมีของท่านปกป้องทุกท่านครับ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;<br /> <strong>วิธีการบูชาปู่เจ้าสมิงพราย</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">การที่จะไปกราบไหว้บนบานปู่เจ้าสมิงพรายนั้นก็เหมือกับการไหว้ปู่ฤษีตามปกติ สิ่งที่ถวายไม่ควรเป็นของคาวควรเป็นผลไม้ หมากพลู บุหรี่ ยาเส้น น้ำดื่ม พวงมาลัยและดอกไม้</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>คาถาบูชาปู่เจ้าสมิงพราย</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">สวดนะโม 3 จบ....<br /> &nbsp;ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต อิมินา สักกาเรนะ ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ<br /> ทุติยัมปิ ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต อิมินา สักกาเรนะ ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ<br /> ตะติยัมปิ ยะมะหัง ครูอาจาริยัง สะระณังคะโต อิมินา สักกาเรนะ ครูอาจาริยัง อภิปูชะยามิ<br /> &nbsp;&nbsp; โอมกูจะครอบฟ้าและแผ่นดิน กูจะครอบพระสมุทรและสายสินจน์ กูจะครอบพระอาทิตย์และ<br /> พระพรหม กูจะครอบพระยมและพระกาฬ กูจะครอบท้าวโลกบาลทั้งสี่ ทั้งกูจะครอบทั้งตัวกู กู<br /> เป็นลูกปู่เจ้าสมิงพราย ครูกูจึงจะใช้ ให้เรียกคุณมนต์ดลแลจ่ามนต์และพระยามนต์อย่าได้ไปไกล<br /> จากตนกูโอมประสิทธิแก่กู สวาหะ.....</span></span></p> <p> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><strong><span style="font-size: 18px;">พระฤษีสันทราย....( ไม่มีภาพ )</span></strong></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">องค์นี้ตามประวัติเดิมท่านเป็นพราหมณ์ที่ได้รับการอบรมศึกษาทางด้านวิชาการจากสำนักที่มีชื่อเสียงของเมืองตักกศิลา จนกระทั่งมีความรู้ความสามารถที่เชี่ยวชาญเมื่อเรียนสำเร็จแล้วก็บวชเป็นพระฤษี แล้วออกไปบำเพ็ญตบะอยู่ที่ป่าหิมพานต์ต่อมาท่านก็ได้บรรลุฌาณชั้นสูงจึงมีศิษย์มากมายท่านต้องการที่จะให้ศิษย์ได้รับความสะดวกสบายไม่ต้องทนลำบากอยู่ในป่าหิมพานต์ที่เต็มไปด้วยอันตราย จึงได้ย้ายสำนักไปอยู่ชายแดนของประเทศกาสี ในหมู่บ้านคามนิคมซึ่งที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยโภชนาหารพร้อมเพรียง ผิดกับในป่าหิมพานต์เป็นอันมาก<br /> &nbsp;&nbsp; พระฤษีสันทรายได้้ตั้งสำนักเป็นหลักเป็นฐานอยู่ในบ้านคามนิคมนั้นมาเป็นเวลานาน ก็มีศิษย์มากขึ้นเป็นลำดับจึงทำให้ชื่อเสียงของพระฤษีองค์นี้โด่งดังไปไกลแสนไกล เมื่อใครๆรู้ข่าวก็มีความเลื่อมใสศรัทธา นำเอาข้าวปลาอาหารมาถวายกันมิได้ขาด ภายในบริเวณอาศรมก็มีลิงตัวหนึ่งเป็นลิงทะโมนตัวใหญ่มากและก็มีนิสัยซุกซน ชอบกลั่นแกล้งตามสัญชาติของลิง มันอาศัยอยู่บนต้นโมกข์ใกล้กับอาศรมพระฤษี เวลาใดที่พระฤษีออกไปบิณฑบาตหรือว่าไปทำธุระภายนอกเจ้าลิงตัวนี้มันจะลงมาจากต้นโมกข์แล้วตรงเข้ารื้อข้าวของในอาศรมให้กระจุยกระจายได้รับความเสียหายอยู่เป็นประจำ บางครั้งมันก็ถ่ายอุจจาระรดอาศรมเอาดื้อๆ บางครั้งก็ทุบทำลายเครื่องใช้ เช่น หม้อข้าวตุ่มน้ำและของที่แตกพังได้ จนพระฤษีแทบจะทนไม่ไหว<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในวันหนึ่งๆจะมีญาติโยมที่มีจิตศรัทธานำข้าวปลาอาหารมาถวายให้พระฤษีฉันต์ เจ้าลิงตัวนั้นก็อยากกินบ้าง มันจึงคิดหาอุบายและช่องทางที่จะหลอกให้คนเข้าเชื่อถือมีความศรัทธาในตัวของมันจะได้นำเอาอาหารมาถวายบ้าง เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วมันจึงลงมาจากต้นโมกข์แล้วแกล้งสำรวมกิริยาอาการให้เหมือนกับพระฤษีคงนั่งขัดสมาธิ หลับตาเข้าฌาณในท่าทางของพระฤษีที่มันเคยเห็น แล้วจึงนำมาทำบ้าง เพื่อที่จะให้ผู้ที่มานั้นได้มีความเชื่อและเลื่อมใสในตัวของมันให้มาก....<br /> ฝ่ายชาวบ้านที่พากันมานั้น เมื่อเห็นกิริยาอาการของลิงทะโมนตัวนั้น ก็มีความเลื่อมใสศรัทธาต่างก็ปรึกษาและโจษขานไปต่างๆนานา ด้วยความเชื่ออย่างมั่นใจในสำนักของพระฤษีนี้เป็นสถานที่ศักดิ์ศิษย์ และพระฤษีองค์นี้ท่านก็มีความสามารถอบรมสั่งสอนให้ดีได้แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน<br /> ก็ยังรู้จักปฏิบัติธรรมบำเพ็ญตบะเยี่ยงพระฤษีกลายเป็นสัตว์ผู้ทรงศีลไปได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาวบ้านยิ่งเพิ่มความมั่นใจขึ้นมาอีกจึงได้กล่าวยกย่องชมเชยต่อหน้าพระฤษี ซึ่งก็เล่นเอาพระฤษีถึงกับกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลยเปิดเผยขึ้นว่า... ' จะไปหลงเชื่ออะไรกับลิง โยมทั้งหลายไม่รู้จักนิสัยของลิงหรอกหรือ ถ้ายังไม่รู้จักธรรมชาติและกำพืดของมันก็อย่าไปหลงกลมันอย่าเพิ่งไปชมว่ามันดี '...<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พวกชาวบ้านกลุ่มนั้นพากันนิ่งเงียบไปตามๆกันด้วยความสงสัยในคำพูดของพระฤษี 'อ้าว..แล้วนั่นไม่ใช่ศิษย์ของพระคุณเจ้าหรอกหรือ ' ....ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้นมาตรงๆ หลังจากที่ทุกคนยังนิ่งฟังและมองหน้าพระฤษีอยู่ ...' เปล่าหรอกโยม ไอ้ลิงตัวนี้แหละมันเป็นลิงเกเร ที่ชอบรบกวนรัง<br /> แกอาตมาอยู่บ่อยๆ เช่น ทุบทำลายข้าวของ ถ่ายอุจจาระรดศาลา เที่ยวเอาไฟไปเผาไอ้โน่นไอ้นี่ด้วยความสนุก และซุกซน จนกระทั่งอาตมาได้รับความเดือดร้อนจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว..'<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อชาวบ้านทั้งหมดได้ทราบเหตุผลต้นปลายจากพระฤษี ก็มีความโกรธแค้นเจ้าลิงทะโมนตัวนั้นมากถึงขนาดหาไม้ ก้อนอิฐ ก้อนหิน ก้อนดิน เอามาช่วยกันขว้างปา จนกระทั่งเจ้าลิงตัวนั้นทนต่อความเจ็บปวดไม่ได้ จึงต้องหนีไปอยู่ที่อื่น ทั้งอาหารที่มันต้องการก็ไม่ได้กิน มิหนำซ้ำยังต้องเจ็บตัวอีก ชาวบ้านไม่ยอมลดละถ้าหากขืนดื้อดึงอยู่ต่อไป&nbsp; ก็คงจะต้องตายแน่ๆ หลังจากที่ลิงทะโมนหนีเข้าป่าไปแล้วพระฤษีท่านก็ฉันภัตตาหารแล้วก็แสดงธรรมโปรดญาติโยมทั้งหลายแล้วจากนั้นท่านอพยพกลับไปอยู่ในป่าหิมพานต์อีกครั้ง เรื่องราวของพระฤษีสันทรายและเจ้าลิงทะโมนยังไม่จบลง<br /> ง่ายๆ....<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ครั้งหนึ่งมีชาวบ้านได้เข้ามาร้องเรียนกับท่านท้าวพรหมทัต ทางด้านชายแดนของเมืองพาราณสีนั้น บัดนี้ได้มีกองโจรเข้ามาอาละวาดทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนพระราชาทรงทราบเรื่องเช่นนั้นก็ยกกองทัพหมายออกไปปราบโจรพวกนั้น ครั้นกองทัพเดินทางมาถึงป่าใหญ่ แต่ก็ยังมิได้พบกับกองโจร พระราชามีพระบัญชาให้หยุดทัพเพื่อที่จะให้ทหารพักผ่อน เมื่อ<br /> หยุดพักแล้วพวกทหารก็เอาเสบียงออกมาแจกจ่ายกันกินซึ่งในสมัยนั้นก็มักจะเป็นการคั่วข้าวตากเป็นอาหารหลักกันแทบทั้งนั้น ต่างก็เอาข้าวตากใส่ภาชนะแล้ววางไว้มิทันได้กิน ทหารคนนั้นก็หันไปทำธุระทางอื่นก่อน ซึ่งในขณะนั้นก็หาได้พ้นสายตาของลิงทะโมนตัวที่ถูกชาวบ้านไล่ขว้างปาจนต้องหนีเข้าป่าซึ่งมันก็กำลังหิว แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่บนต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบเชียบเมื่อเห็นอาหารมันก็อยากกินและก็เป็นจังหวะที่ทหารคนนั้นกำลังเผลอมันก็ย่องเงียบเข้าไปโขมยเอาข้าวตากใส่ปากจนเต็มแล้วก็รีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่มันเคี้ยวข้าวตากอย่างเอร็ดอร่อย แต่บังเอิญมันทำข้าวตากที่อยู่<br /> ในปากตกลงพื้นดิน เจ้าลิงทะโมนมันแสนเสียดายข้าวตากเมล็ดนั้นมาก ถึงกับต้องคายข้าวตากที่อยู่ในปากทิ้งแล้วรีบไต่ต้นไม้ลงมาเพื่อที่จะหาข้าวตากเมล็ดนั้นให้ได้ แต่ทว่ามันพยายามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ทั้งของในปากก็คายทิ้งหมดแล้ว ด้วยความเสียดายกลายเป็นความเสียใจ มันไต่ขึ้นไปนั่ง<br /> เหงาที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่ทิ้งของใหญ่ลงไปหาของเล็กแล้วในที่สุดมันก็อดทั้งสองทางมันจึงมีอาซึมด้วยความเสียดาย<br /> &nbsp;&nbsp; พอดีกับพระราชาเสด็จมาทางนั้นเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองก็เห็นอาการหงอยเหงาของเจ้าลิงทะโมนตัวนั้น ก็ทรงแปลกพระทัย คิดว่าจะต้องมีเหตุร้ายแน่นอน พระราชาจึงมุ่งหน้าเข้าไปหาพระฤษีสันทราย เพื่อให้ทำนายในเหตุการณ์ครั้งนี้ ...'พระองค์จะไปเชื่ออะไรกับลิง นิสัยและสันชาติของมันเช่นนั้น มันมีสันดานอย่างนั้น พอใจในสิ่งที่ตกหล่น ชอบทิ้งของใหญ่ๆหวังจะได้ของเล็ก แต่แล้วมันก็ไม่ได้ทั้งเล็กทั้งใหญ่ มันจึงต้องมานั่งหงอยเหงาให้ผู้ที่ไม่รู้เท่าทันสงสารมัน ก็นั่นแหละที่จะเข้าทำนองให้ลิงหลอก เพราะนิสัยของมันชอบหลอก ตามคำภาษิตก็ยังได้บอกเอาไว้ว่า ชอบหลอกเหมือนลิงจริงไหมล่ะบพิตร '...<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระราชานิ่งฟังการบรรยายของพระฤษีด้วยความเลื่อมใสศรัทธา...'จริงของพระคุณเจ้านั่นแหละแล้วกองทัพมาที่นี่จะมีอุปสรรคไหมขอรับ' ....พระราชายังถามเพื่อความมั่นใจ พระฤษ๊จึงตอบว่า'...มหาบพิตรก็เห็นอยู่แล้วจากเจ้าลิงทะโมนตัวนั้น มันทิ้งของใหญ่เพราะว่ามันเสียดายของเล็กก็<br /> เปรียบได้กับมหาบพิตรที่กำลังจะเอาของใหญ่ไปแลกกับของเล็กที่หาคุณค่ามิได้&nbsp; อันของใหญ่นั้นเปรียบได้กับกองทัพมหาบพิตรแต่ไอ้ของเล็กๆอันน้อยนิดที่หาค่ามิได้ก็เห็นจะเปรียบได้กับกองโจรนั่นแหละ มันไม่เป็นการสมควรที่จะต้องไปแลกกันเลยเพราะว่าค่ามันไม่เท่ากันถ้าหากว่าพลาดพลั้ง<br /> ลงไปแล้วก็คงจะได้รับความเดือดร้อน ได้รับอันตรายได้รับความเสียยายอย่างมหาศาล'<br /> พอพระฤษีกล่าวจบ พระราชาก็ก้มลงกราบด้วยความเคารบอย่างจริงจัง จึงสั่งให้ทหารนำเอาเสบียงมาถวายพระฤษีแล้วจึงยกทัพกลับพระนคร หลังจากที่พระราชาพรหมทัตยกกองทัพกลับเข้าเมืองพาราณาสีแล้ว เจ้าลิงทะโมนใหญ่ตัวนั้นมันก็ลงจากต้นไม้แล้วท่องเที่ยวรอนแรมไปในป่า จนกระทั่งมีสมัครพรรคพวกอยู่รวมกันเป็นฝูงหากินกันอยู่ในป่าหิมพานต์นั่นเอง ลิงทุกตัวในฝูงต่างฝ่ายต่างรู้ช่ิงทางในการหากินอาหารกันเป็นอย่างดีเจ้าทะโมนตัวใหญ่กว่าเพื่อนจึงได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าฝูง คอยออกหัวคิดวางแผนในการหากินและควบคุมดูแลบริวารเหล่านั้น ตั้งแต่นั้นมาจึงมีความสุขขึ้นมาบ้าง วันหนึ่งบริวารลิงได้มาบอกเจ้าทะโมนหัวหน้าฝูงว่ามีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง เมื่อถึงฤดูที่ออกผลพวกตนเคยไปเก็บมากินทุกปี เราะว่ามะม่วงต้นนั้นทั้งดกและยังมีรสอร่อยอีกด้วย แต่มาบัดนี้พระฤษีสิงคานก็ได้พาพรรคพวกเข้ามาปลูกสร้างอาศรมบริเวณนั้น จึงยากต่อการที่ีพวกเราจะเข้าไปเก็บ<br /> กินได้เพราะพระฤษีเหล่านั้นได้ยึดอำนาจถือสิทธิ์เป็นเจ้าของไปแล้ว เจ้าลิงทะโมนใหญ่มันก็ยังมีใจเจ็บแค้นและอาฆาตพยาบาทต่อพระฤษีอยู่จึงชวนกันไปโขยมมะม่วงกิน โดยที่ตนจะหาอุบายและแก้ไขสถานการณ์เอง พวกบริวารแรกๆก็ยังไม่กล้าไป เพราะกลัวว่าพระฤษีท่านจะทำร้ายเอา แต่เมื่อได้<br /> รับการรับรองจากเจ้าทะโมนใหญ่อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ จึงตดลงยกขบวนพากันไปที่ต้นมะม่วงนั้นแต่ก็ยังมิกล้าเข้าไปเพราะว่ายังเป็นเวลากลางวัน กลัวพระฤษีจะเห็น<br /> &nbsp;&nbsp; พวกลิงเหล่านั้นจึงพากันหลับพักผ่อนนอนคอยทีอยู่บนต้นไม้รอบๆบริเวณอาศรมของพระฤษีอย่างเงียบเชียบเพื่อรอเวลาให้ถึงตอนดึก แล้วจะได้เข้าไปเก็บมะม่วงโดยที่ไม่มีใครเห็น หลังจากที่พวกมันรอคอยกันมาเป็นเวลานานก็ถึงเวลาดึกสงัด พวกลิงทั้งฝูงจึงพากันย่องเงียบมาขึ้นต้นมะม่วงแต่เจ้าทะโมนมันมัวแต่หลับอยู่จึงไม่ได้เข้ามาด้วย คงปล่อยให้พวกบริวารเหล่านั้นขึ้นไปเก็บกินผลมะม่วงอย่างเอร็ดอร่อย ก็บังเอิญมีพระฤษีองค์หนึ่งในจำนวนศิษย์ของพระฤษีสิงคานออกจากอาศรมมาทำธุระภายนอก ก็เห็นลิงทั้งฝูงขึ้นไปโขมยผลมะม่วงจึงกลับเข้าไปบอกพวกพระฤษีทั้งหมดให้ออกมาช่วยกันล้อมต้นมะม่วงเอาไว้ เพื่อจะรอให้สว่างเสียก่อนจึงจะจับลิงพวกนั้นได้ พระฤษีทั้งหลายจึงต้องนั่งเฝ้ากันอยู่อย่างนั้นทั้งคืน โดยการนำเอาเศษฟืนมาสุมไฟนั่งผิงกันหนาว กันลิ้นกันยุงไปในตัว คอยเวลาให้ถึงตอนเช้า ฝ่ายเจ้าพวกลิงเห็นดังนั้นก็พากันตกใจมาก เนื่องจากไม่มีทางจะหนีไปไหนได้เลย จึงต้องนั่งเงียบกันอยู่บนต้นมะม่วงนั้น พอดีเจ้าทะโมนตื่นขึ้นมาเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ตกใจจึงใช้ความคิดที่จะช่วยพวกบริวารเหล่านั้นให้ได้ มันจึงลงจากต้นไม้เดินกระสับกระส่ายไปมาได้สักพักมันก็คิดแผนการณ์ขึ้นมาได้ แล้วเจ้าทะโมนใหญ่จึงค่อยๆย่องเงียบเข้าไปทางด้านหลังของกลุ่มพระฤษีที่กำลังนั่งเฝ้าลิง และก็มิทันระวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าลิงทะโมนมันจึงฉวยโอกาสตอนที่พระฤษีเผลอ ค่อยๆย่องเข้าไปจนใกล้กองไฟ แล้วใช้ความว่องไวของมันให้เป็นประโยชน์มันวิ่งเข้าไปคว้าดุ้นฟืนที่มีไฟลุกโพลนได้ดุ้นหนึ่ง แล้วรีบวิ่งตรงไปอาศรมของพระฤษี แล้วจึงจุดไปเผาอย่างรวดเร็ว ไฟก็ได้ลุกพรึบขึ้นมาส่องแสงสว่างจ้า&nbsp; ทำให้พวกพระฤษีที่เฝ้าลิงนั้นตก<br /> ใจพากันวิ่งไปช่วยกันดับไฟที่อาศรม ส่วนพวกลิงที่อยู่ทางนี้ก็เก็บมะม่วงกินตามสบาย แล้วพากันหนีเข้าป่าไป&nbsp; ทางด้านพระฤษีเมื่อช่วยกันดับไฟสงบลงแล้วก็พากันกลับมาที่ต้นมะม่วงอีกครั้ง แต่แล้วทั้งหมดก็พากันตกตะลึง ด้วยว่าที่มะม่วงต้นนั้นไม่มีลิงเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว มิหนำซ้ำพวกมัน<br /> ยังได้ช่วยกันขนมะม่วงบนต้นไปจนหมดเกลี้ยง<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พอดีพระฤษีสิงคานผู้ที่เป็นพระอาจารย์ของพระฤษีกลุ่มนั้นออกมา จึงเอ่ยขึ้นว่า ...( 'เป็นไงล่ะท่านเสียท่าลิงเข้าจนได้ ' พระฤษีกลุ่มนั้นต่างก็มองกันไปมาอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครกล้าพูดอะไร..'นี่แหละที่เขาว่าอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง แต่มันไม่ใช่คนก็ต้องเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจลิง จะยุ่งกันใหญ่ เป็นถึงพระฤษียังเสียท่าให้ลิง โดนลิงหลอกแล้วจะให้เรียกกันว้าอะไรล่ะ ถ้าหากไม่ใช่คำว่า '..โง่ยิ่งกว่าลิง '<br /> &nbsp;&nbsp; ต่อมาอีกไม่นานนักเจ้าลิงทะโมนใหญ่ตัวนั้นมันก็มาครุ่นคิดว่าการที่มันมาอยู่ในฝูงเป็นหัวหน้านั้น มันมีแต่ความรับผิดชอบทุกๆอย่างทางที่ดีแล้วควรจะออกไปเผชิญโชคแต่เพียงลำพังคงจะดีเสียกว่า เมื่อมันคิดเช่นนั้นแล้วมันจึงทิ้งฝูงเดินรอนแรมไปในป่า และในเวลานั้นเป็นฤดูแล้ง อาหารการกินก็ไม่ค่อยมี ผลไม้บนต้นทุกต้นก็เกลี้ยงต้น อีกทั้งฝนก็ไม่ตกน้ำตามลำธารก็แห้งขอดจนกระทั่งดินแยกแตกระแหง จึงทำให้เจ้าลิงทะโมนมันเกิดความลำบากมาก ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ทั้งร้อนเข้ามาประดัง ครั้งจะกลับไปเข้าฝูงเหมือนเดิมก็ขี้เกียจเพราะจะต้องย้อนกลับไปอีกไกลมากมันจึงต้องใช้ความ<br /> พยายามและอดทนเดินทางต่อไป จนกระทั่งมาถึงอาศรมของพระฤษีอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งในบริเวณนั้นมีสระน้ำอันกว้างใหญ่และสูงชัน มันไม่สามารถจะลงไปกินน้ำได้ เจ้าทะโมนใหญ่ก็จนปัญญา แต่มันจะต้องกินน้ำให้ได้เพราะกระหายหิวเหลือเกิน มันจึงแอบซุ่มคอยดูจังหวะอยู่เงียบๆ</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(255, 215, 0);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระฤษีสัตบัน พระฤษีองค์นี้ท่านก็มีฤทธิ์มาก มีตบะบารมีในขั้นสูง ได้บำเพ็ญตนสร้างบารมีอยู่ในอาศรม แห่งป่าหิมพานต์เช่นเดียวกัน หลังจากที่ท่านออกจากตบะฌาณแล้ว ท่านก็ออกจากอาศรม พร้อมทั้งถือกระป๋องผูกเชือก ซึ่งเป็นเครื่องมือในการตักน้ำเดินมุ่งหน้าไปทางสระน้ำหวังจะอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สบายหายจากความร้อน แล้วพระฤษีก็ถือเชือกหย่อนกระป๋องลงไปจ้วงตักน้ำในสระขึ้นมาอาบ เจ้าลิงทะโมนเห็นดังนั้นก็ดีใจรีบไต่ลงมาจากต้นไม้แล้วเดินเข้าไปหาพระฤษีสัตบัน แล้วกล่าว<br /> กับพระฤษีว่า ...'ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าหิวน้ำเหลือเกิน ขอพระคุณเจ้าจงเวทนาสงสารให้ทานน้ำแก่ข้าพเจ้าได้กินพอมีกำลังด้วยเถิด ข้าพเจ้าแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว ทั้งหิวทั้งร้อน ทั้งเหนื่อยเป็นกำลัง '...พระฤษีสัตบันท่านก็มีเมตตาจิตอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ เมื่อได้รับความทุกข์แล้ว<br /> ท่านก็จะต้องช่วยเสมอ จึงตักน้ำเทใส่ภาชนะให้ลิงกินด้วยจิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสาร&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเจ้าลิงทะโมนใหญ่ได้กินน้ำจนอิ่มแล้วจึงมีความสดชื่นและมีกำละงแข็งแรงก็เดินกลับไปที่ต้นไม้พักเหนื่อยอีกครู่หนึ่ง พอดีพระฤษีอาบน้ำเสร็จจึงกลับเข้าอาศรม แล้วนำเอาอาหารและผลไม้ออกมาฉัน โดยที่ท่านไม่ได้คิดถึงลิงตัวนั้นอีกเลย เจ้าลิงใหญ่มันเห็นพระฤษีเดินหายเข้าไปในอาศรม มันจึงตามเข้าไปบ้างและทำกิริยาอาการอิดโรยให้พระฤษีเห็นว่าตนกำลังหิว เผื่อว่าพระฤษีท่านจะสงสารแล้วให้อาหารบ้าง พระฤษีท่านเห็นอาการดังนั้น ก็จัดแบ่งอาหารและผลไม้ส่งให้เจ้าลิงทะ<br /> โมนกินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็มีกำลังวังชาขึ้นมาเหมือนเดิม มันจึงเริ่มออกฤทธิ์ทันทีเข้าทำการรื้อค้นของในอาศรมของพระฤษีให้กระจุยกระจาย ฝ่ายพระฤษีจึงเอ่ยว่า...'ชะ..ชะ.เจ้าทะโมนนี่ข้าให้ข้าวให้น้ำเจ้ากินยังไม่พออีกหรือ ยังจะซุกซรอีก...' พระฤษีท่านยังไม่มีความโกรธจึงพูดด้วยน้ำ<br /> เสียงอันราบเรียบเดพื่อจะตักเตือน แต่คำพูดของพระฤษีไร้ผล เหมือนกับจะยิ่งยุให้เจ้าทะโมนมันแผลงฤทธิ์มากขึ้น ...'แล้วกันซีหว่า พูดกันไม่รู้เรื่องจะแกล้งกันไปถึงไหนอีกล่ะ...' เจ้าทะโมนหันกลับมามองแล้วมันก็โก่งตูดให้เป็นการหลอกล้อให้พระฤษีโกรธ ..'แน่ะ...ว่าแล้วยังจะมาล้อเลียนอีก ทำสันดานยังกะลิงแน่ะ'...เจ้าทะโมนยังไม่หยุดล้อเลียนพร้อมทั้งมันยังตอบกลับไปว่า...'ก็ลิงน่ะซี ท่านไม่รู้จักลิงหรอกหรือ ว่าลิงนั้นเป็นอย่างไรและมีนิสัยอย่างไรเท่านี้ยังไม่พอประเดี๋ยวท่านก็คงจะรู้ว่าลิงนั้นมันมีพิษสงอะไรบ้าง'...ว่าแล้วเจ้าลิงทะโมนก็โหนขึ้นไปบนขื่อ แล้วถ่ายอุจจาระรด<br /> หัวพระฤษีทันที คราวนี้ได้ผล พระฤษีโกรธจนตาแดงทั้งสองข้างพร้อมกับชี้หน้าด่าลิง...'ไอ้ลิงชั่วไอ้ลิงเลว ไอ้ลิงเนรคุณ หนอยแน่ะมึง มันจะมากไปแล้ว กูอุตส่าห์ให้ข้าวให้น้ำมึงกินมึงยังเนรคุณหนอย..เสือกมาขี้รดหัวกูได้ ไปให้พ้น'...<br /> &nbsp;&nbsp; แทนที่เจ้าทะโมนมันจะกลัว กลับแยกเขี้ยวยิงฟัน ทำท่าล้อเลียนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งพระฤษีอดใจอยู่ไม่ไหว จึงคว้าไม้เท้าหมายจะตีลิง เจ้าทะโมนเห็นดังนั้นก็รีบไต่ลงจากขื่อวิ่งหนีออกจากอาศรมไป แต่ก็ยังไม่วายที่จะหลอกล้อพระฤษีด้วยท่าทีต่างๆจนพระฤษีรำคาญจึงร่าวพระเวทย์บันดาล<br /> ให้ฝนตกใหญ่เพื่อจะแกล้งลิงบ้าง มันจะได้หนีไปเสียให้พ้นๆจะได้ไม่ต้องมารำคาญอีกต่อไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายเจ้าทะโมนเมื่อโดนฝนจนเปียกชุ่มก็ให้มีอาการหนาวสั่น ครั้งว่าจะย้อนเข้าไปอาศัยร่มเงาของอาศรมก็ไม่ได้เสียแล้ว มันเกิดกลัวพระฤษีที่ทำท่าเอาจริง แล้วเจ้าทะโมนมันก็ต้องวิ่งหนีฝนออกไปจากที่นั่นโดยเร็วที่สุดทั้งๆที่หนาวสั่น มันวิ่งไปอย่างไม่ยอมหยุดจนกระทั่งห่างไกลมามาก ที่มันต้องวิ่งก็เพราะจะช่วยบรรเทาความหนาวลงได้บ้าง เจ้าลิงทะโมนเจอเข้ากับฤทธิ์ของพระฤษีมันคงจะเข็ดไปอีกนานเลยทีเดียว</span></span></p> <p> <br /> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระฤษีโคนข่อย.....( ไม่มีภาพ )</strong></span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">&nbsp;&nbsp; พระฤษีองค์นี้ไม่มีใครรู้ประวัติของท่านโดยแท้จริง ไม่รู้แม้กระทั่งถิ่นกำเนิดของท่าน แม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามของท่านก็ไม่มีใครรู้จัก ท่านมีตบะฌาณที่อยู่ในขั้นสูงอีกผู้หนึ่ง บำเพ็ญตบะอยู่ในอาศรมแห่งป่าหิมพานต์นั้นและอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคามหานที อาศรมของท่านปลูกสร้างอยู่ที่โคนต้น<br /> ข่อยใหญ่ที่มีความร่มเย็น ด้วยอิทธิฤทธิ์และชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปไกลใครๆจึงพากันเรียกท่านว่า...พระฤษีโคนข่อย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเรื่องราวและความสัมพันธ์ของท่านเมื่อกาลก่อน ในสมัยที่ท่านท้าวพรหมทัต ได้เป็นกษัตริย์อยู่ในนครพาราณสี ในกาลครั้งนั้น.....</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">มีต่อ................</span></span><br /> <br /> <br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;"><span id="cke_bm_159S" style="display: none;">&nbsp;</span>นำเสนอข้อมูลโดย....กุหลาบขาว</span></span></p> <p> <span style="color: rgb(64, 224, 208);"><span style="font-size: 18px;">ที่มา หนังสือดวงมหาลาภ ฉบับพิเศษ (ตำนานพระฤษี)<span id="cke_bm_159E" style="display: none;">&nbsp;</span></span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 พุทธทำนาย-1 http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26435.html <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;"><b>&nbsp;สำหรับพุทธทำนายจากศิลาจารึก ที่มีบางตอนได้กล่าวไว้ถึงหายนะของโลก มีเนื้อหาดังนี้</b>&nbsp;</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 'เมื่อศาสนาของอาตมาล่วงมาได้ 2507 (ปีมะโรง) คนเปลี่ยนสภาพเดินเป็นคลาน ...ปัจจุบัน ปีเถาะ ตรงกับ พ.ศ.2554 ที่กำลังใช้อยู่ พุทธทำนายปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.2555 ที่โลกมีโอกาสพลิกขั้ว..ดังนั้น จากเดินลงมาเป็นคลาน ก็หนักหนาเอาการอยู่ ที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นทั่วโลก....สนามแม่เหล็กจะกลับขั้ว โลกอาจจะไร้แรงดึงดูดชั่วคราว ดังที่พระอาจารย์รัตน์ ได้เห็นภาพอนาคต และได้เล่าให้ศิษย์ฟัง ที่วัดดอยเกิ้ง</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ล่วงได้ 2508 (ปีมะเส็ง) ตลิ่งจะพัง แผ่นดินถิ่นอธรรมจะถล่มเป็นทะเล...ซึ่งในเมขลาพยากรณ์ ตรงกับ 9 พ.ค. 2556 ในหนังสือพระมหาชนก ที่ไขปริศนาออกมา&nbsp;</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ล่วงได้ 2512 (ปีระกา) เมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน โลกดิ่งสู่ความหายนะ&nbsp;</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปีนี้เป็นปี พ.ศ.๒๕๕๔ (ปีเถาะ) เมื่อนำมาเทียบกับปี พ.ศ.ในพุทธทำนายก็จะได้ปีนักษัตร ที่ตรงกับปีนักษัตรในพุทธทำนายพอดี เช่นในพุทธทำนายได้กล่าวเอาไว้ว่า ปี พ.ศ.2512 (ปีระกา) เมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน เมื่อเราเอาปี พ.ศ.2560 มาลดจำนวนปีลง 48 ปี ก็จะได้เป็นปี พ.ศ.2512 ซึ่งตรงกับปีระกาในพุทธทำนายอย่างไม่มีผิดเพี้ยน...</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเทศไทย นำ พ.ศ. มาจากศรีลังกา ที่ พ.ศ. คลาดเคลื่อนระหว่างเกิดสงครามในประเทศนี้ เป็นเหตุให้นับ พ.ศ.เร็วกว่าความเป็นจริงไป 48 ปี...ในพุทธทำนายที่กล่าวว่าเมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน คาดว่าจะเป็นการเรียงตัวของดวงดาว เป็นแนวระนาบเดียวกัน ในรอบ 2.6 หมื่นปี ตามที่นักวิทยาศาสตร์บอก ทำให้เงาของดาวทุกดวงบดบังแสงอาทิตย์โลกจึงมืด / หรือ อาจจะมีดาวหางพุ่งชนโลกทำให้ ฝุ่นควัน ฟุ้งกระจายจนบดบังทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ส่องมาไม่ถึงโลก หรืออาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ จนทำให้พื้นโลกสั่นสะเทือน เกิดภูเขาไฟระเบิดพร้อม ๆ กันหลายลูก จนเถ้าถ่านของภูเขาไฟ ฟุ้งกระจายขึ้นในในบรรยากาศของโลก'</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><b>&nbsp;ถอดรหัสจากพุทธทำนาย</b>&nbsp;</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ปลายเดือนสิงหาคม 2550 &nbsp;มีคุณยายผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งได้นำหนังสือเรื่องพุทธทำนายฉบับถอดรหัสมา ให้อ่าน ในขณะที่ผู้เขียนได้จัดสรรเวลาของตนเอง ไปฝึกทำสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา และเมตตาภาวนา ที่วัดเพลง แขวงและเขต บางพลัด ซึ่งพระอาจารย์ พระมหาฉัตรชัย รักขิตจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสสอนนำการทำสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา และเมตตาภาวนา ที่กระชับ และกะทัดรัดดี</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - เมื่อผู้เขียนได้อ่านแล้ว ก็เห็นว่ามีเนื้อหาแปลกดี แต่ไม่แน่ใจว่า ข้อความทั้งหมดที่คัดลอกต่อ ๆ กันมามีการตกหล่นจากความเดิมจนถ้อยคำเปลี่ยนไปหรือไม่เพียงไร</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ในหนังสือเล่มนี้ อ้างว่า นำความมาจากหนังสือใบลานเก่า ที่พบในจังหวัดอัตตะบือ ประเทศลาว โดยมีพระธุดงค์นำมาถ่ายทอดโดยสรุป คือ</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-weight: bold;">&nbsp; 1. ในปีจอ (2561) </span>กรุงเทพฯ จะหมดสภาพเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-weight: bold;">&nbsp;2. พระคาถาป้องกันภยันตรายในใบลาจารึก</span> ให้นำไปท่องว่า 'ปะโต เมตัง ปะระชีวินัง สุคะโต จุติ จิตตะ เมตตะ นินะนัง สุคะติ จุติ' โดยท่านแนะให้นำไปเขียนลงแผ่นผ้าก็ได้ แล้วนำไปปิดที่ประตูบ้าน หรือปิดในรถยนต์ ยามเกิดเหตุการณ์คับขันจะช่วยให้รอดชีวิตพ้นจากภยันตรายได้ มหันตภัยร้ายแรง ท่านว่าจะมี 10 ประการ ได้แก่</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><b><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="292" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_64559572.jpg" style="width: 350px; height: 292px; " width="350" /></b></span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" /></b>1. วาตภัย (ลมพายุ)</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><b><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="523" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_5493400.jpg" style="width: 350px; height: 523px; " width="350" /></b></span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><b>&nbsp; &nbsp;</b> &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />2. ธรณีพิบัติภัย (แผ่นดินไหว) ภูเขาไฟระเบิด</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="234" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_36043201.jpg" style="width: 350px; height: 234px; " width="350" /></span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />3. อัคคีภัย (ไฟไหม้)</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="263" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_10501528.jpg" style="width: 350px; height: 263px; " width="350" /></span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />4. อุทกภัย (น้ำท่วม)</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="263" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_3439881.jpg" style="width: 350px; height: 263px; " width="350" /></span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />5. ฟ้าผ่าดังลั่นสะเทือนแก้วหู</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="255" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_64758088.jpg" style="width: 350px; height: 255px; " width="350" /></span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />6. อากาศร้อนมากเกินไป หนาวมากเกินไป</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />7. สารพิษแพร่กระจายทุกแห่งหน</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />8. เกิดโรคระบาดต่าง ๆ</span></span></div> <div style="text-align: center; color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />9. เกิดข้าวยาก &ndash; หมากแพง</span></span></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> &nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); "> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" border="0" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gif" />10. เกิดการอาฆาตพยาบาทจองเวร จองล้าง จองผลาญ</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-weight: bold;">&nbsp; 3. ถ้าเข้าถึงปีกุน (2562) ไปแล้ว ทุกคนจะได้รับความสุขกาย - สุขใจ</span> เคร่งครัดในการรักษาศีล 5 มาก โดยช่วงนั้นจะมีประชากรลดลงมาก แต่ประเทศไทยจะมีประชากรเหลือมากหน่อย คือ มีเหลือรอดถึง 30 % หรือประมาณ 18 ล้านคน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะมีชีวิตรอดอยู่เพียง 10 % เท่านั้น</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-weight: bold;"> 4. เหตุการณ์ร้ายตามท้องถนน จะรุนแรงมาก</span> ตั้งแต่ เดือน 7 ของปีระกา (ปี 2560) และในเดือน 9 &ndash; 10 ของปีจอ (ปี 2561) คนใจบาปจะถูกล้างผลาญหมดสภาพสังคมโดยทั่วไป มีบ้านแต่ไม่มีคนอยู่ มีข้าวแต่ไม่มีคนกิน มีทางแต่ไม่มีคนเดิน</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<span style="font-weight: bold;">5. ที่ศิลาจารึกในมหาวิหารเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน </span>ได้ กล่าวถึงมหันตภัยในอนาคต สิ่งที่คนทั้งหลาย ไม่เคยเจอะก็จะได้เจอ ไม่เคยพบก็จะได้พบ ยักษ์หินที่ถูกสาป กลับตื่นขึ้นมาอาละวาด จะมีการรบราฆ่าฟันกันนองเลือด แผ่นดินจะมีไฟลุกโชติช่วง แต่ละฝ่ายตายไปฝ่ายละครึ่งจึงจะเลิกรา ที่เลิกราก็เพราะต่างหมดกำลังลง ผู้ที่สร้างสมกุศลผลบุญ มีสติอยู่เสมอ ก็จะรอดอยู่ได้ ทั้งนี้ไฟจะมาจากทางทิศตะวันออก</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟไหม้บ้านเรือน และวัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์ ก็จะต้องอดอยาก ลูกไฟจะตกจากฟ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุพภิกขภัยจะมีไปทั่ว ครุฑจะบินกลับฐาน (เงินบาทจะด้อยค่า) ในช่วงนี้ ให้ภาวนาว่า 'ชา ตะ มะ สะ ละ วา' เขียนใส่กระดาษใส่ผ้าขาว ติดตัวติดบ้าน ติดหัวนอน จะทำให้รอดจากพญามัจจุราชได้มากขึ้น</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-weight: bold;">6. ผู้ที่ต้องการได้พบผู้มีบุญระดับพระโพธิสัตว์ </span>ซึ่งจะเป็นพระศรีอารย์ในอนาคตคัมภีร์ในใบลานแนะนำให้หมั่นภาวนา หมั่นรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วนเป็นประจำ ก็จะสมปรารถนาได้</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-weight: bold;">7. สัญญาณเตือนภยันตราย</span> จะเกิดชัดเจนครั้งแรกในปีมะเส็ง (2556) ตลิ่งริมฝั่งน้ำจะพัง ทะเลและมหาสมุทรจะบ้าคลั่ง ให้ติดตามเหตุการณ์ดูในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า หากเข้าสู่สถานการณ์นั้น ๆ คัมภีร์ใบลานแนะให้ท่องว่า 'สะโรนะกา โททายะโม พุทธะตะยะ' จะลดภยันตรายลงได้กึ่งหนึ่ง</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-weight: bold;"> 8. โลกของเรากำลังเข้าสู่กลียุค</span> จะมีปัญหาทั้งภัยธรรมชาติ จากดิน น้ำ ลม ไฟและเกิดจากน้ำมือมนุษย์ในการแย่งชิงผลประโยชน์ แย่งชิงความเป็นใหญ่ แย่งชิงอำนาจและทำสงคราม รวมทั้งใช้อาวุธทุกรูปแบบทำลายล้างซึ่งกันและกัน</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div style="text-align: center; "> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;"><img alt="ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556" class="img-mobile" height="233" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/news_4/shutterstock_62059960.jpg" style="width: 350px; height: 233px; " width="350" /></span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-weight: bold;"> 9. ประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน </span>โดย ในปี 2556 จังหวัดชายทะเล และกทม. จะมีแผ่นดินยุบตัว คลื่นน้ำจะพัดเข้าชายฝั่ง คลื่นน้ำอาจมีความสูงถึง 20 เมตร (สูงเกือบเท่าตึก 7 ชั้น) ผู้ที่อยู่ริมน้ำทั้งหมดจะล้มตายเกือบครึ่ง โดยจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2560 ในที่สุดประชากรไทย จาก 65 ล้านคน จะเหลือเพียง 18 ล้านคนในปี 2561&nbsp;</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (ข้อนี้ฟังดูแล้วคลับคล้ายคลับคลา กับพยากรณ์ของนางมณีเมขลา 9 พ.ค. 2556 มากทีเดียว ผู้ที่ติดตามข้อมูลที่ในหลวงทรงแจ้งเตือนพสกนิกรชาวไทยล่วงหน้า เป็นปริศนาเช่นเดียวกับนอสตราดามูส ผู้ยังความไม่ประมาทพึงพิจารณาด้วยตนของตนเอาเถิด)</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ อาจเกิดขึ้นจริง หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่พวกเราก็ไม่ควรดำเนินชีวิตด้วยความประมาท อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ท่านจัดสรรเวลาวันละเล็กวันละน้อย ฝึกความมีสติ และความมีสัมปชัญญะ เพิ่มการรักษาศีล และรู้จักให้ทานมากขึ้นด้วยครับ เพราะสิ่งที่ท่านให้แก่ผู้อื่น สงเคราะห์เกื้อกูลผู้อื่น มีความเมตตาผู้อื่นสัตว์อื่น หรือ ปรารถนาให้ผู้อื่นสัตว์อื่นมีความสุขในปัจจุบัน มีความกรุณาต่อผู้อื่น สัตว์อื่นหรือ มีจิตปรารถนาให้ผู้อื่น สัตว์อื่นที่มีความทุกข์ ได้พ้นจากทุกข์ในปัจจุบัน&nbsp;</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังกุศลผลบุญสนองตอบแก่ท่านในช่วงที่โลกเข้าสู่วิกฤติ อันจะมีผลให้ท่านมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์ และพ้นทุกข์ได้โดยเร็วพลัน เป็นการลงทุนสร้างความงามความดีในปัจจุบัน ขณะที่เราสามารถกระทำได้โดยไม่เดือดร้อน ก็ขอให้ท่านรู้จักใช้โอกาสอันดีดังกล่าวด้วย หากประมาท ท่านอาจสูญเสียโอกาสที่ดีดังกล่าวตลอดไปก็ได้</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (ในประเด็นนี้ ท่านผู้เป็นใหญ่สูงสุด ที่ได้แจ้งคณะเตือนภัยเขากะลา เอาไว้ว่าการช่วยเหลือพลโลกได้เฉพาะบางส่วนที่มีบารมี...บารมีของท่าน ผู้ใหญ่แห่งดาวพลูโต นั้นอาจหมายถึง ผู้ที่ได้ฝึกจิตเข้าถึงสภาวะจิตเดิม หรือ 'ทาง' ของทุก ๆ คนก็ได้ ...จึงจะนับว่าเป็นผู้มีบารมี ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากชาวต่างดาวหลาย ๆ ดวง ที่ได้มาเตรียมงานบนดาวดวงนี้ล่วงหน้า 10 กว่าปีทีเดียว)</span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;"><b>มงคล กริชติทายาวุธ</b></span></span></div> <div> <span style="color:#ff6699;"><span style="font-size: 18px;"><b>ประธานชมรมศาสนาและการกุศล</b></span></span></div> <div> <br /> <br /> <br /> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;"><span style="background-color: rgb(254, 220, 186);"><b>หมายเหตุ</b> </span></span></span></div> <div> &nbsp;</div> <div> <span style="color:#66cc66;"><span style="font-size: 18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปีนักษัตร ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน เริ่มนับจากเดือนเมษายน เป็นเดือนที่ 1 ของปี เดือนสุดท้ายของปีจึงเป็นเดือนมีนาคมของปีถัดไป ดังนั้นปีระกาในพุทธทำนาย จึงหมายถึงตั้งแต่เดือนเมษายนของปี พ.ศ.2560 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ.2561<br /> <br /> <br /> ขอบคุณข้อมูลจากกระปุก.คอม<br /> รวบรวมโดย ลูกสาวพ่อ<br /> ความจริงเคยอ่านเป็นเล่มหนังสือมา 6-7 ปีแล้วนะค่ะ แต่ว่าตอนอ่านก็คิดว่าน่ากลัวมากๆ ไปๆมาๆ ก็เริ่มเป็นตามคำทำนาย<br /> <br /> สรุปคือทุกท่านอย่าประมาท พึ่งสร้างความดี ความตายมาถึงได้ทุกวินาที เพราะฉนั้นพึ่งทำทาน ศีล ปฏิบัติธรรมค่ะ</span></span><br /> &nbsp;</div> <div> &nbsp;</div> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 ตำนาน ประวัติ พระแม่กวนอิมอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26180.html <p style="text-align: center"> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-snc7/396457_277789725665989_2034807728_n.jpg" /></p> <p> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color: #ffccff"><span style="font-size: 18px">&nbsp;<br /> <span style="font-size: 20px"><strong>ตำนานประวัติพระแม่กวนอิมอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์</strong></span><br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ เป็นพระโบราณทรงบำเพ็ญสำเร็จพระโพธิญาณด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่เมื่ออดีตอันยาวนานจนมิอาจคำนวณนับจำนวนกัปกัลป์ได้ โพธิจิตของพระองค์ท่านได้สำเร็จด้วยการพิจารณาจนถึงที่สุดแห่งกระแสเสียง และทรงนิ่งอยู่ในอารมณ์ธรรมชาติของกระแสนั้น จนบรรลุถึงจุดนิ่งสุดของความนิ่งทั้งปวง อันเป็นธรรมชาติแห่งสุญญตา ด้วยจิตที่นิ่งที่สุดในสุญญตานี้ จึงทรงเป็นอกริยาที่เหนือผัสสะ ความเกิดดับ ความหวั่นไหว และไม่หวั่นไหวทั้งปวง เสียงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนในทุกหนทุกแห่ง ล้วนอยู่ในสายตาความรู้เห็นของพระองค์ทั้งสิ้น ไม่มีเสียงใดในโลกหรือนอกโบกที่จะพ้นไปจากพระกระแสแห่งความรู้เห็นของ พระองค์พระนามของพระองค์ &ldquo;กวนอิม&rdquo; จึงมีความหมายที่ลึกซึ้งว่า &ldquo;ผู้เงี่ยหูฟังเสียงร้องของโลก&rdquo;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยพระบารมีอันสั่งสมมานานของพระองค์ท่าน จึงทรงสามารถสำแดงแปลงพระกายได้ถึงพันพระเศียรพันพระกร พันพระเนตร ตลอดจนสามารถเนรมิตกายเพื่อโปรดสรรพสัตว์ในรูปกายต่าง ๆ ได้มากมายมหาศษลตามที่ปรากฏในพระสัทธธรรมปุณฑริกสูตรฉบับภาษาจีน (เมียวฮวบไหน่ฮัวเกง) ได้กล่าว่า พระองค์ท่านมีนิรมาณกาย 32 ปางใหญ่ ด้วยบุญญาภินิหารและอิทธิปาฏิหาริยันล้นพ้นของพระองค์ท่านทรงโปรดสรรพสัตว์ สุดที่จะประมาณได้ ซึ่งไม่มีพระโพธิสัตว์องค์ใดที่จะโปรดได้มากเสมอเหมือนปางที่ชาวโลกนิยมบูชาพระองค์ท่านมากที่สุดคือ ปางเพศสตรีโดยชาวพุทธมหายานในประเทศอินเดียเอ่ยพระนามพระองค์ท่านตามภาษาสันสกฤตว่า &ldquo;อวโลกิเตศวร&rdquo; ครั้นพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีน จึงได้รับการแปลชื่อพระองค์ท่านตามศัพท์เป็นภาษาจีนว่า &ldquo;กวนซืออิม&rdquo; ซึ่งพระธรรมาจารย์กุมารชีพได้แปลความหมายว่า &ldquo;ผู้เพ่งเสียงแห่งโลก&rdquo; ต่อมาเนื่องจากคำว่า &ldquo;ซือ&rdquo; ไปตรงกับพระนามของจักรพรรดิถังไท่จง คือ หลี่ซือหมิง ดังนั้นจึงมีพระราชโองการให้ตัดคำว่า &ldquo;ซือ&rdquo; ออกเหลือแต่คำว่า &ldquo;กวนอิม&rdquo; นอกจากพระนามกวนอิมนี้แล้ว ก็ยังมีบางคนเอ่ยพระนามพระองค์ท่านว่า &ldquo;กวนจื๋อไจ๋&rdquo; ซึ่งสมณะเฮียนจั่งหรือที่ชาวไทยรู้จักกันดีในนามพระถังชำจั๋ง ได้เป็นผู้แปลใหม่มีความหมายว่า &ldquo;ผู้เพ่งโดยอิสระ&rdquo; แต่คนทั่วไปยังนิยมออกพระนามว่า &ldquo;พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์&rdquo; พระแม่มหาเมตตา มาจนทุกวันนี้ ด้วยพระนามที่ขึ้นต้นด้วย &ldquo;พระแม่&rdquo; นี้ ทำให้บางคนคิดว่าพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ ทรางเป็นเพศสตรีอันอ่อนแอ ต่ำต้อยกว่าบุรุษ ซึ่งสำหรับปุถุชนทั่วไปแล้วย่อมเป็นเล่นนั้น แต่สำหรับพระองค์ท่านย่อมอยู่เหนือกฏเกณฑ์ เพราะคำว่า &ldquo;เพศ&rdquo; นี้ มีอยู่เฉพาะในมวลสัตว์ และใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่สำเร็จเท่านั้น พระอริยเจ้าทุกพระองค์หรือผู้ที่สำเร็จแล้วย่อมอยู่เหนือคำว่าเพศ พระองค์ท่านทรงโปรดสรรพสัตว์ด้วยรูปปางต่าง ๆ ตั้งแต่ปางพุทธะลงมาจนถึงปางเทพ ยักษ์ มนุษย์ และอมนุษย์ โดยไม่จำกัดทั้งเพศและวัย รูปปางที่ปรากฏตามเพศวัยต่าง ๆ ในการโปรดสัตว์ของพระองค์ท่านนี้ เป็นภาวะที่เกินปัญญาของคนธรรมดาจะรู้ได้ พระองค์ท่านก็ทรงเป็นพระองค์ท่าน ปรากฏการณ์ก็คือปรากฏการณ์ การจะจำกัดพระองค์ท่านในรูปปางนั้น เพศนั้น วัยนั้น ตามปรากฏการณ์เสียทีเดียวย่อมไม่น่าจะถูกต้อง เพราะด้วยจิตศรัทธาที่แน่วแน่มั่นคง การบูชาย่อมเป็นประโยชน์ และเข้าถึงพระองค์ท่านได้โดยไม่จำกัดว่าเป็นรูปปางใด</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/422781_276856095759352_1258524410_n.jpg" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p> <span style="color: #ffccff"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span><span style="color: #afeeee"><span style="font-size: 18px">ส่วน คำว่ากรรมหรือกฎแห่งกรรมนั้น เป็นสิ่งคู่ไปกับการเกิดดับในสรรพสัตว์ เหมือนเงาตามตัวโดยไม่มีการยกเว้น แต่สำหรับพระองค์ท่านมูลเหตุแห่งกรรม ได้ระงับไปด้วยจิตแห่งสุญญตา อันเป็นภาวะที่เหนือทั้งเกิดดับ และกรรมทั้งปวง เมื่อกรรมไม่มี กฎแห่งกรรมก็ไม่เกิด พระองค์ท่านจึงทรงเหนือซึ่งความหมายของคำว่าเพศ กรรม และกฎแห่งกรรม ด้วยอำนาจแห่งธรรมชาติของสุญญตา ผู้ที่บูชาพระองค์ท่านด้วยความเพียร หากมีความปรารถนาที่จะได้คู่ครอง ปรารถนาที่จะได้บุตรธิดา ปรารถนาที่จะมีทรัพย์สมบัติปรารถนาที่จะมีสุขภาพแข็งแรง ปรารถนาที่จะได้ฌานสมาบัติปรารถนาที่จะได้มรรคผลนิพพาน ความปรารถนาทั้งหมดนี้ก็จะสามารถสมหวังได้ ด้วยอำนาจแห่งพระบารมีของพระองค์คำว่า &ldquo;แม่&rdquo; นอกจากจะมีความหมายสำคัญอยู่ที่การเป็นผู้ให้กำเนิดแล้ว ยังเป็นคำที่ดีที่สุด มีความหมายที่สุด สำคัญที่สุด ประเสริฐที่สุด มีคุณค่าที่สุด ลึกซึ้งที่สุด อบอุ่นที่สุด เมตตาที่สุด ให้อภัยที่สุด น่ายกย่องที่สุด และน่าเคารพรักบูชาที่สุด ไม่มีคำใดในโลกนี้จะมีค่าเหมือน ไม่มีคำในโลกนี้จะอบอุ่นเกิน ไม่มีความรักใดในโลกนี้จะบริสุทธิ์เท่า ไม่มีความรักใดในโลกนี้ที่จะยิ่งใหญ่เกิน เป็นความรักที่เต็มใจเสียสละและพร้อมจะให้ได้ทุกอย่าง เป็นความรักที่เปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างสุดซึ้ง ไม่มีสิ่งใดที่จะให้ไม่ได้สำหรับความรักของคำว่า &ldquo;แม่&rdquo; จากความสำคัญทั้งหมดดังกล่าวนี้ คำว่า &ldquo;แม่&rdquo; จึงได้ปรากฏรวมอยู่ในพระนามของพระองค์ท่านด้วย อันเป็นการแสดงถึงความยกย่องที่สุด นอบน้อมที่สุด เคารพบูชาที่สุด<br /> การบูชาพระองค์ท่านจะทำให้มีความรู้สึกเหมือนอยู่กับแม่ อยู่ใกล้แม่ ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดจะรู้และเข้าใจถึงเสียงของสรรพสัตว์สรรพสิ่งได้ดีเท่า พระองค์ และไม่มีผู้ใดในโลกจะเมตตาเกินพระองค์ จงไว้วางใจในความรักความเมตตาของพระองค์ท่าน และมอบถวายความรักความบูชาไว้กับพระองค์ผู้ที่อยู่ใต้ความรักความเมตตาของ พระองค์ เคราะห์กรรมภัยพิบัติจะดับสูญ ทุกสิ่งจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุขสมปรารถนาด้วยพระบารมี</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/404101_276856105759351_420252208_n.jpg" /></p> <p> <span style="color: #66cc99"><span style="font-size: 18px"><strong>อีกตำรา<br /> &nbsp;พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์(เจ้าแม่กวนอิม)</strong></span></span></p> <p> <span style="color: #66cc99"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ หรือที่ชาวจีนเรียกว่า &ldquo;กวนซีอิมผู่สัก&rdquo; (พระโพธิสัตว์กวนอิม) เป็นพระมหาโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่มีพระเมตตากรุณามากซึ่งมีความสำคัญ ในการโปรดสัตว์โลกเป็นอย่างยิ่งในพระไตรปิฎกนิกายจีนมหายาน ได้จารึกถึงบทบาทสำคัญของพระองค์ ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ว่าจะขอโปรดสัตว์โลกในไตรภูมิเพื่อให้ สัตว์โลก ได้รับพระเมตตากรุณามากที่สุด &ldquo;ในเมื่อสัตว์โลกยังโปรดไม่หมด พระองค์ก็ยังไม่มีพระทัย ที่จะเสด็จเข้าสู่พุทธภูมิเสด็จนิพพานเป็นพระพุทธเจ้า&rdquo; พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์&nbsp; ปรากฏพระนามตั้งแต่ยุคแรกของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีน พระอาจารย์กุมารชีพแปลพระนามเป็นภาษาจีนว่า กวนซีอิม ตามศัพท์คำว่า อวโลกิเตศวร ในความหมายของ &ldquo;พระผู้เพ่งเสียงแห่งโลก&rdquo; ( กวน=อว ซี=โลกิต อิม=ศวร ) ต่อมา เนื่องจากคำว่า ซี ไปตรงกับพระนามของพระจักรพรรดิถังไท่จง คือหลีซีหมิง จึงตัดคำว่า ซี ออกเหลือเพียงแต่ กวนอิม</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center"> <span style="color: #66cc99"><span style="font-size: 18px">&nbsp;<img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/229838_276856532425975_6851493_n.jpg" /></span></span></p> <p> <span style="color: #66cc99"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp; ในพระสูตร สัทธรรมปุณฑรีกสูตร อวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์สมันตมุขปริวรรต ของฝ่ายมหายาน กล่าวว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถึงเหตุแห่งพระนามอวโลกิเตศวรว่า เพราะพระอวโลกิเตศวรมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกเป็นอันมาก สามารถเนรมิตนิรมาณกายไปโปรดสัตว์ยังโลกอื่นๆ อีก เช่น นิรมาณกายเป็นนาคไปโปรดนาคที่โลกนาค นิรมาณกายเป็นเทพไปโปรดเทพยังสวรรค์ เป็นต้น พระโพธิสัตว์สามารถประทานอภัย คือการช่วยให้พ้นทุกข์ภัย อันได้แก่ อัคคีภัย อุทกภัย และ โจรภัย เป็นต้น</span></span><br /> <span style="color: #ffccff"><span style="font-size: 18px">&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: #ffccff"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัคคีภัย&nbsp; ณ ที่นี้ หมายถึง 1. โลภะ อัคนี&nbsp; 2. โทสะ อัคนี 3. โมหะ อัคนีไฟชนิดนี้อันมีนามว่า &ldquo;อัคนีแห่งกิเลศราคะ&rdquo; แม้จะเอาน้ำในมหาสมุทรดับก็ไม่ได้ผล อัคคีชนิดนี้ ลุกลามแผ่ไพศาลครอบงำมนุษย์ถึงขนาดเจ้าโลภะ โทสะ โมหะ ก็เข้าบงการจิตใจ<br /> &nbsp;&nbsp; อุทกภัย&nbsp; หมายถึง ทะเลทุกข์ ซึ่งเรียกกันในพระพุทธศาสนา สัตว์อุปมาดังผู้อาศัยอยู่ในเรือน้อยลอยลำร่อนเร่พเนจรอยู่ในกลางทะเลอันเป็นวัฏฏสงสาร เวียนเกิดเวียนตาย อยู่ในโลกคือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย<br /> &nbsp;&nbsp; โจรภัย&nbsp; คำว่า &ldquo;โจร&rdquo; หมายถึง โจรแห่งอารมณ์ฟุ้งซ่านหาใช่โจรธรรมดาไม่ โจรชนิดนี้ไม่มีตัวตน ปล้นอย่างเงียบ ๆ และใจเย็น ผู้ถูกปล้น มีสติเพลิดเพลินหลงใหลทรัพย์สินเงินทองสมบัติหมดเปลือง ถูกขนของออกจากบ้านไปโดยการปล้นทีละเล็กทีละน้อยจนหมดเนื้อหมดตัว<br /> &nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: #ffccff"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp;&nbsp; การขอให้พ้นภัยก็ไม่ลำบาก เพียงแต่ตั้งใจภาวนาคำว่า &#39;นำมอ กวนซีอิมผ่อสัก&#39; ความทุกข์ก็พลันสลาย</span></span></p> <p> <span style="color: #ffccff"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp; ส่วนใน อวโลกิเตศวรสมาธิสูตร กล่าวว่าทรงเป็นพระสัทธรรมประภาสตถาคตผู้ทรงตรัสรู้แล้วในอดีต แต่ทรงสงสารเหล่าสัตว์จึงทรงดำรงอยู่ในโพธิสัตว์กายเพื่อโปรดสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงเนรมิตพระรูปกาย ๓๓ กาย แสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งหลาย ได้แก่รูปของพระพุทธเจ้า พระสาวก พระพรหม พระอินทร์ พระเจ้าจักรพรรดิ เศรษฐี กุมาร กุมารี เทพ ครุฑ นาค ยักษ์ ฯลฯ<br /> พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์เป็นพระโพธิสัตว์ที่ชาวจีนนับถือเป็นอันมาก นับแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.๑๑๖๑ - ๑๔๕๐) ชาวจีนนับถือกันว่าเกาะผู่ถอซาน นอกชายฝั่งเมืองหนิงปอ มณฑลเจ้อเจียง คือเกาะโปตลกะอันเป็นที่ประทับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ( ภาษาจีนว่า โผวท้อเลาะแค) เกาะแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ บนเกาะมีวัดวาอารามที่สร้างบูชารูปท่าน และวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาท่านโดยเฉพาะก็มีอยู่มากมายรูปเพศหญิงของพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นเป็นความนิยมหลังสมัยราชวงศ์ซ่ง (ซ้อง) (พ.ศ.๑๕๐๓ - ๑๘๒๒) เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.๑๘๒๓ - ๑๙๑๑) ตำนานเรื่องประวัติพระกวนอิมแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านมาก นับถือกันว่าพระอวโลกิเตศวรนั้น แต่เดิมคือ พระธิดาเมี่ยวซั่น แห่งกษัตริย์เมี่ยวจวงอ้วง ตามเรื่องในนิทาน ทำให้รูปปฏิมาภายหลังจึงนิยมสร้างเป็นรูปสตรีเพศ โดยอุปมาว่าทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ประดุจมารดามีต่อบุตร พระกวนอิม หรือพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ จึงเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย พระองค์เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง พระองค์ท่านทรงเป็นผู้มีเมตตากรุณาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยของสัตว์โลกทั่วไตรภูมิและทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นนิจสิน</span></span></p> <p> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/561908_276856162426012_1135561677_n.jpg" /></p> <p> <br /> <strong><span style="color: #ff6699"><span style="font-size: 18px">พระคาถาบูชา บทสรรเสริญพระคุณพระโพธิสัตว์กวนอิม<br /> &ldquo;นำโม กวนสี่อิม ผ่อสัก&rdquo;</span></span></strong></p> <p> <span style="color: #ff6699"><span style="font-size: 18px">นำโม ไต่ชื้อ ไต่ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เหล่งก้ำ กวงสี่อิมผ่อสัก ( กราบ )<br /> นำโม ไต่ชื้อ ไต่ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เหล่งก้ำ กวงสี่อิมผ่อสัก ( กราบ )<br /> นำโม ไต่ชื้อ ไต่ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เหล่งก้ำ กวงสี่อิมผ่อสัก ( กราบ )<br /> นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิ้วโค่ว กิวหลั่งกวงสี่อิมผ่อสัก<br /> ถั่งจี้ตอ โอม เกียล้อฮวดตอ เกียล้อฮวดตอ เกียคอฮวดตอ หล่อเกียฮวดตอ<br /> หล่อเกียฮวดตอ ซาผ่อออ เทียงหล่อซิ้ง ตี่หล่อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งหลี่ซิง<br /> เจ็กเฉียก ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊ง นำมอ หม่อ ออ ปวกเยี้ย ปอหล่อบิ๊ก ( กราบ )</span></span></p> <p> <strong><span style="color: #ff6699"><span style="font-size: 18px">พระคาถาจีนแปลเป็นไทยโดยใจความ</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 14px"><span style="color: #ff6699"><span style="font-size: 18px">ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบนมัสการแทบเบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์พระพุทธบิดรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวก<br /> ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการ ต่อเจ้าแม่กวนอิมบรมโพธิสัตว์พุทธเจ้า พระผู้ทรงมีน้ำพระทัยเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากลำบากอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีการถือชั้นวรรณะ น้ำพระทัยของพระองค์บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ประดุจดังกระแสแห่งทิพย์<br /> ข้าพเจ้าขอถวายอภิวาทต่อพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และพระอรหันต์ สาวกสาวิกาทั้งหลาย เทพเจ้าบนสวรรค์ เทพเจ้าผู้รักษาแผ่นดิน ขอให้ข้าพเจ้า พ้นจากเคราะห์กรรมทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าได้ปัญญา ให้ข้าพเจ้าได้โลกกุตตระ ได้เข้าถึงฝั่งแดนพระอริยะด้วยเทอญ</span></span></span><br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center"> <img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/557182_276856149092680_1271581573_n.jpg" /></p> <p> <br /> <br /> <br /> <br /> <br /> <span style="font-size: 14px"><span style="color: #ffccff">ขอขอบคุณ ขออนุโมทนาทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความนี้<br /> ภาพประกอบจากเน็ต,เวป postjung,เวป kuanimthai<br /> รวบรวมเรียบเรียงข้อมูลโดย ลูกสาวพ่อ มหาเทพประทานพร</span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 พุทธทำนาย-2 http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26436.html <p> <span style="color:#ee82ee;"><span style="font-size: 18px;"><span style="font-size: 20px;"><strong>พุทธทำนาย:</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span></span></p> <p> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;">จากเอกสารแจกฟรีของ สุริยัน โรหิตเสถียร พ.ศ. 2538 และของ รศ.ดร.พิชัย โตวิวิชญ์ ภาควิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2540 &nbsp;สรุปได้ว่า คณะธรรมทูตไทยผู้ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและต้นศรีมหาโพธิ์ที่ประเทศ อินเดียได้คัดลอกพุทธทำนายมาจากศิลาในสวนมฤคทายวันเมื่อ พ.ศ. 2484 ซึ่งบ่งถึงพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จปรินิพพานทรงเป็นห่วงผู้คนในกึ่งพุทธกาล จึงตรัสกับพระอานนท์ ดูกรอานนท์ ยักษ์หิน (คนเลวคนชั่ว) ถูกสาปกลับตื่นขึ้นมาอาละวาดยิ่งนัก เริ่มแต่ศาสนาตถาคตล่วงได้ 2485 ปี หรือประมาณ พ.ศ. 2533 ในปัจจุบัน (พ.ศ.ไทยเร็วกว่าความเป็นจริงประมาณ 48 ปี) ไฟจะลุกลามไหม้วัดวาอาราม (ศาสนาอื่นเข้ามาเผยแพร่แทน พระสงฆ์ไม่อยู่ในวินัย) คนบ้านจะเข้าป่า (คนเมืองจะรุกป่า จับจองหาประโยชน์) สัตว์ป่าจะเข้ากรุง (สัตว์ป่าบุกรุกหาของกินในถิ่นผู้คนอาศัย) &nbsp;เมืองหลวงจะร้อนเป็นไฟ มหาสมุทรจะชอกช้ำ (สภาวะสิ่งแวดล้อมเสียหายเพราะฝีมือมนุษย์) สงครามต่างๆเช่นการแบ่งแยก ยาเสพติดจะทั่วทิศ ทหารจะเป็นเจ้า ข้าวจะขาดแคลน ทั่วแคว้นจะอดอยาก (ผู้คนยากจนขึ้น) พลูหมากจะหมดเปลือง (ติดสินบนผู้มีอำนาจ) ปราชญ์เปรื่องจะสูญสิ้น (ผู้มีปัญญาความรู้จะถูกกด) &nbsp;ราชตระกูลอำมาตย์ ราษฎรทุกคนจะพากันถืออำนาจไม่เป็นธรรม ไม่เคารพหลักธรรม เชื่อถือถ้อยคำของคนโกง คนกล่าวเท็จ คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือ ผู้ดีมีศีลประพฤติชอบไม่มีเสียง (อธรรมจะถือโอกาสถืออำนาจ แต่ฝ่ายธรรมไม่มีโอกาสเผยแผ่สิ่งดีงาม) จะเกิดจลาจลวุ่นวาย เด็กไม่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ทำตามความคิดของตน ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง &nbsp;(เมืองหลวงจะมีแต่สิ่งเลวทราม ความเสื่อมต่างๆจะเกิดขึ้นมากมาย อบายมุขและกามรมณ์จะเกิดเพิ่มมากขึ้น ศีลธรรมจะลดน้อยถอยลง)</span></span></p> <p> <span style="color:#ee82ee;"><strong><span style="font-size: 18px;">พระผู้มีพระภาคตรัสต่อถึงทางสองแพร่ง สรุปเพื่อความเข้าใจคือ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></strong></span></p> <p> <span style="color:#ee82ee;"><span style="font-size: 18px;">1. พระโพธิสัตว์สองพระองค์คือพระมหาเถรโพธิสัตว์และพระธรรมมิกราชหรือพระ จักรพรรดิหรือพระศรีอารย์ จะเกิดขึ้นก่อนและโดยประมาณ พ.ศ. 2555 คนจะรู้จักเริ่มวิถีชีวิตใหม่ จากที่เคยแข่งขัน ทำลายกัน กลับมาสู่ยุคพระศรีอารย์ที่สอนผู้คนให้ประพฤติปฏิบัติในศีลธรรมอันดี ช่วยเหลือกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ข่มเหง &nbsp;<br /> ไม่อิจฉาพยาบาท ไม่เบียดเบียนแข่งขัน ไม่ประทุษร้ายกัน บุคคลจะมีเมตตา กรุณา ชีวิตจะมีความสุขที่แท้จริง ผู้คนจะบำรุงพระธรรม ธรรมจะชนะอธรรม พระสงฆ์จะอยู่คู่บ้านเมืองต่อไป การงานของมนุษย์จะสำเร็จด้วยอริยศาสตร์ (ซึ่งตรงกับที่ศาสนาอื่นๆได้ระบุไว้) หรือถ้าผู้คนไม่สนใจในพระโพธิสัตว์แล้วจะเกิดข้อ 2 แทน</span></span></p> <p> <span style="color:#ee82ee;"><span style="font-size: 18px;">2. &nbsp;พ.ศ. 2556 มหันตภัยโลกจักเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า &#39;ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ ... แผ่นดินอธรรมจะถล่มเป็นทะเล&#39; แล้วมนุษยโลกจะเหลือเท่าไร อย่าพึ่งประมาทเพราะพระพุทธองค์ตรัสตรงกับมายันและนาซ่า</span></span></p> <center> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;"><img height="125" src="http://www.metteya.org/images/2012_fireball.jpg" width="275" />&nbsp; &nbsp;<img height="125" src="http://www.metteya.org/images/2012_land.jpg" width="300" /></span></span></center> <br /> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;">ที่อเมริกากลาง 1500 ปีก่อนพุทธศักราชเป็นยุคศรีวิไลของชาวมายัน ซึ่งมายันได้ทำนายวันสิ้นโลกว่าจะเกิดใน พ.ศ. 2555 นักวิทยาศาสตร์ของ NASA ได้บ่งว่าธันวาคม ปีเดียวกันนี้ จะเกิดการระเบิดของดวงอาทิตย์ที่รุนแรงสูงสุดมีผลร้ายต่อมนุษย์ (ภาพยนตร์ &#39;2012&#39; ฉาย พ.ย. 2552 ควรให้ความรู้ได้ชัดเจน) พ.ศ. 2560 &#39;เมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน โลกดิ่งสู่หายนะ เวลานี้พวกอธรรมไร้ศีลธรรมจะถูกทำลายหมดสิ้น ผู้ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมและยึดถือคำสอนของตถาคตจะพ้นภัย&#39;</span></span> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระมหาเถรโพธิสัตว์:</strong></span></span></p> <p> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;">ในส่วนนี้พระผู้มี พระภาคตรัสถึงพระมหาเถระโพธิสัตว์จะเกิดใน พ.ศ. 2502 (จากการวิเคราะห์ข้อมูลและเหตุผลความจริงของพระมหาเถรโพธิสัตว์ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พ่อหลวงที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย) ซึ่งในเวลานั้นพ่อหลวงทรงแสดงความเป็นพระโพธิสัตว์ขึ้นแล้ว สำหรับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้ทำนายและบันทึกไว้ คือรัชการที่ 9 เป็นถิ่นกาขาวอันหมายความถึงความบริสุทธิ์มีศีลธรรม กาขาวตรงข้ามกับกาดำ ซึ่งกาดำเปรียบเสมือนความมืดมิด ความเลว กิเลสต่างๆ และในรัชการที่ 10 จะเป็นศรีวิไล สำหรับความจริงจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอดูต่อไป<br /> พระมหาเถรโพธิสัตว์จะอุปถัมภ์พระธรรมมิกราช โดยพระโพธิสัตว์ทั้งสององค์นั้นจะจัดการบำรุงศาสนาของตถาคตเป็นเอกยิ่ง ในครั้งนี้เป็นศรีวิไล ซึ่งตรงกับคำทำนายของหลวงพ่อโต</span></span></p> <p> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;"><strong>พระธรรมมิกราช:</strong> พ.ศ. 2515 &ndash; 2534 พระธรรมิกราช (ผู้ชนะมารด้วยธรรม) จะเกิดขึ้น ซึ่งท่านอินทรา คนไทยในพุทธศาสนา มีถิ่นฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้อธิฐานบุญใน พ.ศ. 2534 และรู้อมตธรรมในเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 หลังค้นหามากว่า 40 ปี ได้ด้วยตนเอง จึงนับว่าพระธรรมมิกราช ได้เกิดขึ้นแล้ว และในปีนี้เองที่หลักฐาน บ่งถึงโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงผิดปกติมาถึงปัจจุบันดังที่คนทั่วโลกทราบดีว่าโลก ป่วย ซึ่งตรงตามที่พระพุทธเจ้าโคตมหรือโคดมตรัส ดูได้จากบทมหาปรินิพพาน</span></span></p> <p> <br /> <br /> <br /> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;"><strong>ศาสนาพุทธเป็นเอก:</strong> พระโพธิสัตว์สองพระองค์จะอยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชณิมประเทศ (หรือกล่าวว่าเป็นไปในภาคกลางของประเทศเขตชมพูทวีปทางตะวันออกที่มีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เมืองดังกล่าวคือกรุงเทพมหานครของประเทศไทย) ประมาณ พ.ศ. 2561 &ndash; พ.ศ. 2562 (อีก 8-9 ปีจากปัจจุบัน) ผู้มีบุญทั้งสองพระองค์นั้นจะเสด็จเข้าบำรุงพระพุทธศาสนาให้เที่ยงแท้เป็น เอกหรือเป็นที่ 1 ได้สำเร็จ (ปัจจุบันพุทธศาสนาอยู่ในอันดับที่ 5 คริสต์ศาสนาอยู่อันดับ 1) สมณชีพาหมณ์จะเสด็จมา 84,000 รูป (เป็นการอุปมาหรือเปรียบเทียบว่ามีมากมาย)<br /> ตถาคตสงสารสัตว์ เวลาพลโลกยังเหลือน้อยเต็มที คำทำนายของตถาคตนี้ ยังให้สัตว์ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่เล่าให้ผู้ใดรู้กันต่อๆ ไป นับว่าเป็นกรรมแห่งสัตว์ ต่างสิ้นสุดกันตามกาลเวลา (พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนนั้นเห็นแก่ตัวเพียงไร ทั้งมีความประมาทมีบาปเป็นของตน ขาดบุญกุศล จึงไม่บอกเล่าสิ่งดีงามกันต่อๆไป นับว่าเป็นกรรมของสัตว์เหล่านั้นเอง)</span></span></p> <p> <span style="color:#66cccc;"><span style="font-size: 18px;"><strong>เผชิญมหันตภัย:</strong>&nbsp; ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันผิดปกติ เกิดภัยพิบัติและวิกฤติเลวร้ายต่างๆขึ้นในปัจจุบัน ขณะนี้สหประชาชาติบ่งถึงเศรษฐกิจโลกหดตัวอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์และสัตว์ไปทั่วนั้น ควรมีสองสาเหตุใหญ่ที่เราควรพิจารณา คือ<br /> 1. นักวิทยาศาสตร์บ่งว่ามนุษย์บ่อนทำลายโลกมาช้านาน และถึงเวลาแล้วที่โลกตอบสนองมนุษย์ด้วยภัยพิบัติสารพัดทิศและโรคภัย หรือเนื่องจาก<br /> 2. นักศาสนาศาสตร์บ่งตามตำนานและคำทำนายว่ามนุษย์ทำเลวมากกว่าทำดี บ่อนทำลายธรรมชาติมุ่งแต่หาผลประโยชน์ให้ตน จึงทำให้สวรรค์ลงโทษมนุษย์ด้วยภัยพิบัติ โรคภัยและวิกฤติเลวร้ายต่างๆ<br /> สาเหตุที่ 1 หรือที่ 2 ที่ทำให้โลกเกิดวิปริตนั้น จากการพิจารณาว่าถ้าเป็นเรื่องของธรรมชาติโดยตรงก็ไม่ควรมีตำนาน เช่น ของพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ที่มีคำทำนายนับพันๆปีชี้บ่งไว้ก่อนถึงการที่เทพผู้อยู่เบื้องบนได้ลงโทษ มนุษย์เข้ามา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> <br /> เกี่ยวข้องกับการเกิดภัยพิบัติสารพัดทิศ เกิดโรคร้าย เกิดวิกฤติต่างๆขึ้นในปัจจุบัน จากหลักฐานรูปธรรมเหล่านี้คือคำสอนที่เขียนไว้สามารถเห็นได้จับต้องได้ และสามารถนำมาประกอบการพิจารณาในขณะนี้ด้วยเหตุผลว่า ตำนานและคำทำนายที่บ่งบอกไว้นั้นมีความถูกต้องเที่ยงตรง ดังนั้นการที่โลกวิปริตทำให้มนุษยโลกได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว ก็ควรเป็นเรื่องที่สวรรค์ลงโทษมนุษย์ ซึ่งพุทธพยากรณ์และคำทำนายจากตำนานที่แจกจ่าย เช่นในไทยและจากใบลานสี ประเทศลาวที่กล่าวสรุปว่า เหล่าเทพเทวดาผู้คุ้มครองรักษาเหล่ามนุษย์ได้กราบทูลพระอินทร์ (ท้าวสักกะ) ว่า มนุษยโลกในกาละเวลานี้ได้ทำบุญเพียง 3 ส่วน แต่ทำความชั่วถึง 10 ส่วน เมื่อเป็น</span></span><span style="color:#ee82ee;"><span style="font-size: 18px;">เช่นนี้พระอินทร์จึงลงโทษมนุษย์ไว้ 9 ข้อคือ<br /> 1. จะให้เกิดพายุรุนแรงแผ่นดินก็ไหวรุนแรง&nbsp;<br /> 2. จะให้เกิดสารพิษต่างๆ (เช่นอากาศในน้ำในอาหารเป็นพิษ)<br /> 3. จะเกิดไฟไหม้<br /> 4. จะเกิดโรคร้ายต่างๆ<br /> 5. จะเกิดน้ำท่วม</span><br /> <span style="font-size:18px;">6. จะเกิดอดข้าว ปลาอาหาร (วิกฤติเศรษฐกิจ)<br /> 7. จะเกิดฟ้าผ่ารุนแรง (นาซ่า และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคาดว่าอาจมีโอกาสเกิดขึ้นรุนแรงในปี ค.ศ. 2012)&nbsp;<br /> 8. จะเกิดอาฆาตฆ่าฟันกันเอง (เช่นการแตกแยกของคนไทย)<br /> 9. จะเกิดร้อนมากหนาวมาก (ภูมิอากาศผิดปกติ)<br /> เหตุการณ์นี้จะ เกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาลหรือในปัจจุบันนี้ และจะหยุด เปลี่ยนจากร้ายเป็นดีได้ก็เมื่อพระศรีอารย์ปรากฏพระองค์ต่อผู้คนทั้งหลาย<br /> ผู้ที่ติดตามข่าวจะทราบว่าจาก พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ได้เกิดภัยพิบัติใหญ่สร้างความเสียหายมากมายให้กับมนุษยชาติ มีทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ เป็นต้น เกิดขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด ประเทศสหรัฐอเมริกาผจญกับภัยพิบัติมากมายจนไม่มีเงินที่จะช่วยเหลือผู้ประสบ ภัย โรคภัยร้ายแรงเช่นโรคเอดส์และหวัดสายพันธ์ใหม่เกิดขึ้นอีก สร้างความสูญเสียทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจที่มีอยู่ ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น เราคงไม่เข้าใจเรื่องนี้ดี จนกว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับตนหรือครอบครัวของตน และต่อไปจะร้ายกว่าที่มนุษยโลกคิดถึง</span></span><br /> <br /> <br /> <span style="font-size:18px;"><span style="color:#66ff99;"><strong><span style="font-size:20px;">การวิเคราะห์:</span></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระผู้มีพระภาคและนอสตราดามุส บ่งว่ามนุษย์จะอยู่บนโลกได้ก็อีก 2000-3000 ปี (หรือประมาณ 2500 ปี หรืออีก กึ่งพุทธกาล) จากปัจจุบัน และโลกจะูถูกดึงเข้าไปรวมกับพระอาทิตย์ในอีก 2000-3000 ปีต่อมา (ซึ่งในช่วง 2000-3000 หลังนี้) สิ่งมีชีวิตก็อยู่กันไม่ได้แล้ว) และทั้งสองได้บ่งว่าพระธรรมมิกราชหรือพระศรีอารย์จะปรากฏในเวลาปัจจุบัน ฉะนั้นเรื่องการปรากฏของพระศรีอารย์ในเวลานี้ จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก และเรื่องราวยังตรงกับหลักฐานของศาสนาอื่นๆ เกี่ยวกับการมาของผู้ที่พวกเขารอคอยในปัจจุบันเช่นกัน โดยแต่ละศาสนาก็มีชื่อเรียกพระธรรมมิกราชต่างๆกันไปตามภาษาของเขา ซึ่งพระศรีอารย์ก็คือพระจักรพรรดิ์ของโลกที่ทุกศาสนายอมรับ ฉะนั้นนี่ก็คือพระจักรพรรดิของโลก<br /> <br /> แต่พระสงฆ์ บางรูปสอนผู้คนโดยไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า พระศรีอารย์จักบังเกิดขึ้นมาช่วยมนุษย์ใน พ.ศ. 5000 (อจ. มหาวิรัช ป.๙ ได้กรุณาสรุปว่า เรื่องพระศรีอารย์จะมาปรากฏเมื่อ 5,000 ปี หลังจากที่พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานนั้น ไม่มีปรากฏอยู่ในหลักฐานทางพระพุทธศาสนาใดๆ นอกจากว่าพระพุทธศาสนาจะจรรโลงไปจนถึง พ.ศ. 5,000 ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่ในสังคายนาครั้งที่ 1 โดยกระทำขึ้นหลังจากพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว 3 เดือน พระมหากัสสปเถระประธานและผู้สอบถาม พระอุบาลี พระอานนท์ และพระอรหันต์ 500 รูป) ดังนั้นพุทธทำนายเรื่องพระพุทธศาสนาจะยืนยงไปถึง พ.ศ. 5,000 จึงตรงกับเรื่องในการสังคายนาครั้งที่ 1 สำหรับเรื่องพระศรีอารย์จะมาปรากฏเมื่อ พ.ศ. 5,000 นั้นอาจเป็นไปได้ที่เกจิอาจารย์ท่านใดอาจได้รจนาขึ้นมาภายหลังอย่างเช่น เรื่องของพระมาลัยเป็นต้น คำถามมีอยู่ว่าพระศรีอารย์เป็นพระจักรพรรดิผู้ที่ทุกศาสนายอมรับว่าเป็นผู้นำสันติสุข ไม่ใช่พระศาสดา ฉะนั้นพระศรีอารย์จึงไม่จำเป็นต้องสอนพระศาสนาใหม่ ่ ดังนั้นพระพุทธทำนายจึงเป็นเรื่องมีเหตุผลและมีที่มาที่ไป และอีกประการหนึ่ง ในสมัย พ.ศ. 5000&nbsp; จะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกแล้วพระศรีอารย์จะมาทำไม เพื่ออะไร สำหรับที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกว่าพระเมตไตรยจะปรากฏขึ้นเมื่อผู้คนมีอายุได้ 80000 ปีนั้น เป็นเรื่องมีพิรุธมาก คือบุตรจะต้องมีอายุเป็นสองเท่าของผู้ให้กำเนิดซึ่งผิดจากกฎธรรมชาติ</span><br /> <br /> <br /> <span style="color:#add8e6;">คำถาม:&nbsp; พุทธทำนายและพระศรีอารย์มีที่มาที่ไปเป็นเหตุผลคือ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมเหตุการณ์บ่งในพุทธทำนายถึงตรงกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีหลักฐานรูปธรรมประกอบได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้สลักอักษรบนศิลาต้องทราบข้อมูลของผู้มีญาณล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคต แล้วผู้มีญาณนั้นควรเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมเหตุการณ์ในปัจจุบันถึงตรงกับข้อมูลในมหาปรินิพพานว่าด้วยการตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์(พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5) ที่บ่งบอกถึงแผ่นดินไหวใหญ่ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติติดต่อกัน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทุกศาสนามีหลักการสอนผู้คนต่างกัน แต่ทำไมพุทธทำนายถึงบ่งบอกเหตุการณ์ตรงกันหรือสนับสนุนกันกับคำทำนายของศาสนาอื่นๆ และยังตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุสอีกด้วย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; อสิตะดาบสทำนายสิทธัตถะกุมารว่าถ้าครองราชย์จักเป็นจักรพรรดิครอง 4 คาบมหาสมุทร แต่ถ้าออกผนวชจะเป็นศาสดาเอกของโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนั้นจักรพรรดิควรมีจริง สังเกตว่าทำไมท่านอินทราผู้รู้อมตธรรมที่ไม่มีผู้ใดทราบมาก่อนถึงเสียสละทรัพย์และความสุขตนไม่ใช่เพื่อเป็นจักรพรรดิ แต่เพื่อหาทางให้คนทั่วไปพิสูจน์ความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์มาโดยตลอดกว่า 17 ปีและกล้าแสดงว่าเพื่อจะหยุดภัยพิบัติ โรคภัย วิกฤติต่างๆ และสร้างความสุขที่แท้จริงให้มนุษยโลกถ้าพิสูจน์ความจริงของท่าน แต่ถ้ามนุษย์ไม่สนใจสิ่งดีงามนี้ สิ่งเลวร้ายจักเกิดขึ้นแทนไม่หยุดซึ่งก็เป็นจริง เสียดายที่ไม่มีผู้สนใจ ไม่พิสูจน์ความจริง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมเหตุการณ์ตามตำนานอายุนับพันๆปีของศาสนาต่างๆ ถึงสนับสนุนกันในเรื่องพระศรีอารย์จะปรากฏในปัจจุบัน และเหตุการณ์ตามตำนานนั้นๆ ได้เกิดขึ้นจริงในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น วัวขาวของชาวอเมริกันอินเดียน (เกิด พ.ศ. 2537วัวแดงของชาวยิว (เกิด พ.ศ. 2539) ดาวพระเคราะห์เข้าแถว (เกิดพ.ศ. 2543)&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระจันทร์สีแดง (เกิด พ.ศ.2543) เป็นต้น (ดูภาพเหตุการณ์ได้ที่ The Last Day: Event(s) ใน www.selfwisdom.net) เรื่องที่กล่าวมาไม่รวมถึงภัยพิบัติ แผ่นดินไหวใหญ่ และสิ่งอื่นๆอีกที่มีอยู่ในคำทำนายด้วย ทำไมเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากยิ่งเหล่านี้ถึงได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน สวรรค์กำหนดเรื่องเช่นนี้หรือไม่<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; บางท่านคิดว่าวิบัติของเศรษฐกิจและสังคมเคยเกิดขึ้นแล้ว แต่โปรดสังเกตว่าเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไม่เคยเกิดขึ้นคล้องจองกับภัยพิบัติสารพัดทิศ โรคภัยและเป็นไปทั่วโลกเช่นในขณะนี้มาก่อน มีใครบ้างคิดได้ว่ามหาภัยมาอยู่ใกล้ตัวแล้ว<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; คนเราจะอยู่ด้วยความเชื่อ&nbsp; มีความยึดมั่นถือมั่นโดยไม่รู้อะไรจริงอะไรเท็จ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกได้ ฉะนั้นควรหรือไม่ที่จะร่วมมือร่วมใจ สนับสนุนให้พิสูจน์ความจริงของพุทธทำนายขึ้น ซึ่งมิได้เสียหายอะไร แต่จะทำให้ผู้คนมีโอกาสเห็นสิ่งที่พิสูจน์เป็นจริงได้และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าพุทธทำนายและคำทำนายของศาสนาที่สำคัญๆของโลกเป็นจริง ก็จะเป็นประโยชน์แก่คนทั้งโลกนี้และโลกหน้า (ถ้าเราเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ)</span><br /> <br /> <br /> <span style="color:#ffd700;"><strong><span style="font-size:20px;">การหาความจริง:</span></strong><br /> <br /> มีผู้อ้างตนเป็นพระศรีอารย์มากมายทั่วโลกในปัจจุบัน ใครคือพระศรีอารย์พระองค์จริง เราสามารถพิสูจน์ความจริงได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ดังนี้</span><br /> <br /> <span style="color:#66ff99;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="color:#ffd700;">ใช้สื่อทีวีประสานการพิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ผิดเพี้ยน เห็นภาพและได้ยินเสียง เพื่อความเป็นธรรมในการพิสูจน์ความจริงแก่ทุกฝ่ายและประชาชน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิญผู้ที่คิดว่าตนเป็นพระศรีอารย์ส่งหลักฐานให้ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งพระและฆาราวาส ตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อส่งผู้ที่สมควรนำมาพิสูจน์แสดงหลักฐานความจริงต่อหน้าผู้คนในทุกชาติ ศาสนาทางทีวีเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาใดๆ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระศรีอารย์จริงจะไม่ใช้ความเชื่อ ไม่มีอิทธิฤิทธิ์ แต่จะใช้ &ldquo;กาลามสูตร&rdquo; ของพระพุทธเจ้าโคตม คือใช้ความจริงที่มีหลักฐานรูปธรรม ตามตำนานของศาสนาต่างๆและคำทำนายโลกที่เป็นที่ยอมรับคือ ผู้รู้อนาคตกาล เช่น พระพุทธเจ้าโคตมหรือโคดม พระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช&nbsp; สมเด็จพระพุฒาจารย์พรหมรังสี (หลวงพ่อโต) มาลาคิ พอล อิแซ ไม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ค่า และนอสตระดามัส เป็นต้น ได้กล่าวถึงผู้นำสันติสุขหรือพระศรีอาริย์พระองค์จริงจะสามารถพิสูจน์คำทำนายให้เป็นรูปธรรมได้ ยกเป็นตัวอย่าง เช่น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1 มีชื่อ นามสกุล และมีคุณสมบัติบ่งบอกชัดเจนพอประมาณ 3.2 เกิดที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.3 เวลาเกิดในช่วงสงครามที่เอาชนะได้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์หรือระเบิดปรมาณู คือสงครามโลกครั้งที่สอง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.4 ที่อยู่ในปัจจุบันของพระศรีอารย์ เป็นบ้านอยู่บนยอดเขาหลายลูก ซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่ในเมืองเล็กที่ล้อมรอบอยู่ภายในเมืองใหญ่อีกที<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.5 เป็นผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆทั้งทางโลกและสวรรค์ แสดงให้เห็นเป็นจริงได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.6 เป็นผู้รู้ศาสนาต่างๆโดยถ่องแท้ แสดงให้ผู้คนทั่วไปเห็นจริงได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.7 เป็นผู้สามารถชี้และแสดงมารที่แท้จริงได้ และยังสามารถปราบมารได้ด้วยพระธรรม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.8 เป็นผู้รู้แจ้งด้วยตนเองและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้</span><br /> <br /> <span style="color:#66ff99;">ผู้ที่สามารถแสดงข้อเท็จจริงตามข้อที่กล่าวมาได้ย่อมมีบุคคลเดียว และท่านผู้นั้นควรใช่พระศรีอารย์ คำทำนายบ่งว่าการปรากฏตนของพระศรีอารย์เพื่อความสุขของคนทั่วโลกจักปรากฏขึ้นตลอดไป ภัยพิบัติและโรคภัยทั้งหลายจักสงบลง<br /> <br /> ภาคผนวก:&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br /> <br /> ผู้เปิดใจกว้างมีเหตุผล ไม่ยึดความคิดเฉพาะตนเป็นหลัก โปรดพิจารณา<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมต้องพิสูจน์ความจริง เพื่อให้พระศรีอารย์ปรากฏตน:&nbsp; เนื่องจากพระศรีอารย์ไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ การแสดงธรรมต้องเป็นไปตาม &ldquo;กาลามสูตร&rdquo; ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ศาลยุติธรรม โดยเป็นวิธีเดียวที่จะสร้างสันติสุขที่แท้จริงขึ้นได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระศรีอารย์เป็นพระพุทธเจ้า (ผู้รู้เองโดยชอบ) พระองค์ที่ 5 ตามที่พระพุทธเจ้าโคดมได้ตรัสไว้ และมีอะไรอีกที่ตรัสหรือที่ตำนานอื่นๆบ่งไว้:&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.1 พระศรีอารย์เป็นพระพุทธเจ้าแต่ไม่ใช่นักบวช ไม่มีสาวกจึงไม่เป็นพระศาสดา พระศรีอารย์ปรากฏขึ้นเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นเอกของโลก<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2 พระศรีอารย์ใช้คำตรัสสอนของพระพุทธเจ้าโคดมเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้คนทั้งหลาย ดังนั้นศาสนาของพระศรีอารย์จึงไม่มี ตำนานบ่งถึงพระศรีอารย์เปรียบเสมือนลูกแกะที่ผู้มีบาปเอาไปบูชายัญเพื่อไถ่บาปเขาเหล่านั้น พระศรีอารย์สละแล้วซึ่งครอบครัว ทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นผู้ติดดิน ไม่มีผู้คนสนใจเหมือนต้นไม้เหี่ยวแห้งบนแผ่นดินปราศจากน้ำแล้วใครเล่าที่จะช่วยได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้คนจะไม่สนใจพุทธทำนาย ทั้งนี้เพราะปกติมนุษย์จะมีเทพหรือมารดลใจให้ทำในสิ่งที่ดีหรือเลว มารจะส่งเสริมความชั่วความฉิบหายเพื่อรักษาให้มารอยู่รอดได้ ดังนั้นมารจึงดลใจผู้ขาดคุณธรรมให้ไม่สนใจพุทธทำนายและพระจักรพรรดิซึ่งเป็นสิ่งดีงามที่มารกลัวมากเพราะจะทำลายมารได้ พุทธทำนายเปรียบเสมือนเส้นผมบังภูเขา ที่มารดลใจให้คิดไปว่าพุทธทำนายเป็นเรื่องไร้สาระ นอกจากผู้มีกุศลเกิดผลบุญย่อมเห็นพุทธทำนายเป็นสิ่งดีมีค่ายิ่ง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถึงเวลาหรือยังที่เราจะรู้ทันมาร กำจัดมารออกไปจากจิตใจ อัญเชิญเทพเข้ามาปกป้องตน รักษาความดี เกิดความเมตตา กรุณาแทนความเห็นแก่ตน หาทางช่วยกันเผยแผ่หาข้อเท็จจริงเพื่อความอยู่รอดจากมาร และสร้างสิ่งดีงามเกิดคุณธรรมขึ้นแก่ตนและผู้คนในทุกชั้นวรรณะทั้งในเวลานี้และอนาคต</span><br /> <br /> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 20px;">สรุป:&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;</span><br /> <br /> ในปัจจุบัน ภัยพิบัติ โรคภัย ความโหดร้าย วิกฤติเศรษฐกิจและสังคม ได้เกิดขึ้นรุนแรงทั่วโลกตรงตามพุทธทำนายมาครึ่งทางแล้ว ส่วนที่เหลือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นั้นย่อมมีโอกาสเป็นจริง มนุษย์จะต้องเลือกทางเดินเอง ทางแรก ผู้คนจะต้องสนใจพุทธทำนายและผลักดันสื่อทีวีให้หาความจริงในเรื่องพระโพธิสัตว์ทั้งสองเพื่อจะนำพาให้มนุษยโลกอยู่ดีมีความสุขทั่วหน้า นอกจากไม่ยากจนแล้วคนเลวคนชั่วจะไม่มี เกิดยุคศรีวิไลขึ้น อีกทางหนึ่งถ้าผู้คนไม่สนใจความจริง สัตว์โลก ทรัพย์สินจะถูกทำลายล้าง โดยแผ่นดินจะแตกแยกจมหาย น้ำจะท่วมโลก คนทั่วโลกรู้จักวันนี้ว่า วันโลกามหาวินาศ สิ่งเช่นนี้เคยเกิดขึ้นก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้นการที่จะเกิดขึ้นอีกย่อมเป็นไปได้ วันโลกามหาวินาศมีบ่งอยู่ไม่เฉพาะในพุทธทำนาย แต่คำทำนายโลกในภาษาและศาสนาอื่นๆได้บ่งเช่นเดียวกัน เราจะรอวันนี้โดยไม่ทำอะไรกันหรืออย่างไร หรือต้องการเป็นทาสของมารทั้งชาตินี้และชาติหน้า<br /> <br /> การเข้าใจพุทธทำนาย พระโพธิสัตว์ และยุคศรีวิไลให้ทะลุปรุโปร่งตั้งแต่เริ่มทราบนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากท่านมีความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้ดีอยู่ก่อน เหมือนอยู่ชั้นประถมแล้วจะกระโดดไปศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งยากยิ่งถ้าไม่ได้เรียนชั้นมัธยม ดังนั้นเราควรมีความเชื่อในพุทธทำนายก่อนว่าได้ชี้ถึงสิ่งดีมีประโยชน์แก่บุคคลและส่วนรวม แล้วเราร่วมมือร่วมใจพิสูจน์ข้อเท็จจริง ย่อมเกิดความเข้าใจดีขึ้นได้ &nbsp;</span><br /> <br /> <br /> <span style="color:#ff8c00;"><span style="font-size: 16px;">อ้างอิง:&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br /> <br /> ท่านสามารถศึกษาเรื่องพระศรีอารย์และข้อมูลเกี่ยวข้องได้ เช่นจาก<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; หนังสือที่คณาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้เขียนในเรื่องพระศรีอารย์โดยใช้ชื่อ Messiah หรือ Mettreya ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกเป็นหลักเช่น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.1&nbsp;&nbsp;&nbsp; World Scripture โดยคณาจารย์จากทั่วโลก นำโดย ศ. เกียรติคุณ Ninian Smart มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ซานต้าบาบาร่า สหรัฐอเมริกา<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.2&nbsp;&nbsp; Mettreya พิมพ์โดย มหาวิทยาลัย Princeton สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Mettreya โดย ศ. Joseph M. Kitagawa มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; พระไตรปิฏกเรื่องมหาปรินิพพาน การตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; จักกวัตติสูตร จากเรื่องอนาคตวงศ์ และพระสูตรจักรพรรดิสิงห์ราช<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลพระศรีอารย์ที่ www.selfwisdom.net<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; Web pages ยอดนิยมของโลกเรื่อง Messiah หาดูได้ที่ Google โดยค้นหา &ldquo;Nostradamus prediction 2009&rdquo; แล้วดูเอกสาร &ldquo;2008-2009 NOSTRADAMUS Prophecies and &hellip;&rdquo; และ ค้นหา &ldquo;Messiah at present time&rdquo; แล้วดูเอกสาร &ldquo;QUALIFICATION Of THE TRUE MESSIAH&ldquo;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อ 2 หน้า 5 ใช้ Google หา &ldquo;Mayan apocalypse prophecy&rdquo; และ &ldquo;NASA solar 2012&rdquo; เพื่อดูพยากรณ์ของมายันปี พ.ศ. 2555 และ NASA ชี้ผลจะกระทบต่อมนุษยโลกจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ของดวงอาทิตย์ในปี พ.ศ. 2555</span></span></span><br /> <br /> <br /> <span style="color:#faebd7;">จาก metteya.org</span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม 84 ปาง http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-26181.html <p> <img alt="" height="439" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/198765_277844832327145_1944765187_n.jpg" width="543" /><br /> &nbsp;</p> <h1> <span style="color: #40e0d0">พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม 84 ปาง</span></h1> <p> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="color: #40e0d0">มหาโพธิสัตว์กวนอิม คนไทยส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ เป็นจำนวนมากเช่นกัน พระโพธิสัตว์กวนอิม เกิดชาติสุดท้ายเป็นมนุษย์ แต่เดิมเป็นเทพธิดา ได้จุติลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีก่อน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;&nbsp; พระโพธิสัตว์ กวนอิม มีพระนามว่า &ldquo;เมี่ยวซ่าน&rdquo; เป็นราชธิดาของกษัตริย์เมี่ยวจวง แห่งอาณาจักรซิงหลิง อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน พระธิดาเป็นผู้มีจิตใจดีงาม มีน้ำพระทัยเมตตา กรุณาต่อทุกสรรพสิ่ง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเยาว์วัย ทรงลึกซึ้งถึงหลักธรรม ได้ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ ในการบำเพ็ญภาวนา เพื่อความหลุดพ้นทุกข์ จึงทรงออกบวช พระบิดา เมี่ยวจวงทรงไม่เห็นด้วย มีพระประสงค์ให้อภิเษกสมรส จึงได้บังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่พระธิดาเมี่ยวซ่านไม่ยินยอม ถึงแม้จะถูกพระบิดาทรงต่อว่า พระธิดาเมี่ยวซ่าน ไม่เคยนึกโกรธแต่อย่างใดเลย<br /> &nbsp;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp; </span><span style="color: #dda0dd">ถึงจะให้พระธิดาเมี่ยวซ่าน ไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ บ้างหาบน้ำ เพื่อต้องการทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจให้หันมาอภิเษกสมรส&nbsp; เมื่อพระราชบิดา ทรงเห็นว่าไม่ได้ตามต้องการแล้ว จึงสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำพระธิดาเมี่ยวซ่านไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว พร้อมให้งานของวัดมอบให้ พระธิดาทำคนเดียว พระธิดาได้ทำงานทั้งหมดอย่างไม่ย่อท้อ พระบิดาทรงเข้าพระทัยว่า เหล่าแม่ชีไม่ได้ทรงทำตามรับสั่งไว้ จึงเกิดความไม่พอพระทัย สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาว สุดท้ายพระธิดาเมี่ยวซ่านทรงรอดชีวิตมาได้<br /> พระราชบิดาทรงทราบเรื่อง จึงสั่งให้นำตัวพระธิดาไปประหารชีวิต แต่ด้วยพระราชธิดาทรงมี เหล่าองค์เทพคอยคุ้มครองรักษาอยู่ จึงรอด ปลอยภัยจากการประหารชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="color: #dda0dd"><span style="font-size: 18px">&nbsp;&nbsp; ในขณะนั้นได้ปรากฏ เสือเทวดาตัวหนึ่ง ได้พาพระธิดาเมี่ยวซ่าน หนีไปที่เขาเซียงซัน ขณะนั้นได้มีเทพแปลงร่างเป็นชายชรามาโปรด เพื่อแนะการบำเพ็ญเพียรและการดับทุกข์ ในที่สุดพระธิดาเมี่ยวซ่าน สามารถสำเร็จธรรมขั้นสูง บรรลุมรรคผล ในเวลานั้นพระธิดาเมี่ยวซ่าน ซึ่งถือได้เป็นเป็นชาวพุทธ แต่เมื่อมีเทพได้แปลงกายลงมาโปรดแนะการบำเพ็ญดับทุกข์ในภายหลัง ซึ่งเป็นเทพฝ่ายเต๋า จึงสำเร็จในธรรมขั้นสูง พระโพธิสัตว์กวนอิม จึงเป็นทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋า ในขณะเดียวกัน</span></span></p> <p> <strong><span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">พระนามกวงซีอิม<br /> กวง แปลว่า มอง มองด้วยปัญญา มองด้วยการพิจารณา<br /> ซี แปลว่า โลก , สังคม<br /> อิม แปลว่า เสียง ,กระแสเสียง<br /> กวงซีอิม แปลว่า มองเสียงโลก</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="color: #dda0dd">การบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ ต้องบำเพ็ญจิตให้เข้มแข็งและกล้าแกร่ง ทุกขณะจิตย่อมให้เกิดประโยชน์ต่อสรรพสิ่งและสรรพชีวิต ไม่เห็นแก่ตัว , ไม่เห็นแก่ได้,ไม่เห็นแก่นอน , ไม่เห็นแก่กิน,ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ หากการบำเพ็ญยิ่งสูงขึ้น จนจิตไร้การยึดติด เกิดจิตที่เป็นอิสระ ยอมสละ แม้กระทั่งเลือดเนื้อ อวัยวะน้อยใหญ่ และยอมเสียแม้ชีวิตของตน เป็นต้น<br /> คุณธรรมของพระโพธิสัตว์ คือ ต้องมีสัจจะ มีธรรม สำรวจตรวจจิตตนเอง ไม่อวดตน มีอุเบกขา อารมณ์สงบนิ่ง มีความอดทน อารมณ์ แห่งโพธิสัตว์ คือ เมตตาอภัยทาน ไม่ยึดติด ยอมรับกฎไตรลักษณ์ เข้าถึงสัจธรรมของความเป็นจริง เป็นต้น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ คือ เกิดปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรม ไม่ตกเป็นทาสกิเลส มีจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสิ่งขยายน้ำใจออกไปอย่างไม่ มีขอบเขตที่สิ้นสุด มีอุบายวิธีการอันแยบคายในการสอนอย่างชาญฉลาด แนะนำสั่งสอนให้เห็นความจริงของโลกและเข้าถึงสัจธรรม องค์สมมติพระโพธิสัตว์กวนอิมในปางต่าง ๆ ได้แก่ ปางพันเนตรพันกร ปางเหยียบมังกร ปางเหยียบปลามังกร ปางประทานพร ปางอุ้มบาตร ฯลฯ</span></span></p> <p> <span style="font-size: 20px"><strong><span style="color: #40e0d0">สิ่งของต่าง ๆ ในพระหัตถ์ปางพันเนตรพันกร</span></strong></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">สุริยัน จันทรา หมายถึง ปัญญารู้เท่าทันในอารมณ์ต่างๆ<br /> ประนมกร หมายถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพในพุทธะและสิ่งศักดิ์สิทธิ์<br /> โอบอุ้มโลก หมายถึง ความเมตตากรุณา และการเป็นอภัยทาน<br /> ลูกประคำ,เชือก หมายถึง ความไม่ประมาท ยึดมั่นในศีล อบรมจิต ฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ<br /> คันศร,ลูกศร หมายถึง ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีหลักการ หลุดพ้นวัฏสงสารการตายการเกิด<br /> คัมภีร์, สมุด หมายถึง ศึกษาทบทวนพระธรรมเสมอ<br /> ดอกบัว หมายถึง ความใสสะอาดบริสุทธิ์<br /> คนโทน้ำทิพย์ หมายถึง น้ำทิพย์รักษาโรค เสริมสิริมงคลแก่สัตว์โลก ผู้ตั้งมั่นในธรรม<br /> พระแสงดาบ หมายถึง ปัญญาฆ่ากิเลส<br /> พระแสงขวาน หมายถึง ปราบมาร โลภ โกรธ หลง มิจฉาทิฐิ<br /> ธรรมจักร หมายถึง ทรงลื้อขนสัตว์โลก สืบทอดเผยแพร่พระศาสนา<br /> เชือกบ่วงบาศ หมายถึง เครื่องช่วยฉุดสัตว์โลกให้พ้นจากภัยอันตราย<br /> (ล้วนเป็นปริศนาธรรม)</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="color: #ffd700">เมื่อท่านเคารพต่อพระโพธิสัตว์แล้ว หรือถึงขั้นศรัทธาต้องการมุ่งสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ แม้กระทั่งเคยฝากตัวเป็นลูกศิษย์มา ด้วยการอธิษฐาน ทางจิต หรือเข้าสำนักธรรมเพื่อการปฏิบัติ ควรฝึกจิตให้นิ่งสงบเป็นอารมณ์อยู่ตัวเสมอ จนเกิดความเป็นปกติของจิต ไม่ว่าคำด่า คำชม ก็ไม่ให้เป็นไปตาม กระแสของอารมณ์อื่น ให้เป็นเพียงจิตสงบ ไม่ยึดติดในคำนินทาว่าร้าย และคำสรรเสริญ เมื่อจิตสงบได้ ย่อมเกิดปัญญา ปัญญาที่ดีทำให้จิตแช่มชื่น เมื่อจิต แช่มชื่น ร่างกายย่อมผ่องใสไม่มีทุกข์ร้อน และการอธิษฐานบารมีส่งแผ่ให้โลกเกิดสงบสุข ให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน แผ่เมตตาให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย จิตแห่งการอธิษฐานจิตบารมีนี้เป็นจิตที่สูง ช่วยหนุนจิตท่านเป็นผู้ให้ที่ดี ไม่เป็นผู้ขอ เป็นจิตผู้เสียสละไม่โลภ ไม่หลงไปตามกระแส ไม่ยึดติด มีจิตเป็นอิสระ การปฏิบัติธรรมขั้นสูงของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ล้วนมีมหาอุปสรรค(เครื่องกีดขวางการเข้าถึงโพธิจิต) จึงจำเป็นต้องสร้างความอดทน เพียรพยายามภาย ในจิตใจเป็นอย่างสูง ให้ดวงจิตเกิดความเข้มแข็ง และการเสียสละอย่างแท้จริง เพื่อจะได้ไม่ท้อถอยไปเสียก่อน ในการเข้าถึงธรรมขั้นสูงต่อไป<br /> &ldquo;ขอน้อมสักการะ ด้วยความเคารพ ศรัทธาด้วยใจ พร้อมระลึกนึกถึงพระคุณ พระโพธิสัตว์กวนอิม พระองค์ทรงเจริญเมตตาในธรรม อย่างไม่มีขอบเขต ทรงช่วยเหลือมวลสรรพสิ่งให้พ้นทุกข์แห่งวัฏสงสาร&rdquo;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 20px"><strong><span style="color: #40e0d0">พระคาถาบูชา บทสรรเสริญพระคุณพระโพธิสัตว์กวนอิม<br /> &ldquo;นำโม กวนสี่อิม ผ่อสัก&rdquo;</span></strong></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">นำโม ไต่ชื้อ ไต่ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เหล่งก้ำ กวงสี่อิมผ่อสัก ( กราบ )<br /> นำโม ไต่ชื้อ ไต่ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เหล่งก้ำ กวงสี่อิมผ่อสัก ( กราบ )<br /> นำโม ไต่ชื้อ ไต่ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เหล่งก้ำ กวงสี่อิมผ่อสัก ( กราบ )<br /> นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิ้วโค่ว กิวหลั่งกวงสี่อิมผ่อสัก<br /> ถั่งจี้ตอ โอม เกียล้อฮวดตอ เกียล้อฮวดตอ เกียคอฮวดตอ หล่อเกียฮวดตอ<br /> หล่อเกียฮวดตอ ซาผ่อออ เทียงหล่อซิ้ง ตี่หล่อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งหลี่ซิง<br /> เจ็กเฉียก ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊ง นำมอ หม่อ ออ ปวกเยี้ย ปอหล่อบิ๊ก ( กราบ )</span></span></p> <p> <strong><span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">พระคาถาจีนแปลเป็นไทยโดยใจความ</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบนมัสการแทบเบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์พระพุทธบิดรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวก<br /> ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการ ต่อเจ้าแม่กวนอิมบรมโพธิสัตว์พุทธเจ้า พระผู้ทรงมีน้ำพระทัยเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากลำบากอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีการถือชั้นวรรณะ น้ำพระทัยของพระองค์บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ประดุจดังกระแสแห่งทิพย์<br /> ข้าพเจ้าขอถวายอภิวาทต่อพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และพระอรหันต์ สาวกสาวิกาทั้งหลาย เทพเจ้าบนสวรรค์ เทพเจ้าผู้รักษาแผ่นดิน ขอให้ข้าพเจ้า พ้นจากเคราะห์กรรมทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าได้ปัญญา ให้ข้าพเจ้าได้โลกกุตตระ ได้เข้าถึงฝั่งแดนพระอริยะด้วยเทอญ</span></span></p> <p> <br /> <strong><span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">พระคาถามหากรุณาธรณีสูตร<br /> (ภาษาสันสกฤต)</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">นโมรัตนตรายายะ นโมอารยะ อวโลกิเตศะวะรายะ<br /> โพธิสัตตวายะ มหาสัตตวายะ มหาการุณิกายะ<br /> โอมสะวะละวะติ ศุททะนะตัสยะ นมัสกฤตวานิมาง<br /> อาระยะ อวโลกิเตศะวะระลันตะภา นโมนิลากันถะ<br /> ศรีมหาปะฏะศะมิ สระวาทวะตะศุภัม อสิยูม<br /> สะรวะสัตตวะ นโมปวสัตตวะ นโมภะคะมะภะเตตุ<br /> ตัทยะถา โอมอวโลกา โลกาเต กาละติ อีศีลี<br /> มหาโพธิสัตตวะ สาโพสาโพ มะรามะรา<br /> มะศิมะศิ ฤธะยุ คุรุคุรุฆามัม ธูรูธูรูภาษียะติ<br /> มหาภาษียะติ ธาระธาระ ถิรินี ศะวะรายะ<br /> ชะละชะละ มามะภามะละ มุธิริ เอหิเอหิ<br /> ศินะศินะ อาละลินภะละศรี ภาษาภาษิน<br /> การะศะยะ หูลุหูลุมะระ หุลุหุลุศรี สะระสะระ<br /> สีรีสีรี สุรุสุรุ พุทธายะพุทธายะ โพธายะโพธายะ<br /> ไมตรีเย นิละกันสะตะ ตริสะระณะ ภะยะมะนะ<br /> สวาหา สีตายะ สวาหา มหาสีตายะ สวาหา สีตายเย<br /> ศะวะรายะ สวาหา นีลากันถิ สวาหา มะละนะละ<br /> สวาหา ศรีสิงหะมุขายะ สวาหา สะระวะมหาอัสตายะ<br /> สวาหา จักระอัสตายะ สวาหา ปัทมะเกสายะ สวาหา<br /> นีละกันเตบันตะลายะ สวาหา โมโผลิศังกะรายะ สวาหา<br /> นโมรัตนตรายายะ นโมอารยะ อวโลกิเตศะวะรายะ สวาหา<br /> โอมสิทธยันตุ มันตรา ปะทายะ สวาหา</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร กล่าวไว้ว่า หากสรรพสัตว์ สวดพระคาถาบทนี้ ด้วยจิตตั้งมั่นแล้ว ขอพรในชาตินี้ หากไม่สมพรดังที่ขอไว้ เราจะไม่ขอ บรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (อย่าลืมว่าการขอพรต้องเป็นไปในทางเกิดกุศลผลบุญที่สุด เพื่อจะได้ไม่เกิดกิเลสใน รัก โลภ โกรธ หลง ค่ะ)</span></span></p> <p> <strong><span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">บรรยายพระคาถามนต์มหากรุณาธารณีสูตร</span></span></strong></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp; พระคาถามนต์มหากรุณา เป็นมนต์พระคาถาอันเกิดจากความเมตตากรุณาอันใหญ่ยิ่ง รวมทั้งความโปรดโลกโปรดสัตว์ ปฏิบัติธรรมบรรลุพระพุทธภูมิ ที่สำคัญอย่างยิ่งยอด อักษรหนึ่ง และประโยคหนึ่งในธารณีนี้ล้วนเป็นสัจธรรมที่จะเข้าถึงสัมมาสัมพุทธญาณ<br /> &nbsp;&nbsp; พระโพธิสัตว์กล่าวว่า หากว่าเหล่ามนุษย์และทวยเทพตั้งจิตสวดนามเรา พร้อมด้วยสวดนามพระอมิตาพุทธเจ้า แล้วสวดพระธารณีนี้คืนละ 5 จบ ก็จะดับ มหันตโทษจำนวน ร้อยพันหมื่นล้านกลับได้ หากเหล่ามนุษย์ทวยเทพสวดคาถามหากรุณานี้ เมื่อใกล้ชีวิตดับพระพุทธเจ้าทั้ง 10 ทิศ จะยื่นพระกรมารับแล้วให้ไปจุติ ในพุทธเกษตรทุกแห่ง และจะเกิดโดยประกอบกุศล 15 ประการ ไม่ต้องด้วยทุมรณะ 15 ประการ คือ เกิดประกอบด้วยกุศล 15 ประการ คือ<br /> 1. ที่ที่เกิดจะพบแต่กุศล 5<br /> 2. เกิดในประเทศกุศล<br /> 3. พบแต่ยามดี<br /> 4. พบแต่มิตรดี<br /> 5. ร่างกายประกอบด้วยอินทรีพร้อมมูล<br /> 6. จิตเป็นธรรมโดยสมบูรณ์<br /> 7. ไม่ผิดศีล<br /> 8. ญาติบริวารมีความกตัญญู ปรองดองกัน สามัคคีกัน<br /> 9. ทรัพย์สมบัติ โภคทรัพย์ มีสมบูรณ์ครบถ้วน<br /> 10. มีผู้เคารพและให้ความช่วยเหลือเสมอ<br /> 11. ทรัพย์สินที่มีอยู่ ไม่มีใครมาปล้นชิง<br /> 12. คิดต้องการอะไร จะได้สมปรารถนา<br /> 13. ทวย เทพ นาค ให้ความปกปักษ์รักษาอยู่เสมอ<br /> 14. เกิดในที่ที่ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์<br /> 15. พระธรรมที่ได้ฟัง สามารถเข้าถึงแก่นสาร</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ด้วยเหตุนี้ มหากรุณามนต์ ไม่เพียงแต่กำจัดภยันตรายและโรคภัยต่างๆ ดังกล่าวได้ ยังให้ความสำเร็จแก่การกุศลกรรมทุกสิ่งอย่าง พ้นจากความหวั่นกลัว ฉะนั้น เราจึงต้องสวดท่องด้วยความศรัทธาและจิตใจสะอาด จึงสามารถท่องด้วยมหากรุณาจิตของท่านพระโพธิสัตว์ หมั่นสวดเสมอ สามารถรักษาโรคทางใจและทาง กายได้ ยังสามารถให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">มนต์มหากรุณาธารณีสูตร เป็นมนต์ศักดิ์สิทธิ์ทรงพลานุภาพอย่างยิ่ง พระภิกษุจีนเวลาจะทำน้ำมนต์หรือประกอบพิธีสำคัญก็ใช้มนต์บทนี้ ตามความประสงค์ ของผู้สวด เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว ป้องกันอัปมงคลทั้งหลายเข้าบ้านและยังป้องกันคุณไสยต่าง ๆ ด้วย มนต์บทนี้ผูกเป็นคาถา 84 ประโยค เป็นพระนามของพระแม่กวนอิม 84 ปาง</span></span><br /> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p align="left"> <span style="color: #dda0dd"><span style="font-size: 18px"><span style="font-size: 20px"><strong>โพธิสัตว์กวนอิมอวตาร 84 ปาง ที่ควรทราบได้รวบรวมนำเสนอให้ทุกคนได้ศึกษาดังนี้</strong></span><br /> <br /> ภาพสัญลักษณ์แห่งพระมหาเมตตากรุณาแห่งองค์พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ 84 ปาง เป็นภาพในการเสด็จมาโปรดสรรพสัตว์และการออกเสียงใต้ภาพ เป็นภาษาจีน ตัวอย่าง เช่น นำ มอ ฮอ ลา ตัน นอ ตอ ลา เหย่ เย (เสียงจีน) และ นโม.ระตะนะ.ตรา.ยา.ยะ.(เสียงธิเบต) เป็นต้น </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-1.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ee82ee"><strong>ปางที่ 1</strong></span><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>นโม.ระตะนะ.ตรา.ยา.ยะ.<br /> นำ มอ ฮอ ลา ตัน นอ ตอ ลา เหย่ เย<br /> Na Mo He La Da Na Duo La Ye Ye </strong></span></span></p> <p align="center"> <br /> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ทรงถือลูกประคำ ออกมาคอยสังเกตดูเหตุการณ์ เพื่อหาช่องทางช่วยเหลือบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย ผู้ที่สวดมนต์ ปฏิบัติด้วยความเคารพศรัทธาโดยแท้จริง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นำมอ หมายถึง การนอบน้อมระลึกถึง<br /> พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ<br /> คำว่า ฮอลาตัน หมายถึง รัตนะ (การกราบไหว้บูชารัตนะให้เป็นที่พึ่ง)<br /> คำว่า ตอลาเหย่ หมายถึง สาม<br /> คำว่า เย หมายถึง นมัสการ<br /> (นอบนมัสการไตรรัตนะ ให้ครบทุกทิศ ทั้งสามภพนี้)<br /> อรรถาธิบาย<br /> ขอนอบน้อมนมัสการพระไตรรัตน์ทั้งสาม (พระไตรลักษณ์และไตรสรณะ)<br /> พระโพธิสัตว์ขอให้เราน้อมนอบถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์<br /> เป็นที่พึ่งระลึกถึงแล้วบรรลุ<br /> แจ้งชัดในจิต และมองเห็นสภาวะแห่งตน ทางที่จะสำเร็จ การปฏิบัติให้ถึงพระองค์จะต้องสวดมนต์พระคาถาด้วยความมีเมตตากรุณา และศรัทธา ไม่ควรสวดเสียงดัง เกรี้ยวกราด และเร่งร้อน ให้สวดช้าๆ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-2.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa500"><strong>ปางที่ 2<br /> นา.มา.อา.รยา.<br /> นำ มอ ออ ลี เย<br /> Na Mo Ou Li Ye </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ เป็นรูปพระองค์ทรงถือพระธรรมจักร ผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามด้วยความเคารพ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นำมอ หมายถึง การนอบน้อมรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า<br /> เป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ<br /> คำว่า ออลี หมายถึง องค์พระอริยะเจ้า<br /> คำว่า เย หมายถึง การกราบไหว้บูชานมัสการ<br /> ขอนอบน้อมพึ่งพิงองค์พระอริยะเจ้า<br /> อรรถาธิบาย<br /> ขอนอบน้อมนมัสการแด่องค์พระอริยะเจ้า ซึ่งเป็นผู้ละบาปและอกุศลกรรมลงได้แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงเน้นเรื่องปฏิบัติทางจิตให้ถูกต้อง<br /> เพื่อให้เป็นรากฐานอัน สำคัญ<br /> ต้องแจ้งชัดในจิต รู้สภาวะแห่งตนได้แล้ว ก็จะสามารถ<br /> บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เข้าสู่พระนิพพาน </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-3.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 3<br /> อ.วา.โล.กิ.เต.โซ.รา.ยา.<br /> ผ่อ ลู กิด ตี ซอ ปอ ลา เย<br /> Po Luo Jie Di Shuo Bo La Ye </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ปางอุ้มบาตร<br /> เพื่อออกโปรดสัตว์ทั้งสามโลก ผู้ปฎิบัติจงเพ่งให้เห็นพระองค์ท่าน<br /> ก็สามารถให้สรรพสัตว์ได้มีอายุยืนยาวนาน<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ผ่อลูกิดตี หมายถึง การเพ่งแสงสว่าง<br /> เพื่อพิจารณาในสิ่งต่างๆ เพื่อโปรดช่วยเหลือ<br /> คำว่า ชอปอลา หมายถึง เสียงของโลกทั้งหลายให้เป็นอิสระ<br /> คำว่า เย หมายถึง นอบน้อมนมัสการพึ่งพิง<br /> ,ขอคารวะพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์<br /> อรรถาธิบาย<br /> ขอคารวะองค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ องค์พระโพธิสัตว์ทรงสงสารความทุกข์ของคน ซึ่งเกิดจากความหลงลืมขาดสติและลืมตัว ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งการเวียนวายตายเกิด<br /> ยึดติดกับอินทรีทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผู้ปฏิบัติต้องปิดทวารทั้ง 6 แล้วมี ศีล สมาธิ ปัญญา หันมาปฏิบัติพระกรรมฐานและสมาธิ ไม่หันเหจิตไปตามวิสัยของโลกที่มากระทบ </span></span><br /> &nbsp;</p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-4.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 4<br /> โบ.ธิ.สัต.โต.ยา.<br /> ผู่ ที สัต ตอ พอ เย<br /> Pu Ti Sa Duo Po Ye </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นรูปพระอมงบาศโพธิสัตว์<br /> กำลังโปรดสัตว์โพธิสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ผู่ที (โพธิ ) หมายถึง ผู้ที่ได้ตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว<br /> นำเอามาสั่งสอนปวงชนต่อไป<br /> คำว่า สัตตอ หมายถึง ผู้มีชีวิตและอารมณ์ภายในจิตใจที่ใสสะอาด<br /> (ปราศจากราคีทั้งปวง)<br /> คำว่า ผ่อเย หมายถึง ควรน้อมคารวะ ทั้งในพระธรรมและผู้ที่ตรัสรู้ทุกพระองค์<br /> อรรถาธิบาย<br /> หากมุ่งมั่นฝักใฝ่อยู่ในธรรมด้วยความตั้งใจอย่างลึกซึ้ง หมั่นระลึกให้ชัดแจ้ง น้อมนอบคารวะต่อผู้ให้ความตรัสรู้ แก่ทุกชีวิต<br /> พระองศ์ทรงตักเตือนให้สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก ตื่นจากความหลับ (อวิชชา มัวเมาในกามคุณ 5) โดยเร็ว หันมาให้ปฏิบัติมหาธรรมมรรค อันเป็นเส้นทางสู่ธารณี หากได้ตั้งใจในธรรม หมั่นระลึกแจ้งในสภาวะดั้งเดิม ก็จะหลุดพ้นได้โดยง่าย </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-5.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa500"><strong>ปางที่ 5<br /> ม.หา.สัต.โต.ยา<br /> หม่อ ฮอ สัต ตอ พอ เย<br /> Mo He Sa Duo Po Ye </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นรูปกำลังสวดพระคาถาทรงประทับนั่งอยู่บนแท่นดอกบัวดอกใหญ่ หากปฏิบัติตามพระคาถานี้ ย่อมหลุดพ้นทุกข์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า หม่อฮอ แปลว่า ใหญ่มาก (ความยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้ใดจะเทียบได้)<br /> คำว่า สัตตอ แปลว่า ผู้กล้าหาญ (บรรดาสัตว์โลกผู้ที่มีความกล้าหาญทั้งปวง)<br /> คำว่า ผ่อเย แปลว่า ควรคารวะต่อผู้มีความกล้าหาญ<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ได้ทรงประกาศพรพระธารณีสูตรให้นำไปปฏิบัติ สัตว์โลกหลงในอินทรี 6 และอารมณ์ ถ้าหากยึดเหนี่ยวมุ่งมั่นในอนุตรมรรค มีการปฏิบัติธรรม<br /> จะสามารถบุกน้ำข้ามทะเลแห่งห้วงทุกข์นี้ไปได้ และเป็นสุขชั่วนิรันดร์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป </span><br /> <a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-6.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 6<br /> ม.หา.กา.รุ.ณิ.กา.ยะ.<br /> หม่อ ฮอ เกีย ลู นี เกีย เย<br /> Mo He Jia Lu Ni Jia Ye</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระอัศวโฆษโพธิสัตว์ ซึ่งตรัสรู้อนุตตรธรรมด้วยตนเอง คือ ตรัสรู้เอง หลุดพ้นได้ด้วยพระองค์เอง ทั้งยังโปรดผู้อื่นให้เห็นแจ้งในอนุตตรธรรมนั้นด้วยและเมื่อผู้นั้นรู้แจ้งแล้วยังโปรดผู้อื่น<br /> ความหมาย<br /> คำว่า หม่อฮอ แปลว่า ใหญ่มาก<br /> คำว่า เกียลู แปลว่า กรุณา<br /> คำว่า หนี่เกีย แปลว่า ดวงจิต<br /> คำว่า เย แปลว่า คารวะ (ควรคารวะต่อผู้ที่มีมหากรุณาในดวงจิต)<br /> อรรถาธิบาย<br /> ควรคารวะต่อผู้มีมหากรุณาอยู่ในดวงจิต เตือนให้ผู้ปฏิบัติต้องปล่อยวางจิตและกาย หลีกพ้นจากภาพลวงทั้งหลาย ไม่มีลักษณะแห่งมนุษย์ ไม่มีลักษณะแห่งตน บุคคลเรา-เขา จิตใจผ่องใสลดความโลภของตน ผู้ปฏิบัติต้องสามารถปล่อยวาง ลืม อารมณ์ต่างๆได้ ปฏิบัติอยู่ต่อเนื่องกัน ข้ามไปถึงฝั่งหลุดพ้นได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-7.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa07a"><strong>ปางที่ 7<br /> โอม<br /> งัน<br /> An</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปราชาแห่งเทพทั้งปวง จะต้องพนมมือฟังพระคาถาบทนี้ เทพเจ้าทุกชั้น พุทธเจ้าทุกองค์ล้วนเพ่งคำนี้และบรรลุสัมมาสัมพุทธิ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า งัน แปลว่า นอบน้อม (การนอบน้อมพระโพธิสัตว์กวนอิม ทรงเป็นพระมารดาแห่งธารณีทั้งปวง) เป็นฐานสภาวะดั้งเดิมของมนุษย์ และยังมีความหมายว่าบูชาถวาย, ปลุกให้ตื่น, ฝึก, ธรรมกาย, นิรมาณกาย, สัมโภคกาย<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์นำสัจธรรมอันเป็นจุดศูนย์รวมที่แท้จริง ในพระเมตตากรุณาเพื่อจะปลุกให้มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้กลับฟื้นคืนสภาวะเดิม ที่มีอยู่ ถ้าชาวโลกถือสัจธรรมนี้ ทวยเทพและภูตผีปีศาจ จะพนมมือคารวะและปกปักษ์รักษา พ้นจากอันตราย สำเร็จในมรรคผล แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องตั้งมั่นอยู่ในศีล และต้องมีความสมบูรณ์ในบุญวาสนา ประกาศพระธรรมอำนวยประโยชน์แก่สัตว์โลก จึงจะได้ผล </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-8.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 8<br /> สา.วา.ลา.วา.ติ<br /> สัต พัน ลา ฮัว อี<br /> Sa Bo La Fa Yi </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นท่านท้าวจตุโลกบาลและองค์เทพราช เพื่อโปรดพวกมาร ด้วยพระบารมี 6 อย่าง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สัตพันลา แปลว่า อิสระ<br /> คำว่า ฮัวอี แปลว่า องค์พระอริยะเจ้า<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์อริยะเจ้าทรงเป็นผู้ได้รับความเป็นอิสระ พระองค์ท่านมีใจกายสะอาด เหล่ามารทั้งปวงจะเข้ามาทำร้ายไม่ได้ ท่านใดหวังจะให้ใจกายบริสุทธิ์ ต้องตั้งใจอยู่ในสัจธรรมปฏิบัติตั้งมั่นอยู่ในศีล พระโพธิสัตว์ ต้องการสอนให้ผู้ปฏิบัติทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แก้ความผิดมาเป็นกุศลกรรม เป็นทางที่จะเข้าถึงวิสุทธิมรรค ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องกวาดล้าง<br /> ความโลภทางกายใจให้หมดสิ้น จึงจะเกิดเป็นปัญญาได้โดยง่ายและได้รับการคุ้มครองจาก ท่านท้าวจตุโลกบาลและเทพไท เทวาธิราช </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-9.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 9<br /> ศุ.ดา.นา.ตา.เซ.<br /> ซู ตัน นอ ตัน เซ<br /> Su Da Na Da Xia </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นท่านท้าวจตุโลกบาลและองค์เทพราช พร้อมทั้งองค์เทพทั่วไปเสด็จพร้อมด้วยเทพและภูตผีปีศาจบริวาร ในใต้บังคับบัญชา<br /> เพื่อชี้หนทางให้มนุษย์เลิกทำบาปหันไปทำกรรมดี<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซูตันนอตันแซ หมายถึง การปฏิบัติธรรม ต้องถือความสัตย์เป็นรากและพื้นฐาน ใช้ความเพียรเป็นเครื่องมือ เพื่อให้เห็นความจริงแห่งบรรลุสู่อริยสัจ<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระอริยเจ้าท้าวจตุโลกบาล ทรงถือว่าสัจจะเป็นฐานสำคัญ เพื่อช่วยเพิ่มพลังบารมี ได้ทรงใช้ความอภินิหารด้วยบารมีคุ้มครอง และทรงตักเตือนมวลมนุษย์ให้ตั้งใจมุ่งตรงไปในการปฏิบัติธรรม พยายามกำจัดความเคยชินต่อการทำบาป ให้หายไปจากสันดาน ในสัจจะนั้นจะไม่มีการหลอกลวง เมื่อเข้าใจ ก็จะเห็นความปลอดโปร่ง เมื่อจิตปลอดโปร่งก็จะเกิดเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีการกลับกลายไปในทางที่ดีงาม </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-10.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa500"><strong>ปางที่ 10<br /> น.โม.สกา.ตวา.นิ.มัม.อา.รยา.<br /> นำ มอ สิด กิด ลี ตอ อี หม่ง ออ ลี เย<br /> Na Mo Xi Ji Lie Duo Yi Mong Ou Li Ye</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นรูปพระนาคารชุนโพธิสัตว์ เป็นผู้ควบคุมและคุ้มครองผู้ปฏิบัติ ธรรมอย่างแท้จริง และปราบปรามเหล่ามาร (ศัตรูคู่อริ)ให้พินาศสิ้นสมดังมุ่งหวัง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นำมอ หมายถึง นอบน้อม<br /> คำว่า สิดกิดลีตออีหม่ง หมายถึง ท่านใดสามารถปฏิบัติธรรมได้ ย่อมได้รับการคุ้มครองจากพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์<br /> คำว่า ออลีเย หมายถึง การปฏิบัติธรรม จงอย่ารีบร้อนเพื่อให้ได้ผลในทันทีย่อมเป็นไปได้ยาก<br /> อรรถาธิบาย<br /> ควรที่จะน้อมนอบคารวะต่อองค์พระอริยะเจ้า ผู้ปฏิบัติต้องมีความพากเพียร มีมานะพยายาม มีจิตใจมั่นคง อย่าเร่งรีบในการปฏิบัติ ต้องทำใจให้ว่างเข้าถึงองศ์แห่งพระคัมภีร์ ด้วยจิตที่เป็นหนึ่งเดียว หมั่นเพียรในการปฏิบัติตามหลักธรรม เมื่อคิดจะข้ามพ้นจากโลกีย์วิสัยคือห้วงแห่งโอฆะ ควรปฏิบัติให้ถูกวิธี คิดจะทำประโยชน์แก่สรรพชีวิต เช่นนี้ ก็จะมีโพธิสัตว์วัชรธร คอยปกปักษ์รักษาการกระทำไม่มีขัดข้องในทุกๆ กรณี มีความสะดวกเหมาะสมความปรารถนาทุกประการ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-11.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 11<br /> อ.วา.โล.กิ.เต.โซว์.รา.ลัม.ตา.บา.<br /> ผ่อ ลู กิต ตี สิด ฮู ลา เลง ถ่อ พอ<br /> Po Lu Jie Di Shi Fu La Leng Tuo Po </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นองค์พระสัมโภคกาย แห่งองค์พระไวโรจนะพุทธเจ้า อันเป็นทิพยภาวะ มีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป เพื่อลงมาโปรดสัตว์ในจำนวนที่เป็นอมิต<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ผ่อลูกิตตี แปลว่า ธรรมกับจิต ธรรมกับจิต ต้องประสานกันเป็นหนึ่งอันเดียวกัน<br /> คำว่า สิดฮูลา แปลว่า ท่องเที่ยวไปในแดนไกล ตามจิตมุ่งหวังอย่างอิสระ<br /> คำว่า เลงถ่อพอ แปลว่า เนื่องด้วยสำเร็จในมรรคผล<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงสั่งสอนให้ผู้ปฏิบัติทุกคนต้องจงใจมุ่งก้าวหน้าไป ในการนั่งเพ่งกษิณสมาธิจิต เป็นการอบรมฝึกฝนจิต ให้กายและจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว เวลาปฏิบัติต้องนั่งตัวตรง เพื่อควบคุมจิตให้มีสมาธิได้ดียิ่งขึ้น ก็จะได้พบแสงสว่างอันสมบูรณ์ ศัตรูหมู่มารไม่สามารถมารบกวนได้ จะพบความสำเร็จทุกสิ่งดังประสงค์มุ่งมาดปรารถนา </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-12.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 12<br /> น.โม.นี.ลา.เกน.ถา.<br /> นำ มอ นอ ลา กิน ซี<br /> Na Mo No La Jin Chi</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นองค์พระไวโรจนะพุทธเจ้า โปรดบันดาลให้เหล่าสัตว์โลกทั้งหลายมีความสุขสำราญ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นำมอ หมายถึง นอบน้อม<br /> คำว่า นอลากินชี หมายถึง การคุ้มครองผู้กระทำความดี และผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พร้อมนักปราชญ์ที่มีความเมตตากรุณาอย่างแท้จริง ขององค์พระมหาโพธิสัตว์<br /> อรรถาธิบาย<br /> ด้วยความเมตตากรุณา ขององค์พระมหาโพธิสัตว์ เป็นคาถาที่บอกกล่าวแก่ชาวโลก ให้ยึดมั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ จะต้องปฏิบัติตามด้วยตนเองและจิตใจให้มีมนุษยธรรมท่านใดปฏิบัติธรรมจะต้องทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแกนนำในทุกแง่ทุกมุม เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังรับช่วงไปและดำเนินรอยตาม ท่านใดปฏิบัติตามพระพุทธองค์และพระธรรม ต้องมีความเมตากรุณาและโพธิจิตอย่างมาก และเป็นประโยชน์ในการโปรดสัตว์ รักษาพระธรรมยิ่งกว่าชีวิต ปฏิบัติได้อย่างที่กล่าวนี้ ได้ชื่อว่าไม่สมความตั้งใจ<br /> ของพระโพธิสัตว์ จะต้องศึกษาหาแนวทางตามอย่างพระโพธิสัตว์ มีจิตใจที่กว้างขวางในระหว่างที่พึงปฏิบัติด้วยการโปรดสัตว์นั้นว่า จะต้องเป็นหน้าที่ของตน ต้องคิดและตั้งจิตเอาไว้เสมอ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-13.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa500"><strong>ปางที่ 13<br /> ศรี.ม.หา.ปา.ตา.ศา.มิ.<br /> ซี ลี หม่อ ฮอ พัน ตอ ซา เม<br /> Shi Li Mo He Ba Duo Suo Mi</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นพระรูปเมษ ศีรษะเทพเจ้า<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซีลีหม่อฮอ หมายถึง ความเมตตากรุณา อันยิ่งใหญ่ สามารถปลดทุกข์ให้เกิดความสุข<br /> คำว่า พันตอซาเม หมายถึง ผู้ที่มีบุญวาสนา จะได้รับการคุ้มครองจากองค์พระโพธิสัตว์และเทพเจ้าเบื้องบน พวกมารและอริราชศัตรูทั้งหลายไม่สามารถมารบกวนได้<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงเล็งเห็นว่าชาวโลก ถือยศ ถือศักดิ์ ถือความรวย ถือความเป็นใหญ่ ในการมีชื่อเสียงและอิทธิพล ด้วยเหตุผลเนื่องมาจากการหาความสุขให้กับตนเองด้วยกิเลสความโลภ ไม่มีความเพียงพอในชีวิตและผลที่พึงได้ องค์พระโพธิสัตว์ จึงทรงกล่าวคาถานี้ ให้ผู้ปฏิบัติผ่อนใจในทางโลก โน้มน้าวจิตใจหันมุ่งไปสู่ทางมรรคผลเมื่อจิตว่างจากทางโลกหมดสิ้นแล้ว จิตในทางธรรมก็จะเจริญขึ้น </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-14.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ee82ee"><strong>ปางที่ 14<br /> สวา.โต.ตา.ศุ.บัม<br /> สะ พอ ออ ทอ เตา ซี พง<br /> Sa Po Ou Ta Dou Shu Peng </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> อมฤตโพธิสัตว์ ก็คือ พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ มือหนึ่งพระองค์ทรงถือกิ่งทับทิม อีกมือหนึ่งถืออมฤตกุณฑี(หม้อน้ำมนต์) เพื่อจะออกโปรดสัตว์โลก<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สัต หมายถึง การได้เห็น (ได้รู้ได้เห็นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง)<br /> คำว่า พอ หมายถึง เสมอภาค<br /> คำว่า ออ หมายถึง พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์<br /> คำว่า ทอเตาซีพง หมายถึง ธรรมไม่มีขอบเขต<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ ทรงมีความหาเมตตากรุณาประทานพระคาถาบทนี้ ให้ทุกคนได้สวดท่องพระมนต์อันสำคัญ และปฏิบัติธรรมกันได้โดยสะดวกสบาย และจะสามารถบรรลุสู่พระพุทธภูมิได้โดยเสมอกันได้สำเร็จ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-15.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa07a"><strong>ปางที่ 15<br /> อะ.ศี.ยัม.<br /> ออ ซี เย็น<br /> Ou Shi Yun</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นยักษ์เหาะเหินมาตรวจตราไปทั่วทุกๆ ทิศ เพื่อพิจารณาความผิดถูก พระองค์จะได้คอยตักเตือนให้มนุษย์หันมาทำความดี ละเว้นจากการกระทำความชั่ว<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ออซีเย็น หมายถึง สรรพสัตว์และผู้ที่ทำความดีย่อมได้รับการยกย่องชมเชย ผู้ทำบาปจะต้องสำนึกและขอขมาโทษ ให้พระองค์ทรงโปรดประทานเมตตากรุณา<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์เกิดความห่วงใยและสงสารในสรรพสัตว์ที่มีจิตเป็นอกุศล ชอบในการกระทำความชั่ว มีความทุกข์ พระองค์ทรงเกรงว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะมีความเบื่อหน่ายต่อการสร้างบุญสร้างกุศล ท่านพญายักษ์เหาะลงมาสำรวจทั่วทุกทิศ และแสดงอภินิหาร เพื่อเป็นการตักเตือนให้แก้ไขการกระทำกลับใจมาสร้างความดี ให้ละบาปและมาบำเพ็ญบุญแทน </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-16.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 16<br /> สวา.สัต.โต.นะ.โม.ปา.สัต.โต.นา.มา.บา.คา.<br /> สะ พอ สะ ตอ นอ มอ พอ สะ ตอ นอ มอ พอ เค<br /> Sa Po Sa Duo Na Mo Po Sa Duo Na Mo Po Qie</strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปเทพเจ้าภคติ รูปร่างใหญ่โต ผิวกายดำสนิท ถือโตมรเป็นศาสตราวุธ (ถือมีดเตรียมปราบมาร)<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สะพอสะตอ หมายถึง พระพุทธธรรมอันไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้<br /> คำว่า นอ มอ พอ สะตอ หมายถึง พุทธธรรมเป็นความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกชั้นวรรณะเป็นสูงหรือต่ำ และมากน้อย<br /> คำว่า มอพอเค หมายถึง พุทธธรรมมีความยิ่งใหญ่ไพศาล ผู้ที่ปฏิบัติตาม อันตรายไม่เกิดอรรถาธิบายไม่ว่านักปราชญ์ หรือคนโง่เขลา คนหรือสัตว์ เมื่อสวดบูชา ล้วนสามารถหลุดพ้นได้ พึงปฏิบัติตามด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจด้วยความเคารพ พระโพธิสัตว์จะทรงประทานความเมตตากรุณา ทรงอภินิหารให้มองเห็นว่า ปรากฏให้เห็นเป็นพันกรพันเนตร ลงมาโปรดให้พ้นทุกข์ภัย </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-17.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 17<br /> มา.บา.เต.ตุ.<br /> มอ ฮัว เตอ เตา<br /> Mo Fa Te Dou </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป กุนตาลี ทรงถือจักรมือหนึ่ง และทรงถือบ่วงบาศเป็นศาสตราวุธ มีตา 3 ดวง น่าเกรงขามยิ่งนัก<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มอฮัวเตอเตา หมายถึง การสั่งสอนตักเตือน ให้ผู้ตั้งใจถือในการปฏิบัติในสรรพธรรมให้เกิดความว่าง ใช้ปัญญาดับกิเลสให้หมดสิ้นไป<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ได้ทรงตักเตือน ให้ผู้ปฏิบัติถือพระสัทธรรมให้เป็นสูญ ไม่ข้องแวะ ไม่ยึดถือติดอยู่ในรูป และไม่ยึดถือติดอยู่ในจิต ถือเอาสัจธรรมเป็นใหญ่ ต้องละความคิดวิตกกังวล ดับความโกรธ ความโลภ ความหลง โดยใช้หลักแห่งปัญญา ดับกิเลสให้หมดสิ้นจนเกิดจิตว่างจิตสงบ ให้อยู่ในโลกนี้โดยสันติสุข </span><br /> <br /> <a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-18.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa500"><strong>ปางที่ 18<br /> ตา ยา.ถา.<br /> ตัน จิต ทอ<br /> Da Zhi Ta</strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป พระอรหันต์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ตันจิตทอ หมายถึง เป็นนามแห่งพระโพธิสัตว์ เป็นมนต์คาถาและความกรุณาจิต พีชะ หัสตมุทร ปัญญาจักษุอัสน เพื่อนำทางเข้าถึงธรรมทั้งหลาย ด้วยความศรัทธาโดยแท้จริง<br /> อรรถาธิบาย<br /> ด้วยความหมายแห่งศรัทธาด้วยใจจริง ต่อเนื่องกับจิต ยังผลให้จิตสอดคล้องต้องกันกับสรรพธรรม เพื่อจะคอยกำจัดออกจากความวุ่นวาย เพราะถ้าเกิดความขัดแย้งกับพระธรรมขึ้น ด้วยใจคิดไม่บริสุทธิ์ เกิดความคิดในทางโลกขึ้นมา จะไม่อาจพบความสุขใดๆได้เลย </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-19.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 19<br /> โอม อ.วา.โล.กา.<br /> งัน ออ พอ ลู ซี<br /> An Ou Po Lu Xi </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ทรงประทับนั่งขัดสมาธิพนมมือตรงระหว่างหน้าอกแสดงถึงความเมตตา กรุณา เพื่อจะให้เป็นความสุขช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของสรรพสัตว์ที่อยู่ในโลก<br /> ความหมาย<br /> คำว่า งัน(โอม) หมายถึง นอบน้อม, เป็นบทนำ<br /> คำว่า ออพอลูซี หมายถึง องค์พระโพธิสัตว์ ผู้ยึดถือในพระธรรมซึ่งเป็นผู้นำแห่งความบริสุทธิ์ จิตสะอาดปราศจากราคี มีความสดใสไม่มีราคะปนเปื้อน ถือหลักปฏิบัติด้วยใจเด็ดเดี่ยว<br /> อรรถาธิบาย<br /> ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องยึดถือในหลักการปฏิบัติ ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวต่อการก่อกวนของเหล่ามารทั้งมวล(กิเลส ) หากสามารถตั้งจิตข่มจิต สำรวมจิตทางกาย วาจาละทิ้งโลกียวิสัยทั้งหมด ก็จะได้เข้าถึงพุทธสภาวะที่มีอยู่ดั้งเดิม ถ้าสามารถมีความสงบนิ่งอยู่ทุกขณะภายในจิต ไม่มีการเคลื่อนไหวในจิต เกิดความสงบนิ่ง ก็จะมีความสำเร็จในธรรมโดยไม่รู้สึกตัว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ รวมทั้งพระโพธิสัตว์ได้หลุดพ้นในขณะที่อยู่ในโลกกิเลสและเต็มไปด้วยความเสื่อม </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-20.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa500"><strong>ปางที่ 20<br /> โล.กา.เต.<br /> ลู เกีย ตี<br /> Lu Jia Di</strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นร่างพระมหาพรหมเทพราช ออกโปรดสัตว์และคอยสอดส่องดูแลโดยเฉพาะสรรพสัตว์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ลูเกียตี หมายถึง การเป็นอิสระ มีแสงสว่างรอบพระวรกาย เป็นโลกนารถ มีกุศลจิตสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มัวหมอง มีการเข้าร่วมกับดินฟ้าอากาศเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ได้กล่าวสั่งสอนตักเตือนสรรพสัตว์ ให้รักษาจิตเอาไว้ให้เป็นกุศล อย่าทำลายตนเองโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และต้องใช้ความระมัดระวังกายและจิตตลอดเวลาจงสวดมนต์คาถาอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามไม่ให้หลงผิด (เห็นผิดเป็นชอบ) ไม่ให้คิดหลงลืมได้แม้แต่น้อย และทำจิตให้บริสุทธิ์ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-21.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 21<br /> กา.ลา.ติ.<br /> เกีย ลอ ตี<br /> Jia Lu Di </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นร่างของเทพเจ้า เพื่อคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า เกียลอตี หมายถึง ผู้ปลดเปลื้องความทุกข์ มีความกรุณา ผู้มีจิตในธรรม ด้วยมรรคอันเที่ยงแท้มั่นคง มีสติปัญญาอย่างใหญ่หลวง<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ท่านทรงมีพระเมตตาจิต กรุณาจิต ชักชวนให้มวลมนุษย์ได้ปฏิบัติธรรม เมื่อจิตมีความสงบ ว่าง เพียงพอ ย่อมจะสามารถเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีเปลี่ยนจิตบาปเป็นจิตกุศลได้ โดยมีหลักเกณฑ์ภายในจิตใจ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-22.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa07a"><strong>ปางที่ 22<br /> อี.ศี.รี.<br /> อี ซี ลี<br /> Yi Xi Li </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป องค์เทพเจ้ามเหศวรเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปรากฏว่าพระองค์นำทัพเทพยดา ลงมาโปรดเหล่าสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า อีซีลี หมายความว่า พระองค์ทรงกระทำตามโอวาท ไม่ให้มีจิตใจที่คิดผิดและหลงผิดมัวเมามากไปด้วยความโลภที่เป็นต้นเหตุ<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ผู้ตั้งอยู่ในความเมตตากรุณา คอยช่วยอำนวยประโยชน์สุขใหญ่น้อยแก่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง พร้อมทั้งในโลก สรรพสัตว์ใดที่ได้รับความทุกข์ไม่เป็นสุขพระโพธิสัตว์ท่านจะตามไปช่วยตามเสียงที่ร้องขอนั้นๆ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-23.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa07a"><strong>ปางที่ 23<br /> ม.หา.โบ.ธิ.สัต.โต.<br /> หม่อ ฮอ ผู่ ที สัต ตอ<br /> Mo He Pu Ti Sa Duo </strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป พระโพธิสัตว์ ใช้ความเมตตากรุณา อันบริสุทธิ์ เป็นพระคาถาที่มีความเป็นอนัตตา เพื่อจะได้นำเอามาอบรมสั่งสอนผู้ที่ปฏิบัติ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า หม่อฮอ หมายถึง ความยิ่งใหญ่ไพศาลในพระพุทธธรรม ทุกคนพึงปฏิบัติกันได้ ด้วยหลักเหตุผล<br /> คำว่า ผู่ที หมายความว่า โลกนี้เป็นความสูญ มองเห็นโลกที่พวกเราได้อาศัยอยู่นี้เป็นจุดศูนย์กลาง<br /> คำว่า สัตตอ หมายถึง อนัตตาธรรม พึงปฏิบัติได้ มองเห็นสรรพธรรมเป็นศูนย์กลาง<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงชี้แนะให้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่า ในบรรดามนุษย์และสรรพสัตว์ จะต้องมองเห็นความรุ่งเรืองแห่งลาภ ยศ สรรเสริญและสิ่งทั้งหลายเป็นสูญ มองให้เห็น<br /> เป็นเงา ลวงตา ทำจิตให้มั่นคงแน่วแน่ โดยอย่างยิ่งผู้เริ่มปฏิบัติ จะต้องมีจิตใจที่มั่นคงแน่วแน่ พยายามข้ามไปจากความทุกข์และกองกิเลสอันแสนที่จะเลวร้าย พยายามหาทางหลุดพ้นให้จงได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-24.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 24<br /> สา.โบ.สา.โบ.<br /> สัต พอ สัต พอ<br /> Sa Po Sa Po </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปคนธาลัยโพธิสัตว์ ได้นำทหารและทัพภูตผีทั้ง 5 ทิศ และผู้ติดตามมาโปรดสรรพสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สัตพอ หมายถึง พระพุทธธรรมมีความเสมอภาค ช่วยทั้งอำนวยประโยชน์สุขแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ท่านที่ประกอบบุญกุศล ย่อมได้รับความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ บันดาลความสุข และประโยชน์ให้แก่เหล่าสรรพสัตว์พร้อมมวลมนุษย์ทั้งหลาย ครั้งที่พระองค์ได้เสด็จลงมาโปรดสัตว์โดยทั่วกัน มิทรงให้กลัวความยากลำบากและหวาดหวั่นต่อทุกข์เข็ญ จงมุ่งไปก้าวไปอย่างไม่หยุดหย่อน โดยอย่างยิ่งผู้ที่พึงยึดถือปฏิบัติในธรรม พระองค์ทรงโปรดสัตว์ไปเรื่อย จึงสามารถทำประโยชน์แก่สัตว์โลกได้ ผู้ปฏิบัติหากถือความเกิดดับอันเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติ ไม่หลงติดรูปลักษณะทางโลก ผู้ที่เริ่มต้นด้วยความเพียรที่จะบำเพ็ญ แต่เมื่อปฏิบัติไปนานวันเข้า ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย ละความตั้งใจในการกระทำนั้นไป เกิดวิตกกังวลและวิจิกิจฉาลังเลสงสัยเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่มีทางที่จะหลุดพ้นบรรลุสำเร็จในการปฏิบัติธรรมได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-25.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ee82ee"><strong>ปางที่ 25<br /> มา.รา.มา.รา.<br /> มอ ลา มอ ลา<br /> Mo La Mo La </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏพระวรกายเป็นพระปัณทรวาสินีโพธิสัตว์ มือขวาทรงถือดวงแก้วมณี มือซ้ายทรงจูงเด็ก แสดงให้เห็นว่าสัตว์โลกทั้งหลายจะได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ และยังแนะนำสั่งสอนให้พึงปฏิบัติ<br /> เพื่อจะได้มีอายุอันยืนยาวที่สุด<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มอลา หมายถึง ผู้พึงได้ปฏิบัติในธรรมจะได้มีมโนรถแก้วมณีในส่วนที่ใส่สะอาดบริสุทธิ์คำว่า มอลา (คำที่สอง) หมายถึง แก้วมณีอันเป็นมโนรถที่ใส่สะอาดบริสุทธิ์ จะเพิ่มรัศมีของแก้วแจ่มใสไม่มีอะไรขัดข้อง<br /> อรรถาธิบาย<br /> ผู้ที่พึงปฏิบัติธรรม เมื่อต้องการแก้วมณีนี้เมื่อใด จะต้องสวดท่องพระคาถานี้ ให้มีความคิดสำนึกที่บังเกิดขึ้นมาจากจิตใจ ผู้ปฏิบัติจะต้องกำจัดความคิดอันเป็นอกุศล จิตที่ฟุ้งซ่าน ให้ระงับดับความวิตกกังวลนั้น เพียรพยายาม เสาะหาสัจธรรมความจริงภายในจิต แล้วจึงทำจิตให้ใสสะอาด<br /> ไม่มีความห่วงใยให้เกิดขึ้นในดวงจิตนี้เลย </span><br /> <span style="color: #40e0d0">&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-26.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 26<br /> มา.ศิ.มา.ศิ.ริ.ดา.ยุ.<br /> มอ ซี มอ ซี ลี ทอ ยิน<br /> Mo Xi Mo Xi Lie Tuo Yun </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏพระวรกายเป็นพระอมิตาภาพุทธเจ้า เมื่อสิ้นลมและสำเร็จความประสงค์แล้ว ได้สมโภคกายนี้แล้ว ต่างไปบังเกิดในสุขขาวดีภูมิ คือ ภูมิที่มีความสงบสุข<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มอซี หมายถึง ได้รับความมีอิสระทันที หมายความว่า ผู้ปฏิบัติไม่มีเวลาใดและโอกาสใด ที่จะไม่เป็นอิสระ<br /> คำว่า ลีทอยิน หมายถึง ผู้ปฏิบัติเมื่อสำเร็จได้ในชั้น วชิรธรรมกาย ถึงกับได้รับอาสน์ดอกบัวรองรับนั้น<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์หวังให้ทุกคน รวมทั้งสรรพสัตว์ ได้เร่งรีบในการปฏิบัติธรรม ท่านใดมีความประสงค์ที่จะกระทำจิตและกายให้สะอาดหมดจด จงพยายามกระทำให้จิตว่างย่อมสามารถบรรลุผลได้ใน วชิรกาย แห่งความเป็นอมต ไม่มีวันเสื่อมถอยลงไปได้เลย แต่คนส่วนมากยังตกอยู่ในกามคุณโภคทรัพย์และสุราเมรัย ทั้งยังติดอยู่ในชื่อเสียง<br /> ลาภยศ สรรเสริญ จึงไม่มีโอกาสที่จะสำเร็จเป็นพุทธะ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-27.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ee82ee"><strong>ปางที่ 27<br /> คู.รู.คู.รู.คา.มัม.<br /> กี ลู กี ลู กิด มง<br /> Ju Lu Ju Lu Jie Mong</strong></span><br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏพระวรกายเป็นอากาศกายโพธิสัตว์ พระองค์ทรงนำกองทัพเหล่าทวยเทพจำนวนหมื่นโกฏิ เพื่อโปรดสัตว์ที่เป็นอมิตา ทั้งหมด<br /> <br /> ความหมาย<br /> คำว่า กีลู หมายถึง พึงมุ่งมั่นตั้งใจคิดปฏิบัติธรรมนั้นๆ ย่อมสามารถบันดาลให้เทพเจ้า เสด็จลงมาปกปักษ์รักษาคุ้มครองป้องกัน<br /> คำว่า กิดมง หมายถึง ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นสร้างสมบุญบารมี เพื่อเป็นจุดเริ่มและพื้นฐานในการบรรลุสู่มรรคผล<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ ทรงสั่งสอนและตักเตือนให้ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีความตั้งใจ เพียงมีจิตและคิดอันเป็นกุศลเกิดขึ้น เทพเจ้าท่านจะเมตตาประทานพรอันเป็นมงคลให้มาช่วยเหลือในการกระทำนั้น อำนวยให้การกระทำให้เกิดผลสำเร็จ ถ้าเราสามารถหมั่นสร้างสมบุญวาสนาและการปฏิบัติธรรมอย่างมั่นคงแน่วแน่ ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่เนืองๆ ก็จะได้พระธรรมกายอันประกอบด้วยบุญกุศล<br /> ทั้งยังสามารถสำเร็จผลได้ในเร็ววัน </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-28.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffd700"><strong>ปางที่ 28<br /> ตู.รู.ตู.รู.บา.ศี.ยา.ติ.<br /> ตู ลู ตู ลู ฟา เซ เย ตี<br /> Du Lu Du Lu Fa She Ye Di </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระอุครโพธิสัตว์ ขณะคุมทหารของกองทัพมยุรราช ออกปราบเหล่ามารทั้งหลายให้หมดไป<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ตูลู หมายถึง ผู้ปฏิบัติจะต้องยึดให้มั่น ตั้งใจปฏิบัติ ไม่ลุ่มหลงด้วยพวกเดียรถีย์ ให้ตั้งใจปฏิบัติโดยตรง<br /> คำว่า ตูลู หมายถึง มีจิตที่บังเกิดเป็นสมาธิ แล้วทำจิตให้สงบและว่าง ผู้ที่มุ่งปฏิบัติย่อมมีความแน่วแน่ มั่นคงเสมอไป<br /> คำว่า ฟาเซเยตี หมายถึง ความบริสุทธิ์ผุดผ่องและสะอาดอย่างยอดเยี่ยม สามารถควบคุมจิตให้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย ยัง<br /> สามารถข้ามพ้นสังสารวัฏได้<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ได้ทรงอบรมสั่งสอนที่จะมุ่งให้ผู้ปฏิบัติจำได้อย่างแม่นยำ และจะต้องรู้แจ้งเห็นจริงตามหนทางในการเข้าถึงสรรพธรรม เพื่อจะช่วยให้ก้าวไปได้อย่างรวดเร็วด้วยจิตใจอันมั่นคงสมบูรณ์ ไม่เบื่อหน่าย ท้อใจ เลิกไปเสียก่อนกลางคันในการปฏิบัติ </span><br /> <br /> <br /> <a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-29.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #ffa07a"><strong>ปางที่ 29<br /> ม.หา.บา.ศี.ยา.ติ.<br /> หม่อ ฮอ ฮัว เซ เย ตี<br /> Mo He Fa She Ye Di </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นรูปแม่ทัพมหาพละ มือขวาทรงถือคทา คอยมาคุ้มครองสรรพสัตว์ มีจิตที่เพียรปฏิบัติธรรมด้วยพระองค์ไม่ยอมให้ได้รับอันตรายจากหมู่มาร<br /> ความหมาย<br /> คำว่า หม่อฮอฮัวเซเยตี หมายถึง ธรรมอันไพศาลแห่งสัจธรรมการเกิดและการดับ ผู้มุ่งปฏิบัติจะไม่มีการตกอยู่ในห้วงของทุกข์ภัย<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระคาถานี้ กำจัดการเข้าใจผิด ให้ปล่อยวางที่ใจ จงอย่าเห็นแก่ตัว จงอย่าเห็นแก่กิน จงอย่าเห็นแก่ได้ จงอย่าเห็นแก่ขอ ให้มองเห็นด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ให้คิดที่จะกำจัดความโลภ โกรธ หลง ออกไปให้พ้นจากจิตสันดาน ที่อยู่ในรากฐานแห่งดวงจิตให้ระงับไปในทันใด เมื่อปฏิบัติจนดวงจิตปราศจากอารมณ์ขุ่นมัว แล้วต้องการในมรรคผลบรรลุ พุทธก็จะเกิดขึ้นและอยู่ภายในจิตเราเอง </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-30.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #dda0dd"><strong>ปางที่ 30<br /> ดา.รา.ดา.รา.<br /> ทอ ลา ทอ ลา<br /> Tuo La Tuo La </strong></span><br /> <br /> <br /> <span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระมหาบุรุษ ผู้มีความเพียรบำเพ็ญทุกข์กิริยาอย่างสงบ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ทอลา ทอลา หมายถึง เป็นธารณีจิต เป็นฝุ่นละอองที่สามารถปกปิดกิเลสภายในจิต และจะมาบดบังแสงสว่างแห่งธรรมในจิตตนเอง หากจิตใจยังขุ่นมัว เปรียบได้กับว่าสภาวะของจิตยังมืดมน เมื่อทำจิตให้แจ่มใสไม่มีกิเลสที่เป็นฝุ่นละอองมาเกาะมาคอยบดบังจิตใจได้แล้ว<br /> จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นพรหมได้<br /> อรรถาธิบาย<br /> ดวงจิตที่มีกิเลส ขุ่นมัวจากฝุ่นละอองที่มาเกาะจิตใจ ทำให้หลงทาง และปกปิดบดบังจิตที่เป็นธรรมในสภาวะเดิมแห่งตน ย่อมมีมารร้ายมาราวี เข้ามายึดครองจิตตนทำให้คิดผิดหลงทางจึงไม่สามารถสอดส่องมองเห็นธรรมได้ หากเรากำจัดมารไม่ให้มีกิเลสที่เป็นฝุ่นละอองเข้ามาปกปิดบดบังจิตใจแล้ว<br /> จะได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นพรหมกันได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-31.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 31<br /> ดิ.ริ .ณี.<br /> ตี ลี นี<br /> Di Li Ni </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> พระโพธิสัตว์ ทรงนั่งประทับบนหลังสิงห์ราช เพื่อลงมาทดสอบการศึกษาพระธรรมและการปฏิบัติของเหล่ามวลมนุษย์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ตี หมายความว่า โลก<br /> คำว่า ลี หมายความว่า สรรพสัตว์ที่สามารถรับรู้ในการโปรดของพระองค์ท่านได้<br /> คำว่า นี หมายความว่า พระพรหมจาริณีที่ปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสงบ<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ได้ทรงกล่าวแสดง โปรดให้หญิงสาวหันมาปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องถูกวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นสตรีทุกเพศทุกวัย ทุกระดับชั้น ควรหันมารีบเร่งในการปฏิบัติ<br /> ธรรม เพื่อจะได้ช่วยให้บรรลุผล สมความตั้งใจแห่งองค์พระโพธิสัตว์ หากใครได้ปฏิบัติได้ดีแล้ว ปฏิบัติชอบแล้ว อย่างสมบูรณ์ด้วยดี องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและ<br /> เทพยดาทั้งหลาย เหล่าครุฑาและเหล่าท่านพญานาค จะคอยคุ้มครองโดยรอบ ซึ่งองค์พระโพธิสัตว์จะทรงแปลงกายเป็นสตรี มีถึง 40 มือ มาคอยปราบมารร้าย<br /> ให้เหล่าสตรีได้ข้ามไปถึงฝั่งนิพพานได้โดยเร็ว </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-32.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 32<br /> โซว์.รา.ยา.<br /> สิด ฮู ลา เย<br /> Shi Fu La Ye </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นพระคำรามโพธิสัตว์ มือหนึ่งถือคทาทองเป็นศาสตราวุธ แบกเอาไว้บนบ่า เพื่อทำหน้าที่ในการปราบปราม<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สิดฮูลาเย หมายความว่า เมื่อปฏิบัติธรรมเข้าถึงความสมบูรณ์เพียบพร้อมแห่งสภาวะเดิมแล้ว จะมีความสว่างปรากฏในกายของตน<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ได้ประกาศพลังอันยอดเยี่ยมแห่งพระธรรม ผู้ที่สามารถปล่อยวางสภาวะทางโลก ไม่ก่อเรื่องยุ่งยากวุ่นวายขึ้น จิตใจย่อมใสสะอาด สามารถสำเร็จเป็นพีชะ<br /> แห่งพุทธิ อันมีแสงเปล่งปลั่งไปด้วยแสงรัศมี อีกทั้งยังสามารถปรากฏกายไปแสดงธรรมได้ทุกแห่งหน เพื่อทำการโปรดสัตว์สืบต่อไป </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-33.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 33<br /> จา.ลา.จา.ลา.<br /> เจ ลา เจ ลา<br /> Zhe La Zhe La</strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระหักหาญโพธิสัตว์ มือถือสุวรรณจักร เพื่อโปรดสั่งสอนและตักเตือนเหล่ามารให้มานอบน้อมต่อพระศาสนา<br /> ความหมาย<br /> คำว่า เจลาเจลา หมายถึง เสียงคำรามอันดัง สุรเสียงที่เปล่งออกมาดุจเสียงคำรามของฟ้ากระหึ่มไปทั่วทุกสารทิศ เนื่องด้วยอำนาจ แห่งความโกรธ จึงแสดงอาการ<br /> ดุออกมาให้เห็น<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงเล็งเห็นว่า สรรพสัตว์ถูกชักจูงไปตามเหล่ามาร ไม่สามารถหลุดพ้นได้ จึงแสดงความโกรธเกรี้ยวกราด เพื่อโปรดสัตว์เหล่านั้นให้หลุดพ้น เป็นการ<br /> ห้ามปรามเหล่าผู้ปฏิบัติ ให้พึงปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ มารในที่นี้คือ ความโลภ โกรธ หลงของตนเอง จึงต้องอบรมสั่งสอนแนะนำ ให้ผู้พึงปฏิบัติหมั่นฟัง<br /> พระสัจธรรมบ่อยๆ เพื่อทำลายความหลงผิด ธรรมะเหมือนกับฟ้าร้องคำรามไปทั่วสารทิศ เสียงนั้นดังก้องขึ้นไปถึงชั้นพรหม เมื่อเหล่ามารร้ายได้ยินศัพท์พระคาถานี้<br /> ก็จะเกิดความสะดุ้งกลัว </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-34.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 34<br /> มา.มา.บา.มา.รา.<br /> มอ มอ ฮัว มอ ลา<br /> Mo Mo Fa Mo La </strong><br /> <br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระอภิจารกมารวชิร มือถือสุวรรณจักร คอยคุ้มครองสัตว์โลกให้มีความเป็นสิริมงคล<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มอมอ หมายถึง การปฏิบัติในสิ่งที่ดีและการกระทำดี สามารถทำลายความกังวลแห่งภยันตรายได้<br /> คำว่า ฮัวมอลา หมายถึง ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีประโยชน์มาก มีความลึกซึ้งไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะเป็นประโยชน์ที่ไม่มีสิ่งใดจะเท่าเทียม<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงแสดงธรรมด้วยความตั้งใจโปรดสัตว์ ด้วยความเมตตาจิต คอยคุ้มกันปกป้อง และให้ผู้มุ่งปฏิบัติได้รับสิ่งดีงามอันเป็นมหามงคล ได้ไปเกิดในพุทธภูมิ<br /> ทุก ๆ ชาติ ไม่ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ทุกชาติไป ต้องรับทุกข์ทรมาน </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-35.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 35<br /> มุ.ดิ.ลิ.<br /> หมก ตี ลี<br /> Mo Die Lie</strong><br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย รูปพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ ทรงยืนพนมมือ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า หมกตีลี หมายถึง หลุดพ้น<br /> อรรถาธิบาย<br /> การทำจิตให้สะอาดผ่องใส ด้วยการสวดมนต์ท่องบ่นคาถาพระธารณีเงียบๆ เป็นประโยคหนึ่งที่พระโพธิสัตว์สอนให้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเริ่มต้นด้วยการปล่อยวางจิตใจ<br /> ให้ห่างจากภาวะทางโลก กระทำจิตให้สำรวมตลอดวัน ให้จิตเป็นหนึ่ง เพื่อปลดเปลื้องสรรพกิเลส ไม่ให้มีความโลภและความเห็นแก่ตัวอยู่ในสันดานเลย ผู้ที่เจริญ<br /> พระคาถานี้เป็นนิจ พระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ทางทิศตะวันตก จะยกย่องอนุโมทนา ควรเริ่มต้นในการปฏิบัติให้เจริญออกไป ต้องประกอบด้วยอุบายในความเมตตากรุณาจิต<br /> ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เพื่อการกำจัดกิเลสให้ดับไป และ เข้าในถึงโมกขธรรม </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-36.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 36<br /> เอ.ฮา.ยา.เฮ.<br /> อี ซี อี ซี<br /> Yi Xi Yi Xi </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระมเหศวรเทพเจ้า ลงมาโปรดมวลมนุษย์ สรรพสัตว์และเหล่าเทพ เพื่อให้เกิดความสะดวกและสบาย ในการปฏิบัติบำเพ็ญธรรมให้สำเร็จ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า อีซีอีซี หมายถึง ตามพระศาสนาได้ทรงชักชวน ให้ผู้ที่มุ่งปฏิบัติในทุกสิ่งให้เป็นไปตามธรรมชาติ<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงสอนให้คนเรา ทำจิตใจให้สบาย ตามบัญชาของสวรรค์ ไม่หลงผิดไปจากสภาวะเดิม นานเข้าก็จะเกิดความแจ่มใส แล้วสามารถหลุดพ้นทุกข์ได้<br /> จึงจะรู้จักโชคชะตาของตน ทุกสิ่งปล่อยให้ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย อย่าฝืนทำอะไรตามใจชอบ ก็จะมีโอกาสสามารถโปรดสัตว์อื่นๆ ได้อย่างทั่วถึง อำนวยประโยชน์<br /> ให้แก่ทวยเทพและภูตผีที่จะเข้ามาคอยขัดขวางในการกระทำ เพื่อจะได้น้อมนำพาไปในทางที่เจริญในกุศล จงหมั่นพยายามกระทำให้สำเร็จผล </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-37.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 37<br /> ศิ.นา.ศิ.นา.<br /> สิด นอ สิด นอ<br /> Shi Na Shi Na</strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระกาณะมารเทพราช สั่งสอนให้ปวงเทพ อย่ากลั่นแกล้งให้ร้ายแก่มนุษย์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สิดนอสิดนอ หมายถึง มหาสติและมีปฏิภาณ หมายถึง จิตใจที่มั่นคง ทำให้เกิดมหาปัญญา<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวพระคาถานี้ เพื่ออธิบายให้ผู้ปฏิบัติมีจิตเป็นสมาธิจะช่วยทำให้เกิดปัญญา และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสสอนว่า ผู้ปฏิบัติธรรม<br /> ต้องมีแสงสว่างในสติปัญญา หากใช้ธรรมให้เกิดประโยชน์ต่อจิตประกอบกันให้เป็นฐานอันมั่นคง จะทำให้จิตสดชื่น สามารถกำจัดความโลก ความเห็นแก่ตัวได้<br /> ความสว่างไสวแจ่มใสย่อมเกิดขึ้นในดวงจิตส่งเสริมให้สติปัญญาที่มีอยู่ดั้งเดิม ปรากฏออกมาให้เห็นได้ </span><br /> <a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-38.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 38<br /> อา.ลา.ศิน.บา.ลา.ศา.รี.<br /> ออ ลา ซัน ฮู ลา เซ ลี<br /> Ou La Sen Fu La She Li </strong><br /> <br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระอวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์ มือขวาทรงถือธนูและคันศร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือโล่ทองคำ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ออลาซัน หมายถึง พระราชาทั้งหลายที่ผ่านธรรมเข้าถึงความเป็นอิสระในธรรม ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระธรรมราชา<br /> คำว่า ฮูลาเซลี หมายถึง การได้พระธรรมกายอันบริสุทธิ์ ได้ดวงแก้วแห่งพระรัตนะ<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ได้ทรงตรัสสอน จะห่างจากการปฏิบัติไปไม่ได้ ไม่ควรทำจิตให้ติดขัดในพระธรรม ขณะที่ปฏิบัติควรตั้งจิตใจให้เข้าถึงความสงบที่เป็นจุดยอด<br /> แห่งความสงบ หากทำได้ในลักษณะเช่นนี้ จึงได้ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ได้ธรรมขั้นสุดยอด ไร้ความสงบแต่มีความสงบเรียกว่า ความสงบที่เป็นยอดมีความไหว แต่ไม่<br /> มีความเคลื่อนไหว ลืมความเคลื่อนไหว เรียกว่าสุดยอดแห่งความเคลื่อนไหว จงทำใจอย่าหวั่นไหวและทำจิตของท่านให้เป็นอิสระ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-39.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 39<br /> บา.ศา.บา.ศิน.<br /> ฮัว ซอ ฮัว ซัน<br /> Fa Suo Fa Seng</strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นแม่ทัพสุวรรณมงกุฎภูมิ ทรงถือกระดิ่งทอง ทรงเขย่าเป็นการประกาศธรรม ไปตามกาลที่เหมาะสม เพื่อโปรดสัตว์โลกทั่วไป<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ฮัวซอ หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ตั้งอยู่ด้วยความสงบนิ่งแห่งขันติธรรม<br /> คำว่า ฮัวซัน หมายถึง ผู้บรรลุธรรม มีความสุขอันแท้จริง<br /> คำว่า ฮัวซอฮัวซัน หมายถึง การอนุโมทนาตามเหตุปัจจัย<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ได้ทรงกล่าวเอาไว้ด้วยความเมตตากรุณาว่า การที่สรรพสัตว์ทั้งหลายจะมีความอดทนจนถึงที่สุด ไม่ยอมกระทำจิตให้หวั่นไหวตามเหตุปัจจัยนั้นๆ<br /> นั่นแหละ คือ ความอดทน อันเป็นความสุขที่แท้จริง ยังหมายถึงความอดทนต่อความอดอยากหิวโหย และยังต้องอดทนต่อความยากลำบากจากการปฏิบัติ<br /> ที่ต้องคอยบังคับจิตเอาไว้ไม่ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องมีความพยายามอดทนต่อความยากลำบากให้มากยิ่งขึ้นไปได้อีก ควรหมั่นพิจารณาให้ถึง<br /> รูปกายทั้งหลายนี้ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงของนอกกาย จิตของเราอยู่ในฐานะที่ไม่มีตัวตน หากเข้าถึงธรรมข้อนี้ได้ ย่อมเข้าถึงความสุขอันประเสริฐสำเร็จในผลได้จริง </span><br /> <span style="color: #40e0d0">&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-40.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 40<br /> บา.รา.ศา.ยา.<br /> ฮู ลา เซ เย<br /> Fu La She Ye</strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏรูปเป็นองค์สมเด็จพระอมิตาพุทธเจ้า หากอยากพบพระองค์ เพียงตั้งจิตสวดพระคาถาออกพระนามของพระองค์ ก็จะสามารถพบพระองค์ท่านได้โดยตลอดกาล<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ฮูลาเซเย หมายถึง จะต้องปฏิบัติธรรมมีความรอบรู้ด้วยตนเอง หากสามารถเข้าถึงสภาวะดั้งเดิมได้ ย่อมสามารถละสิ่งที่ยึดติดทั้งปวงได้โดยหมดสิ้น<br /> ธรรมที่ปฏิบัตินี้ย่อมส่งหนุนให้พบพระพุทธเจ้าได้ทุกพระองค์<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวสั่งสอนตักเตือน ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องเป็นไปในทางที่เห็นชอบ เป็นการปฏิบัติธรรมอันชอบ ให้ถือรูปเป็นสูญ<br /> มุ่งตรงในธรรมไม่มีจิตที่โอนเอียงให้อยู่ในความเป็นกลาง ย่อมบรรลุโพธิธรรมได้พบองค์พระพุทธเจ้า </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-41.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 41<br /> ฮู.ลู.ฮู.ลู.มา.รา.<br /> ฮู ลู ฮู ลู มอ ลา<br /> Hu Lu Hu Lu Mo La </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นร่างเทพเจ้าแปดคติ ยืนพนมมือ ตั้งเมตตาจิต เพื่อที่จะปราบเหล่าภูตผีปีศาจให้พินาศสิ้นไป<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ฮูลูฮูลูมอลา หมายถึง การประกอบพิธีกรรมตามใจปรารถนาไม่ละจากตัวตน<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวสอนว่า เมื่อบรรลุธรรมแล้ว เนื่องจากความพากเพียรในการปฏิบัติธรรมด้วยจิตที่เกิดเป็นอิสระ ย่อมมีสติปัญญาเกิดขึ้น และจะมีอภินิหาร<br /> อีกทั้งอภิญญาที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้น ปรากฏเป็นความอัศจรรย์ใจเกินความคาดคิดอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนว่าจะ เกิดขึ้นได้ ย่อมเกิดปรากฏการณ์ประหลาดเป็น<br /> ความมหัศจรรย์เกิดขึ้น หากคราวใดบังเกิดมีกองทัพผียกเข้ามาปราบผีด้วยกัน จริงๆ แล้วนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มงคลเกิดขึ้น ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ว่าจะสำเร็จในธรรมได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-42.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 42<br /> ฮู. รู. ฮู. รู. ศรี.<br /> ฮู ลู ฮู ลู ซี ลี<br /> Hu Lu Hu Lu Xi Li </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปเทพเจ้า 4 กร พระหัตถ์ขวาทรงถือดวงจันทร์และพระหัตถ์ซ้ายทรงถือดวงอาทิตย์ ช่วยในการส่องแสงสว่างลงบนพื้นโลก เพื่อโปรดเหล่าสรรพสัตว์<br /> มนุษย์และทวยเทพ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ฮูลูฮูลูซีลี หมายถึง การประกอบบำเพ็ญธรรมโดยปราศจากความคิดคำนึงพะวง กังวลใดๆ เลย ย่อมมีจิตที่เป็นอิสระสูง ไร้การยึดติดในความเป็นตัวเป็นตน<br /> อรรถาธิบาย<br /> ผู้ที่ปฏิบัติจนสามารถทำจิตให้เป็นอิสระไม่ยึดมั่นหมายมั่นในตัวในตนได้แล้ว ย่อมสำเร็จในมหามรรค แม้กระทั่งการปฏิบัติและการกระทำในสิ่งต่างๆ ย่อมเป็นไป<br /> ได้อย่างอิสระ ไม่ต้องฝืนใจ ตามที่จิตปรารถนา หากต้องการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย จะปรากฏธรรมกายเป็นหมอมาช่วยรักษา เพื่อปลดเปลื้องทุกข์และสรรพโรคให้หายได้<br /> พระโพธิสัตว์ผู้บรรลุพระธรรมกายอันเป็นอิสระนี้ด้วยความมีเมตตากรุณาเป็นกุศลอย่างแท้จริง </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-43.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 43<br /> สา.รา.สา.รา.<br /> ซอ ลา ซอ ลา<br /> Suo La Suo La </strong><br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงแปลงเป็นภาพของถ้ำพรหมโฆษ อยู่บนภูเขาพูถอ ในมณฑลจีเจียง ผู้ที่ตั้งใจในการปฏิบัติธรรม เมื่อนมัสการกราบไหว้สักการะพระองค์ท่านเป็นประจำ<br /> ด้วยบารมีจะบันดาลให้เห็นองค์พระโพธิสัตว์ พระองค์ท่านก็จะปรากฏกายให้เห็น นับว่าเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอลาซอลา หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่มีความมุ่งมั่นมีจิตอันเป็นหนึ่งเดียว และมีความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง จะได้เห็น<br /> องค์พระโพธิสัตว์<br /> อรรถาธิบาย<br /> ผู้ปฏิบัติที่มีความมุ่งมั่นมีจิตอันเป็นหนึ่งเดียว และมีความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง ไม่ยึดมั่นหมายมั่นในความเป็นตัวตน ว่าเป็นเราเป็นเขา เพราะไม่ใช่สิ่งที่<br /> เที่ยงแท้แน่นอน เป็นเพียงภาพที่ลวงตาเท่านั้นเอง จงตั้งจิตตั้งใจมุ่งตรงต่อการปฏิบัติในธรรม ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ย่อมส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ได้บรรลุ<br /> ในมรรคผลอันเป็นวิสุทธิผล สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จากการเวียนว่ายตายเกิด ผลบารมีย่อมส่งหนุนให้ได้พบได้เห็นองค์พระโพธิสัตว์ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-44.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 44<br /> สิ. รี. สิ. รี.<br /> สิด ลี สิด ลี<br /> Xi Li Xi Li </strong><br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นองค์พระโพธิสัตว์ทรงแปลงกายเป็นภาพที่ให้มองเห็นใบหน้ากันอย่าง ชัดเจน อันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ทรงเสด็จลงมาโปรดสรรพสัตว์ทั่วทุกทิศ<br /> พระหัตถ์ซ้ายทรงถืออมฤตกุณฑี (หม้อน้ำมนต์) พระหัตถ์ขวาทรงถือกิ่งทับทิม เพื่อประพรมน้ำอมฤตให้แก่สรรพสัตว์ ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์ภัย<br /> ทั้งหลาย<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สิดลีสิดลี หมายถึง ความเป็นมหามงคลอันสูงสุด ที่สามารถอำนวยผลประโยชน์และคุ้มครองป้องกันสรรพสัตว์ โดยไม่มีการละทิ้ง<br /> อรรถาธิบาย<br /> ถ้าหากผู้ใดตั้งใจมั่นประกอบแต่กุศลกรรมดี ประกอบกิจที่เป็นประโยชน์แก่สิ่งทั้งปวง ด้วยการปล่อยวางทางโลกได้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการปล่อยจิตใจให้ไปผูกพัน<br /> ยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น ย่อยจะเห็นว่าเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ก็จะมีความสมบูรณ์พูนสุขในบุญกุศล และเหล่าเทพยดาทั้งปวง ย่อมมาร่วมอำนวยผลกัน<br /> ด้วยการอนุโมทนาบุญสาธุการสรรเสริญ ผู้ที่เจริญพระคาถานี้ จะสามารถบรรลุธรรมกายได้ จึงเป็นที่พึ่งพาอาศัยของสรรพสัตว์ทั้งหลาย และยังนำพาไปให้มองเห็น<br /> ในคติทั้ง 6 ก็จะได้รับความคุ้มครองของผู้มีบุญ จนกระทั่งเข้าสู่การสำเร็จมรรคผล </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-45.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 45<br /> สุ. รู. สุ. รู.<br /> ซู ลู ซู ลู<br /> Su Lu Su Lu </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นองค์พระโพธิสัตว์ แปลงเป็นน้ำอมฤต เพื่อโปรดสรรพสัตว์ให้ได้รับความชุ่มชื่น อิ่มเอิบและเบิกบาน อันเป็นหิตานุหิตประโยชน์ในทางธรรม บ้างก็เรียกว่า<br /> เสียงใบไม้ร่วง อันเป็นประโยชน์ต่อทางธรรม<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซูลูซูลู หมายถึง น้ำอมฤต เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งปวงให้ได้รับความชุ่มชื่น<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ ทรงได้แนะนำให้เป็นทานบารมี ด้วยน้ำอมฤตที่ทรงด้วยคุณค่ามหาศาลนี้ ให้ผู้ที่ได้มุ่งมั่นในการปฏิบัติในขณะที่กำลังบำเพ็ญบุญอยู่นั้น ได้บังเกิดเห็นน้ำอัน<br /> มีคุณ 8 ประการ ที่มีความใสสะอาดบริสุทธิ์ที่สามารถไหลขึ้นลงได้ตามปกติ เพื่ออำนวยประโยชน์โปรดสรรพสัตว์ทั้งปวงให้ได้รับความชุ่มชื่น อิ่มเอิบและเบิกบาน ชำระร่าง<br /> กายและจิตใจ ความกังวลเดือดร้อนทั้งปวงก็จะหายไป โดยชำระล้างจิตใจของผู้ปฏิบัติให้ใสสะอาดหมดจดในที่สุด </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-46.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 46<br /> บุด.ดา.ยะ.บุด.ดา.ยะ.<br /> ผู่ ถี่ เย ผู่ ถี่ เย<br /> Pu Ti Ye Pu Ti Ye </strong><br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นองค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ทรงแปลงให้ในท่าจูงเด็ก ซึ่งมีเด็กติดตามมา แสดงความเมตตากรุณา เพื่อโปรดสรรพสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ผู่ถี่เย ผู่ถี่เย หมายถึง การตรัสรู้ธรรมด้วยตนเอง ตรัสรู้ถึงภูมิจิต<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ ทรงได้แนะนำสั่งสอนและตักเตือนให้ผู้ปฏิบัติโดยทั่วไป จะต้องยึดมั่นในหลักการทางธรรมไว้ในใจเพื่อเป็นฐานแห่งการปฏิบัติอย่างต่อ เนื่องกันไป<br /> ผู้ปฏิบัติจะต้องแสวงหาโพธิจิต วิริยะจิต ไม่ข้องแวะด้วยรูปธรรม อย่าทำให้จิตใจอันบริสุทธิ์ต้องตกลงไปในกองเพลิงแห่งกิเลส ไม่หวั่นไหวไปกับอุปกิเลสน้อยใหญ่<br /> ต้องบำเพ็ญเพียรพยายามให้จิตใจมีความกล้าหาญ ไม่คิดย่อท้อต่อสิ่งใด ไม่หวั่นไหวไปตามภัยธรรมชาติที่เกิดจากดินฟ้าอากาศและลมฝนทั้งปวง หากผู้ปฏิบัติรวมจิต<br /> ให้เป็นหนึ่งเดียว มีความพยายามอดทนต่อทุกสภาพเหตุการณ์ได้ จิตย่อมเจริญงอกงาม ธรรมก็บังเกิดผล<br /> ส่งผลให้เข้าสู่แดนสุขาวดีภูมิได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-47.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 47<br /> โบ.ดา.ยะ.โบ.ดา.ยะ.<br /> ผู่ ถ่อ เย ผู่ ถ่อ เย<br /> Pu Tuo Ye Pu Tuo Ye</strong><br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระอานนท์เถระ กำลังอุ้มบาตรออกจาริกเพื่อโปรดสรรพสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ผู่ถ่อเย ผู่ถ่อเย หมายถึง คำสอนขององค์พระโพธิสัตว์ ให้ผู้ที่ปฏิบัติต้องมีความเมตตา ความกรุณา ให้ถือเป็นหลักสำคัญ องค์พระทรงชี้ให้เห็นถึงความเมตตากรุณา<br /> ให้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของจิต ที่รู้ซึ่งจากจิตอันแท้<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ ทรงสอนให้รู้ว่าคนดีและ คนชั่ว คนมีบุญและคนมีบาป แม้สัตว์ที่ต้องตกไปอยู่ในทุคติ ก็สามารถไปสู่สุขาวดีภูมิได้เช่นกัน จะเห็นได้ว่าทุกสรรพสิ่งมี<br /> ความเท่าเทียมเสมอภาคกันเช่นตัวเรา พระโพธิสัตว์มิได้รังเกียจแม้แต่น้อย ก็คอยหาช่องทาง ชี้แนะอุบายต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้หลุดพ้นออกมาได้ ผู้ปฏิบัติธรรม<br /> จะต้องถือความเมตตากรุณาเป็นฐานกำลังอันมั่นคงของจิตใจ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-48.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 48<br /> ไม.ตรี.เย.<br /> มี ตี ลี เย<br /> Mi Di Li Ye </strong><br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ทรงเสด็จออกมาแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ให้ได้รับสุขในโพธิธรรม เร่งปฏิบัติธรรมด้วยความเมตตา กรุณา ในที่สุดย่อมบรรลุ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มีตีลีเย ความหมายว่า พระมหากรุณาขององค์พระโพธิสัตว์<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงแนะนำสั่งสอน ให้ผู้ปฏิบัติเน้นหนักในเรื่องของจิต ต้องมีเมตตากรุณา ให้เข้าถึงโพธิมรรค ในบรรดาสรรพสัตว์ หากรักตนเองมากเท่าใดก็ให้รัก<br /> ผู้อื่นมากเท่านั้น เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ ก็จะได้รับความหลุดพ้น </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-49.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 49<br /> นี.ลา.เกน.ถา.<br /> นอ ลา กิน ซี<br /> Nuo La Jin Chi </strong><br /> <br /> <br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป องค์พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ โปรดสัตว์ให้บรรลุธรรม (โปรดสัตว์ในนรก) พ้นจากทุคติ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นอลากินชี ความหมายว่า นักปราชญ์ ผู้รักษาตนเองให้อยู่ในธรรม มีมหากรุณาจิต<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงสั่งสอนและตักเตือน ผู้ใดหวังในพระพุทธผล อย่าได้มีความท้อถ้อยทั้งทางกายและทางใจ จงส่งเสริมและให้กำลังใจ เพื่อจะให้ผู้มุ่งในการปฏิบัติ<br /> ได้กลับตัว กลับใจ หันมากระทำในสิ่งที่ชอบที่ถูกต้องด้วยปัญญา ในที่สุดย่อมบรรลุพุทธผล สู่พุทธภูมิได้ </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-50.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 50<br /> ตริ.ศา.รา.นา.<br /> ตี ลี สิด นี นอ<br /> Di Li Se Ni Na </strong><br /> <br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป พระรัตนธวัชโพธิสัตว์ ทรงถือโตมร (หอกสามง่าม) ทองคำ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ตีลีสิดนีนอ หมายถึง คมของวชิระ คมของอาวุธ คมของจักร ให้คนเรามีความมั่นคงในการปฏิบัติธรรม<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์สั่งสอนและตักเตือน ในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งปวง ทั่วทั้งสากลโลก ให้มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติ พระรัตนวัชระโพธิสัตว์ ซึ่งถือโตมร เป็นศาสตราวุธ<br /> จะมาคอยคุ้มครองป้องกันภัย ปราบเหล่ามาร ปีศาจ ถึงผู้ปฏิบัติอยู่จะยังไม่ซาบซึ้ง มีความคิดสับสนอยู่บ้าง เพียงพระโพธิสัตว์ท่านเงื้อศาสตราวุธ เหล่ามารร้ายและภูต<br /> ผีปีศาจก็จะพากันหนีหายไปโดยพลัน หากผู้นั้นมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ก็จะทำให้ผู้นั้นได้บรรลุธรรมอย่างแน่นอน </span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-51.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial"><strong>ปางที่ 51<br /> บา.ยา.มา.นา.<br /> ผ่อ เย มอ นอ<br /> Po Ye Mo Na</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป&nbsp; พระสุวรรณาภาธวัชโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; มือทั้งสองทรงถือวชิรคธาทองคำ&nbsp;&nbsp; เพื่อโปรดสัตว์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp; ผ่อเยมอนอ&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; ส่งเสียงก้องไปทั้งสิบทิศ&nbsp;&nbsp; เป็นเสียงแห่งความปิติยินดี<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ต้องการ&nbsp; จะคัดเลือกผู้ที่ปฏิบัติได้ดีงาม&nbsp;&nbsp; ให้ได้ฟังอนุตรธรรม&nbsp; พระโพธิสัตว์จึงพยายามมาปรากฏธรรมกาย&nbsp; ในการโปรดสรรพสัตว์&nbsp; เพื่อให้สัตว์โลกหลุดพ้น<br /> จากความทุกข์ทรมาน ในการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ ซึ่งเป็นความประสงค์ของพระพุทธโพธิสัตว์&nbsp; ที่จะได้โปรดในกษายกลัป&nbsp; จึงมีความปิติยินดี&nbsp; ที่จะได้พากันข้าม<br /> ฟากไปยัง แดนนิพพาน</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-52.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial"><strong>ปางที่ 52<br /> โซ. ฮา.<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo&nbsp; Po&nbsp; He</strong><br /> &nbsp;</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป&nbsp; องค์พระโพธิสัตว์ทรงนั่งขัดสมาธิ&nbsp; มีเศียรพระอริยะสามเศียร&nbsp;&nbsp; โปรดสัตว์ด้วยพระนิพพานธรรม&nbsp; เพื่อจะนำให้สรรพสัตว์ทั้งปวง&nbsp; ได้เดินตามพระองค์สู่<br /> ความสำเร็จผลสู่แดนนิพพาน<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp; ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp; สภาวะเดิมคือนิพพาน&nbsp; ให้ระงับการยึดติดในการเพิ่มผลประโยชน์ต่างๆ&nbsp; จะได้ไม่มีจิตกังวลติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น&nbsp; ธรรมทั้งหลายไม่เกิดไม่<br /> ดับเป็นความสงบนิ่ง&nbsp;&nbsp; นั่นแหละเป็นนิพพานอันเป็นมงคล</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial">อรรถาธิบาย</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial">องค์พระโพธิสัตว์ทรง สั่งสอนคอยอบรม&nbsp; และแนะนำให้สรรพสัตว์ที่ตั้งใจปฏิบัติมุ่งตรงไปสู่พระนิพพานได้อย่างรวด เร็ว&nbsp; เพราะธรรมช่วยให้จิตได้เป็นหนึ่งเดียว&nbsp; ย่อมส่งเสริม<br /> ให้สำเร็จผลมีสติสมบูรณ์&nbsp; ตั้งแต่ต้นจนจบ&nbsp; เกิดเป็นแสงส่องสว่างช่วยให้จิตเข้าถึงความสงบแห่งสัจธรรม&nbsp;&nbsp; หากสรรพสิ่งทั้งปวงเข้าถึง อนุปาทิเสนิพพาน&nbsp; จิตย่อมมีแต่ความ<br /> สงบสุข&nbsp; โลกนี้ก็จะกลับกลายเป็นสุขาวดีภูมิ</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-53.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial"><strong>ปางที่ 53<br /> สิ.ตา.ยา.<br /> สิด ถ่อ เย<br /> Xi Tuo Ye</strong><br /> &nbsp;</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป&nbsp;&nbsp; พระสารีบุตรเถระ ทรงกระทำมือเป็นปทุมมุทร&nbsp; แสดงถึงความรอบรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สิดถ่อเย&nbsp; หมายถึง&nbsp; ความมุ่งมั่นเกิดความสำเร็จในอรรถธรรมทั้งปวง&nbsp; หากสรรพสิ่งทั้งหลายหลุดพ้นจากลาภยศชื่อเสียง&nbsp; ด้วยมีธรรมเป็นตัวจิตใจ&nbsp;&nbsp; โดยปราศจาก<br /> ขอบเขตจำกัดไว้&nbsp; ย่อมสำเร็จกันได้โดยง่าย<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า&nbsp;&nbsp; ทรงตรัสถึงธรรมอันเป็นสุดยอด&nbsp; ให้ปฏิบัติธรรมด้วยความดีงาม&nbsp; ด้วยพระองค์ทรงมีน้ำพระทัยอย่างเสมอภาค&nbsp; และองค์พระโพธิสัตว์ทรงได้<br /> ตักเตือน&nbsp; ให้สรรพสัตว์และมวลมนุษย์&nbsp; รีบเร่งปรับแก้ที่ใจ แล้วหันกลับมาแก้ไขตัวใหม่&nbsp; จงพากเพียรสร้างสมบุญบารมีเอาไว้ให้มาก&nbsp;&nbsp; จงอย่าหลงยึดถือในสิ่งปลอมแปลง&nbsp;<br /> ด้วยลาภ ยศ ชื่อเสียง&nbsp; และอารมณ์ความโลภเข้ามาไว้ในกำมือ&nbsp; จงปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจจริง&nbsp;&nbsp; เพื่อบรรลุผลในอนุตรธรรมอันสูงสุด</span></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-54.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><span style="font-family: Arial"><strong>ปางที่ 54<br /> โซ. ฮา.<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></span></p> <p align="center"> <br /> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระธรรมกาย พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; เท่าจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา&nbsp;&nbsp; ทรงยืนตั้งกายตรง&nbsp; ด้วยจิต&nbsp; ที่ทรงจะได้โปรดสัตว์อยู่ในธรรมสาคร<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp; ถ้าผู้ปฏิบัติได้รู้แจ้งเห็นจริง&nbsp; ในสิ่งไม่จริง&nbsp; ไม่ใช่ของแท้&nbsp; ด้วยความสัจจริงที่รู้แจ้งเห็นในพระสัจธรรมได้แล้วนั้น&nbsp; ก็จะสำเร็จได้โดยง่าย<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระพุทธองค์ทรงตรัสให้เห็นว่า&nbsp;&nbsp; มวลมนุษย์ไม่คำนึกถึงความจริงแต่ดั้งเดิม&nbsp; แต่ยังมีโอกาสที่จะเข้าถึงความจริง&nbsp; ด้วยต้องตั้งใจในการปฏิบัติ&nbsp;&nbsp; อย่าหลงอยู่ในโลกียวิสัย&nbsp;<br /> ขอให้มวลมนุษย์ทั้งหลาย&nbsp; จงมีความพากเพียร ด้วยวิริยะอุตสาหะในธรรม จึงจะทรงสมความเมตตากรุณาที่พระองค์ทรงมีต่อสรรพสัตว์ด้วยความตั้งใจจริง</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-55.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 55<br /> ม.หา.สิ.ตา.ยา.<br /> หม่อ ฮอ สิด ทอ เย<br /> Mo He Xi Tuo Ye<br /> &nbsp;</strong></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูปพระโพธิสัตว์ทรงเปล่งรัศมี พระหัตถ์ทรงถือรัตนธวัช&nbsp;&nbsp; ได้ส่องสว่างเสด็จโปรดสรรพสัตว์ในไปทั่วโลก<br /> ความหมาย<br /> คำว่า หม่อฮอสิดทอเย&nbsp; หมายถึง&nbsp; พระพุทธธรรมที่มีความกว้างใหญ่ไพศาล&nbsp;&nbsp; หากนำมาปฏิบัติไว้&nbsp; จะสำเร็จในพระพุทธผล<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงเมตตากรุณา&nbsp; ส่องแสงสว่างด้วยพระรัศมีแห่งพระบารมี&nbsp; ช่วยขจัดความทุกข์ให้กับสรรพสัตว์ทั่วโลกธาตุ&nbsp; ให้ซาบซึ้งถึงอมิตาภะ&nbsp; ไม่มีการลำเอียง&nbsp;<br /> ทรงไว้ด้วยความเที่ยงธรรม&nbsp; ในการโปรดสัตว์โลกทั้งปวง&nbsp; ทั้งดีและชั่วให้หลุดพ้นจากการเกิดดับ&nbsp; เข้าสู่สุขาวดีภูมิ</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-56.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 56<br /> โซ. ฮา.<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นพระโมคคัลลานะเถระ&nbsp;&nbsp; มือขวาทรงถือไม้เท้าขักขระ&nbsp; มือซ้ายทรงอุ้มบาตร<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp; ธารณีที่ยังประโยชน์ในการปฏิบัติธรรม&nbsp; เพื่อโปรดมนุษย์ด้วยความเมตตากรุณา<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์มุ่งให้สรรพสัตว์ทั้งสามโลกธาตุ&nbsp; ได้เร่งความเพียรในการปฏิบัติด้วยความตั้งใจ&nbsp; และให้หมั่นเร่งชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาด&nbsp; ย่อมต้องมีความตื่นตัวใน<br /> การปฏิบัติ&nbsp;&nbsp; เพื่อหลีกหนีความทุกข์ในทุคติทั้ง&nbsp; 3&nbsp; เพื่อการหลุดพ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน&nbsp; ด้วยความเมตตากรุณาของพระพระโพธิสัตว์</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" height="139" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-57.gif" style="width: 208px; height: 193px" width="152" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 57<br /> สิ.ตา.ยา.เย.<br /> สิด ทอ ยี อี<br /> Xi Tuo Yu Yi</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> บรรดาพระโพธิสัตว์ และทวยเทพเทวาต่างมาชุมนุมพร้อมกัน ณ แดนสุขาวดี<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สิดทอ &nbsp;หมายถึง&nbsp;&nbsp; ความสำเร็จ<br /> คำว่า ยีอี &nbsp;หมายถึง&nbsp;&nbsp; ความว่างเปล่า<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระพุทธธรรมนั้น&nbsp; มีความกว้างใหญ่ไพศาล เหล่าปวงเทพทั้งหลาย&nbsp; ต่างยอมรับในความสำเร็จ&nbsp; อันเป็นความว่างเปล่า (สุญญตาธรรม)&nbsp;&nbsp; ผู้ใดได้พากเพียรใน<br /> การปฏิบัติบูชา&nbsp; หมั่นสวดมนต์ภาวนาในพระคาถาธารณี ย่อมบันดาลให้เกิดประโยชน์ต่อปวงเทพเป็นอย่างมาก&nbsp; จะทรงโปรดเหล่าสรรพสัตว์และปวงเทพ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ให้ได้<br /> บรรลุใน อนุตรธรรม&nbsp; อย่างทั่วกึงกัน</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-58.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 58<br /> โซว์.รา.ยา.<br /> สิด พัน ลา เย<br /> &nbsp;Shi&nbsp; Bo&nbsp; La&nbsp; Ya</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นรูป&nbsp; องค์พระอมิตภพุทธเจ้ากับพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์อื่นๆ&nbsp; ทรงแสดงในท่ากำยานของรูปมหายาน&nbsp;&nbsp; ทรงปรากฏเป็นรูปลักษณะ<br /> ของเทพนารี (เทพเทพี)<br /> ความหมาย<br /> คำว่า สิดพันลาเย&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; ธรรมที่มีอิสระอย่างสมบูรณ์<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ในธารณีนี้ ทรงปรากฏกายเป็นเทพีและเทพไท&nbsp; เพื่อโปรดเหล่าเทพีและเทพไท&nbsp;&nbsp; ที่มีความดีและความชอบ&nbsp; ได้ส่องแสงสว่าง ทั้งที่เทวโลกและมนุษย์โลก&nbsp;&nbsp;<br /> ด้วยเทพีและเทพไทยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏฏะแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในแต่ ละภพภูมิ&nbsp; เนื่องด้วยไม่เคยรู้และปฏิบัติในธรรม&nbsp; ด้วยความเมตตาจิตขององค์พระโพธิสัตว์<br /> &nbsp;จึงทรงได้ตรัสสั่งสอน ในพระธรรมต่างๆ เพื่อจะช่วยให้เห็นช่องทางและง่ายต่อการนำไปปฏิบัติตน&nbsp;&nbsp; เพื่อจะได้บรรลุเข้าสู่มรรคผลอันบริสุทธิ์</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-59.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 59<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นพระอชานเถระ&nbsp; ทรงยืนอุ้มบาตรชูขึ้นสูงเสมอศีรษะ ใบหน้าดูอิ่ม&nbsp; ยิ้มแย้มหัวเราะ&nbsp; เป็นการบูชากำลังใจ&nbsp; เพื่อหวังจะเพิ่มกำลังในการโปรดสัตว์ทั้งปวง&nbsp;<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp; ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp; สภาวธรรมที่มีความสมบูรณ์&nbsp; มีความเป็นอิสระ&nbsp; ต้องถือคุณธรรมเป็นฐาน&nbsp; ในการประกาศความยิ่งใหญ่ของพระธรรมมรรค&nbsp; ที่มีผลสุดลึกซึ้ง<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ในธารณีพระคาถานี้&nbsp; ทรงชี้ให้เห็นถึงสรรพธรรมนั้น&nbsp; ไม่มีเขตแดนขอบเขตใดจะขวางกั้นได้&nbsp; ทั้งสามโลกธาตุ&nbsp; ที่อาศัยกันอยู่ทั่วทั้งสิบทิศ&nbsp; ก็จะบรรลุสำเร็จผล<br /> กันได้&nbsp;&nbsp; องค์พระโพธิสัตว์ทรงโปรดพระเมตตาและกรุณา&nbsp; สั่งสอนให้ผู้ที่ปฏิบัติมุ่งตั้งจิตให้ตรง&nbsp; ความประสงค์ของพระพุทธเจ้าและบรรดาพระอริยะเจ้า และปราชญ์ทั้งหลาย&nbsp;<br /> ต้องมีความประสงค์ของตนเองเช่นกัน&nbsp; เพื่อประกอบในบุญทานตามความสามารถในฐานะของตนเอง</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-60.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 60<br /> นี.ลา.เกน.ถา.<br /> นอ ลา กิน ซี<br /> &nbsp;Nuo&nbsp; La&nbsp; Jin&nbsp; Chi </strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> &nbsp;ปรากฏกายเป็นพระคิรีสาครปัญญาโพธิสัตว์&nbsp; พระหัตถ์ทรงถือดาบทองคำ&nbsp;&nbsp; ทรงโปรดพระอริยะเถระทางฝ่ายหินยาน<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นอลากินชี&nbsp; หมายถึง&nbsp; ความสำเร็จด้วยความรัก ความเมตตากรุณา ช่วยปกปักรักษา&nbsp; คุ้มครองป้องกันไม่ให้มีจิตเป็นอกุศลกรรม<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์&nbsp; ทรงใช้ธรรมสั่งสอนอบรมให้กลุ่มลัทธิมหายาน&nbsp; ในการยึดธรรมไว้เป็นเครื่องป้องกันในเบื้องแรก&nbsp; เพื่อมิให้ผู้ปฏิบัติไปใฝ่ในหินยาน&nbsp; องค์พระโพธิสัตว์จึง<br /> ทรงแสดงอภินิหารโปรดเหล่าหินยานโดยตรง&nbsp; ให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจสำเร็จในพุทธยาน และต้องฟังสรรพธรรมทั้งหลายของมหายาน&nbsp; ย่อมสำเร็จผลด้วยความรัก ความเมตตา<br /> กรุณา ช่วยปกปักรักษา&nbsp; คุ้มครองป้องกันไม่ให้มีจิตเป็นอกุศลกรรม&nbsp; ย่อมพบความสำเร็จได้</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-61.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 61<br /> โซ. ฮา.<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระจัณฑาลเถระ&nbsp;&nbsp; ทรงถือสัทอรรถธรรมอสังสกฤต&nbsp; และทรงหาบงอบฟาง&nbsp;&nbsp; เพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp; ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp; ธารณีที่แสดงถึงการตักเตือน&nbsp; ด้วยความเมตตากรุณาแห่งองค์พระโพธิสัตว์<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงมีความเมตตากรุณา&nbsp; ธารณีที่แสดงถึงการตักเตือน&nbsp; ให้ผู้บรรลุในหินยาน&nbsp; ช่วยแนะนำผู้ที่มุ่งมั่นในหินยานธรรม&nbsp; ไม่ให้ยึดถือเอาทัศนะคติเดิมของ<br /> ที่ตนมีอยู่นั้น&nbsp;&nbsp; ให้รีบกลับตัวและใจในการแสวงหาธรรมที่ถูกต้องในมหายาน&nbsp; อันจะเป็นช่องทางแห่งการสำเร็จผลได้โดยง่าย&nbsp;&nbsp; ต้องเร่งให้มีความตื่นตัว&nbsp; เพื่อเร่งแสวงหา<br /> หลักธรรมที่จะบรรลุ&nbsp; มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง&nbsp; ด้วยเหตุองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ&nbsp; พระองค์ จึงทรงจุติมายังโลกมนุษย์ได้ทรงเลือกในทางมหายานเป็นสำคัญ&nbsp;<br /> เพื่อนำเอามาโปรดสัตว์โลกทั้งปวง ไม่ถือเอาหินยานมาโปรดสัตว์โลก</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-62.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 62<br /> มา.ลา.นา.ลา<br /> มอ ลา นอ ลา<br /> Mo Na Nuo La</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระรัตนมุทรราชโพธิสัตว์ พระหัตถ์ทรงถือขวานทองคำด้ามยาว&nbsp; ทรงยืนอยู่ระหว่างสรรพสัตว์&nbsp; เพื่อทดสอบจิตใจและการกระทำของสัตว์โลก<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มอลา &nbsp;หมายถึง&nbsp; &nbsp;มโนรถ &ndash; ความปรารถนา ความประสงค์<br /> คำว่า นอลา &nbsp;หมายถึง &nbsp;อนุตตรธรรม<br /> มอลานอลา &nbsp;หมายถึง &nbsp;การปฎิบัติ อนุตตรธรรมสมดังประสงค์<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์เทพเจ้า&nbsp; เทพยดา&nbsp; ที่อยู่เบื้องบนสวรรค์&nbsp; หรืออยู่กลางอากาศ อีกทั้งอยู่ตามพื้นแผ่นดิน พร้อมทั้งมวลมนุษย์&nbsp; สรรพสัตว์ ครุฑาและเหล่ายักษ์&nbsp; หากได้ตั้งจิตใจ&nbsp; ปฏิบัติ<br /> ในธรรม&nbsp; ย่อมส่งผลให้สำเร็จพุทธธรรม&nbsp; สมดั่งความมุ่งหวัง</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-63.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 63<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็น&nbsp; พระเกาซีลาเถระ สวมรองเท้าหญ้าทำด้วยต้นอ้อ&nbsp;&nbsp; ทรงเดินอยู่บนผิวน้ำ เปล่งสุรเสียงดังคลื่นทะเล<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp; ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp; พระโพธิสัตว์มุ่งตักเตือนสั่งสอนให้คนปฏิบัติธรรม อีกทั้งยังเปิดเผยอรรถธรรมอันลึกซึ้งของมหามรรคนี้<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวเป็นพระคาถา&nbsp; เพื่อตักเตือนสั่งสอนให้สรรพสัตว์ปฏิบัติธรรม&nbsp; ให้ผู้ปฏิบัติใส่ใจมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งไม่นานนักย่อมเข้าสู่มหามรรค&nbsp;&nbsp; วิธีการให้<br /> มองเงาของตนเองเป็นแสงสะท้องกลับมา&nbsp; นั่นก็หมายความถึงว่าการดูตัวใจของตัวเองให้รู้แจ้งเท่านั้น&nbsp; จะสามารถมุ่งตรงต่อสภาวะเดิมได้อย่างปลอดโปร่งอย่างแท้จริง&nbsp;<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวเน้นว่า&nbsp; ให้ผู้ปฏิบัติธรรมศึกษาให้รอบรู้อย่างถ่องแท้&nbsp;&nbsp; ด้วยความจริงใจ มีความอดทนด้วยความพากเพียรอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง&nbsp;<br /> ในภายหน้าจะมีสติกล้าหาญในการทำประโยชน์อันเป็นกุศลธรรมให้กับผู้อื่นและส่วนรวมได้</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-64.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 64<br /> ลี.ศัง.กะ.รา.ยะ<br /> สิด ลา เซง ออ หมก เค เย<br /> Xi&nbsp; La&nbsp; Sen&nbsp; Ou&nbsp; Mu&nbsp; Qie&nbsp; Ye</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระเภสัชราชโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; ทรงถือสมุนไพร&nbsp; เสด็จออกไปรักษาโรคให้สัตว์โลก<br /> ความหมาย</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">คำว่า&nbsp; สิดลาเซง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; การแสดงความรักของพระโพธิสัตว์ต่อหมู่ชน&nbsp; ด้วยสงสารสัตว์โลกทั้งหลาย&nbsp; ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน<br /> คำว่า&nbsp; ออหมกเคเย&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp; ความหลงผิดคิดทะเยอทะยานอยาก&nbsp; ด้วยความโลภเข้ามาเกาะกินจิตใจ&nbsp; เท่ากับว่าเกิดเป็นโรคร้ายเกิดขึ้น</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">พระคาถาบทนี้ เป็นการแสดงความรักของพระโพธิสัตว์ต่อหมู่ชน พระองศ์สงสารสัตว์โลกทั้งหลาย ฉะนั้น จึงปรากฏพระธรรมกายเป็นเภสัชราชโพธิสัตว์ เพื่อรักษา<br /> โรคร้ายต่าง ๆ เพื่อให้สรรพสัตว์ได้มีความสุขสบาย<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงมีจิตเมตตากรุณา&nbsp; ให้ความรักสงสาร&nbsp;&nbsp; ในบรรดาสรรพสัตว์และเหล่ามวลมนุษย์&nbsp;&nbsp; ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน&nbsp; พระองค์ทรงแสดงความรักความเมตตา<br /> ด้วยทรงเนรมิตให้เป็น พระเภสัชราชโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; เสด็จออกไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้สัตว์โลก ให้หายดี&nbsp;&nbsp; เหล่ามวลมนุษย์ที่มีโรคเพราะความหลงผิด คิดผิด เมื่อความคิด<br /> เกิดขึ้น โรคก็เกิดขึ้นตามมา&nbsp; หมอที่ดี คือผู้ที่รักษาโรคทางกายให้หายได้ ดุจเช่นกันกับพระอริยะที่เพียงรักษาโรคทางจิตให้หายสิ้น&nbsp; องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน<br /> ให้สรรพสัตว์ลดละเลิกกิเลสทั้งปวง พระพุทธเจ้าสอนให้เราเพ่งจิต&nbsp; ให้ค้นหาโรคทางจิต&nbsp; เมื่อรู้ว่าจิตของเรานี้หาพบไม่ได้&nbsp;&nbsp; โรคทางจิตก็จะหายขาดไปได้</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-65.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 65<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> พระโพธิสัตว์ปรากฏกายเป็น&nbsp; องค์พระสมบูรณ์โพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; พระหัตถ์ประณมดุจดอกบัว สวมเสื้อคลุมสีแดง ด้วยจิตอันสมบูรณ์แจ่มใส&nbsp; คอยอำนวยความสุขแก่สัตว์โลก<br /> ความหมาย<br /> พระคาถานี้ติดต่อกับ สิดลาเซง ออหมกเคเย คือ&nbsp; คนเรานั้นมีโรคทางจิตเป็นภัยคุกคามให้ได้รับความทุกข์ และพระธรรมโอสถเท่านั้นที่สามารถรักษาให้หายขาดได้<br /> คำว่า&nbsp; ซอ ผ่อ ฮอ หมายถึง&nbsp; ประโยคนี้ซ้ำกับปางที่&nbsp; 61 และปางที่ 63&nbsp; แต่มีความหมายต่างกัน&nbsp; คนเรานั้นมีโรคทางจิตจะต้องมีภัยใหญ่&nbsp; จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัส&nbsp;<br /> มีเพียงแต่พระธรรมเท่านั้น&nbsp; ที่รักษาให้หายได้<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงเอาธรรมคาถา&nbsp; มหามรรคในบทนี้มาโปรดสรรพสัตว์และมวลมนุษย์ทั้งปวง ด้วยความเมตตากรุณา พระองค์ทรงขอให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวง จงปล่อย<br /> วางสิ่งที่อยู่ภายนอกรูปกายตนเอง&nbsp; แล้วจงตั้งใจปฏิบัติธรรม</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-66.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <br /> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 66<br /> โซ.ฮา.สิ.ตา.ยา<br /> ซอ ผ่อ หม่อ ฮอ ออ สิด ถ่อ เย<br /> Suo Po Mo He&nbsp; Ou Xi Tuo Ye</strong></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฎกายเป็นพระอุตรเภสัชโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; พระหัตถ์ทรงถือกุณโฑบรรจุยา&nbsp;&nbsp; เพื่อโปรดรักษาโรคร้ายให้กับสรรพสัตว์ทั้งปวง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอผ่อหม่อฮอ&nbsp; หมายถึง สัตว์ทุกประเภท มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน สามารถบรรลุพระสัมมาสัมโพธิได้เหมือนกัน<br /> คำว่า ออสิดถ่อเย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง สรรพสัตว์มีโอกาสร่วมรับธรรมมีความสุขสบายทั่วกัน<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงตรัสสั่งสอนว่า&nbsp; ด้วยความเมตตาที่มีต่อสรรพสัตว์อย่างใหญ่หลวง&nbsp; เพื่อให้ได้ร่วมกันรับรู้ในคุณธรรม แล้วจึงจะได้รับความสุขสบายทั่วถึงกัน&nbsp;<br /> จะเข้าถึงธรรมของฝ่ายมหายานได้ด้วยดี&nbsp; ด้วยมีขันติธรรมสามารถสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-67.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 67<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> &nbsp;Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นพระสารีบุตรเถระ&nbsp; ประทับนั่งทรงกางพระสูตร&nbsp;&nbsp;&nbsp; เผยแผ่ชี้ให้เห็นพระสัทธรรมทั้งปวง&nbsp; โปรดสัตว์ไปจุติในสุขาวดีภูมิ<br /> ความหมาย<br /> ประโยคนี้ต่อเนื่องจากประโยคก่อน เพื่อความสำเร็จเป็นมหายานในพุทธภูมิ เป็นพระคาถาที่ประกอบด้วยความเมตตา กรุณาจิตอันสูงสุด<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย&nbsp; ทรงสอนเน้นความสำคัญไม่ให้เบียดเบียนฆ่าชีวิตผู้อื่น&nbsp;&nbsp; ดำรงปณิธานที่จะโปรดสัตว์อย่างทั่วถึง&nbsp; รักชีวิตอื่นเหมือนรักชีวิต<br /> ของตนเอง&nbsp;&nbsp; ทำจิตให้มีความเมตตากรุณา&nbsp; จงเอาจิตของสัตว์อื่นมาใสจิตของตน แล้วเราจะพบว่าเราจะเข้าใจในชีวิตอื่นเช่นกัน&nbsp;&nbsp; เพราะสวรรค์ชื่นชมการมีชีวิตยืนยาว<br /> ของสัตว์โลก&nbsp; ผู้ใดปฏิบัติตนในศีลธรรมได้และทำจิตด้วยเอาใจเขามาใส่ใจเรา&nbsp;&nbsp; ก็จะเกิดความรักเมตตาได้อย่างแท้จริง&nbsp; ก็จะบรรลุในพุทธผลได้</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-68.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 68<br /> จา.ลา.สิ.ตา.ยา&nbsp;<br /> เจ กิด ลา ออ สิด ถ่อ เย<br /> &nbsp; Zhe&nbsp; Ji&nbsp; La&nbsp;&nbsp; Ou&nbsp; Xi&nbsp; Tuo&nbsp; Ye</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็น&nbsp; แม่ทัพพยัคฆ์คำราม&nbsp;&nbsp; ทรงถือขวานทองคำ&nbsp;&nbsp; ทรงตั้งจิตมุ่งมั่น&nbsp; ออกปราบศัตรูหมู่มาร<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp; เจกิดลา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; การใช้วชิรจักรทองคำปราบเหล่ามาร<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp; ออสิดถ่อเย&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; ความสำเร็จอันไม่มีสิ่งใดเทียบได้<br /> เจกิดลา ออสิดถ่อเย&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; การใช้วชิรธรรมจักร ปราบเหล่ามารศัตรู เพื่อความสำเร็จผล<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ ทรงแผ่ความเมตตากรุณาในสมาธิจิตให้ปรากฏโดยทั่วไป&nbsp; ต่างได้รับความกรุณานี้อย่างทั่วถึงกัน ผู้ปฏิบัติต่างได้รับความสว่างไสว ด้วยความเป็นอิสระ<br /> บรรดามารร้ายและสิ่งต่างๆ อันขัดข้องจะหมดสิ้นไป เพราะเหล่ามารร้ายและสิ่งอันขัดข้องเกิดจากจิตใจที่ไปยึดไปหลงในกังวลอยู่ นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึง<br /> ความบริสุทธิ์นั้น คือความไม่ยึดมั่นในธรรมใดๆ มุ่งตรงเข้าสู่พุทธภูมิ</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-69.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 69<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo&nbsp; Po&nbsp; he</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นองค์เทพมารราช ทรงแบกหอกทองคำด้ามยาว&nbsp; จาริกไปแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก&nbsp; ระงับความเกลียดชังซึ่งกันและกัน<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp; ซอผ่อฮอ หมายถึง&nbsp; ประโยคนี้ซ้ำกับปางที่&nbsp; 61 และปางที่ 63 ,65,67,68 จะเห็นว่าเป็นพระคาถาเดียวกัน&nbsp;&nbsp; แต่มีความหมายต่างกัน&nbsp; ถ้าจะอ่านพระคาถาบทนี้ต่อ<br /> เนื่องจากบทก่อนคือปางที่ 68 หมายความว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนสำเร็จ&nbsp; ในความบริสุทธิ์ ได้จึงไม่ควรประกอบอกุศลกรรมทั้งหลาย<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ผู้ประกาศมหามรรคนี้ หากผู้ใดปฏิบัติตามด้วยความศรัทธา&nbsp; ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ&nbsp; แล้วไม่เพียงแต่ลบล้างบาปกรรมและกำจัดมารได้เท่านั้นยังสามารถ<br /> บรรลุสู่พุทธภูมิได้ด้วย</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-70.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 70<br /> บา.ตา.มา.สิ.ตา.ยา.<br /> ปอ ทอ มอ กิด สิด ถ่อ เย<br /> Bo&nbsp; Tuo&nbsp; Mo&nbsp; Ji&nbsp; Xi&nbsp; Tuo&nbsp; Ye<br /> &nbsp;</strong></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏเป็นพระสัทคนธ์เทพโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; ทรงยกกระถางธูปมโนรถ เพื่อคุ้มครองสัตว์โลก<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp; ปอทอ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; ดอกบัวแดง<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp; มอกิด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; ชนะ<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp; สิดถ่อเย&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; มีผลสำเร็จหมดทั้งสิ้น<br /> ฉะนั้น ปอถ่อมอกิด หมายถึง พุทธธรรมเป็นธรรมที่ไม่มีขอบเขต จะต้องปฏิบัติเพื่อรับความสุขร่วมกัน<br /> ส่วน สิดถ่อเย เป็นการย้ำเตือนให้ผู้ปฏิบัติจะต้องประกอบด้วยสติปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ละจากกิเลส<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ ทรงนั่งประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์ปทุมอาสน์สีแดง ส่องแสงสว่างไปตลอด แล้วพระองค์ทรงได้ทำนายไว้ว่า แสงนี้จะเกิดประโยชน์มหาศาลหาสิ่งใดเทียบไม่ได้</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-71.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 71<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo&nbsp; Po&nbsp; He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏกายเป็นเทพเจ้าโปรยดอกบัวจำนวน ๑,๐๐๐ กลีบ&nbsp; เพื่อจะได้บรรลุสิ่งปรารถนาที่จะให้สัตว์โลกประสพแต่ความสุข<br /> ความหมาย<br /> ประโยคนี้ เมื่อนำไปต่อกันกับประโยคก่อน จะมีหมายถึงว่าผู้ปฏิบัติไม่ยึดไม่หลงทางไปในทางใดทางหนึ่ง&nbsp;&nbsp; ปฏิบัติอย่างอุตส่าห์และพยายาม&nbsp; ด้วยการพิจารณาถึง<br /> หิริโอตตัปปะ&nbsp; ความละอายต่อบาปกรรม<br /> อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์ทรงได้ตรัสสอน&nbsp;&nbsp; สัตว์ทั้งปวงอีกว่า&nbsp;&nbsp; มรรคผลนั้นสำเร็จได้ด้วยตนเอง&nbsp; สำเร็จได้ด้วยการพิจารณาตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ในทุกขณะจิต จะต้อง<br /> พิจารณาจิตของตน รักษาไว้ในทุกขณะของเหตุปัจจัยไม่ให้วิตกจิตเกิดขึ้นได้ เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ความสำเร็จผลย่อมบังเกิดตามปรารถนา</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-72.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 72<br /> นี.ลา.กัน.เถ.ปัน.ตะ.ลา.ยะ.<br /> นอ ลา กิน ซี พัน เค ลา เย<br /> Nuo&nbsp; La&nbsp; Jin&nbsp; Chi&nbsp;&nbsp; Bu&nbsp; Qie&nbsp; La Ye</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย&nbsp; ปรากฏเป็นพระปูรณเถระ&nbsp; ทรงนั่งอุ้มบาตร&nbsp; ช่วยเหล่าสัตว์ให้พ้นจากทุกภัยทั้งปวง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอลากินซี&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; รักษาไว้ด้วยความเป็นภัทร<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; พันเคลาเย&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; พระเถระทรงเพ่งโดยอิสระ<br /> นอลากินซีพันเคลาเย รวมหมายความว่า&nbsp; เป็นที่รักของผู้ประเสริฐ&nbsp; เป็นที่รักของพระอริยะ พระโพธิสัตว์จะทรงยื่นพระหัตถ์มาช่วยกำจัด&nbsp; ความน่าหวั่นกลัวทั้งปวง<br /> ยังผลให้เกิดความสงบสุข<br /> อรรถาธิบาย<br /> จิตเมตตากรุณาของพระโพธิสัตว์&nbsp; จึงปรากฏเป็นพระธรรมกายทั่วสหัสสโลกธาตุ&nbsp; เพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย ให้เร่งรีบปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นจากสรรพภัยและ<br /> ภยันตรายทั้งหลาย&nbsp; ให้ห่างหายไป&nbsp; ด้วยสาเหตุที่สัตว์โลกทั้งหลายมักจะตกอยู่ในความหวั่นกลัว&nbsp; เนื่องจากยังหลงยึดถือสิ่งหลอกลวงมาครอบครองไว้ว่าเป็นของเที่ยงแท้&nbsp;<br /> พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เราละลักษณะกิริยาท่าทางในอาการต่าง ๆ&nbsp; ในสิ่งปลอมแปลงทุกอย่างให้หมดสิ้น&nbsp; เมื่อหมดความกังวลและกดดันต่อจิตใจ ก็จะง่ายต่อการ<br /> เข้าสู่มหามรรค</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-73.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 73<br /> โซ. ฮา.<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo&nbsp; Po&nbsp; He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย&nbsp; ปรากฏเป็นพระตาลาณี&nbsp; เป็นพระราชบุตรขององค์พระโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; ทรงถือถาดใส่ผลไม้&nbsp;&nbsp; เพื่อโปรดสัตว์ ให้ทานแก่สรรพสัตว์<br /> ความหมาย<br /> ประโยคนี้ร่วมกันเข้าต่อเนื่องกับพระคาถาบทก่อน หมายถึง&nbsp; การปฏิบัติให้ถือเอาสัมมาจิต และความมีสัจเป็นหลักในการปฏิบัติ<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระองค์ท่าน&nbsp; ได้บรรยายให้รู้ซึ้งถึงความทุกข์ยาก&nbsp; หวาดระแวงหวั่นกลัว ที่ได้รับกันอยู่นั้น&nbsp; ซึ่งมาจากความคิดอันไม่สะอาดบริสุทธิ์&nbsp; จึงได้เกิดความไม่สงบขึ้น<br /> ในพื้นฐานการปฏิบัติธรรม&nbsp; เพราะทุกสิ่งอย่างล้วนต้องสำเร็จ&nbsp; ด้วยความคิดรู้สำนึกในทุกโอกาส&nbsp; แต่ชาวโลกยังเข้าไม่ถึงสภาวะดั้งเดิมกันได้&nbsp; ยังวนเวียนพาชีวิตตน<br /> ไปสู่ทางที่ผิด&nbsp; เป็นที่น่าเวทนา&nbsp; สงสารยิ่งนัก พระองค์ท่านจึงได้บรรยายคำสั่งสอน&nbsp; เอาไว้เพื่อให้สรรพสัตว์ได้มองเห็น&nbsp; เข้าใจได้อย่างถูกต้อง</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-74.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 74<br /> โม.โบ.ลี.ศังกะ.รา.ยะ.<br /> มอ พอ ลี เซง กิต ลา เย<br /> Mo Po Li&nbsp; Sen Ji Na Ye</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย ปรากฏเป็นพระสมาธิฌานโพธิสัตว์ ทรงนั่งขัดสมาธิบนจักร พระหัตถ์ทรงถือโคมไฟรัตนะ ส่องแสงไปทั่วโลกธาตุและพระธรรมธาตุ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; มอพอลีเซง หมายถึง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้กล้าหาญ<br /> คำว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; กิตลาเย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภาวะเดิม<br /> มอพอลีเซงกิตลาเย จึงหมายถึง ผู้มีสัจจะและคุณธรรม&nbsp; ย่อมสำเร็จได้&nbsp; ด้วยอาศัยสภาวะแห่งเมตตาธรรม&nbsp; หากจิตตั้งอยู่ในอกุศลกรรม&nbsp; คิดมุ่งไปสู่ทางร้าย&nbsp; ย่อมเป็นการยาก<br /> ที่จะสำเร็จพระอนุตตรธรรม<br /> อรรถาธิบาย<br /> พญามารเป็นผู้กล่าวถึง พระโพธิสัตว์&nbsp; ด้วยผลแห่งเมตตาธรรม&nbsp; ในพระมหากรุณา&nbsp;&nbsp; จึงปรากฏเป็นพันกร พันเนตร พระองค์ทรงสอดส่องมองเห็นทั้งสิ่งดี สิ่งชั่ว&nbsp; ยังผล<br /> เมตตาแผ่ไปทั่ว โลกธาตุ&nbsp;&nbsp; ที่สรรพสัตว์ทั้งหลายพึ่งต้องอาศัยการนำทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า&nbsp;&nbsp; เพื่อจะได้ไม่ลุ่มหลง&nbsp; หวั่นไหว&nbsp; ในจิตใจ&nbsp; ทั้งกายและใจ&nbsp;<br /> ก็จะไม่สะเทือนเมื่อประสบกับภาวะทั้งทางดีและทางร้าย&nbsp;&nbsp; ก็จะสามารถอยู่ด้วยจิตใจสงบสุข</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-75.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 75<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ทรงจำแลงพระวรกายเป็นพระมหากัสสปเถระเจ้า&nbsp;&nbsp; พระหัตถ์ซ้ายทรงถือลูกประคำ&nbsp;&nbsp; พระหัตถ์ขวาทรงถือไม้เท้า&nbsp; ทรงเที่ยวแนะนำสั่งสอนให้สรรพสัตว์&nbsp; ได้ปฏิบัติธรรม<br /> ด้วยความตั้งใจจริง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอผ่อฮอ&nbsp; หมายถึง&nbsp;&nbsp; การรวมเอาพระคาถาทั้งหมดแห่งมหากรุณาธารณีสูตร&nbsp; มาไว้ครบถ้วนทั้งบทในประโยค</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">อรรถาธิบาย<br /> ความเมตตากรุณาแห่งพระโพธิสัตว์&nbsp; เพื่อโปรดเหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวงให้ได้รับประโยชน์ในธรรม&nbsp; ไม่หลงเดินผิดทาง&nbsp;&nbsp; มุ่งตรงไปตามธรรมบารมี&nbsp;&nbsp; สู่ความสำเร็จบริบูรณ์ดี</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-76.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 76<br /> น.โม.ระตะนะ.ตรา.ยา.ยะ.<br /> นำ มอ ห่อ ลา ตัน นอ ตอ ลา เหย่&nbsp; เย<br /> Na Mo He Na Da Na&nbsp; Duo Na Ye Ye</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ปรากฏให้เห็นเป็นลักษณะขององค์พระโพธิสัตว์&nbsp; ได้ทรงเนรมิตเป็นอากาศครรภ์พระโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp; ทรงประทับนั่งอยู่บนอาสน์หินศิลา&nbsp; พระหัตถ์ขวาทรงวางไว้บนอาสนะ&nbsp;<br /> พระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกไม้&nbsp; เพื่อการสั่งสอนตักเตือน&nbsp; ให้มวลสัตว์โลก&nbsp; จงมั่นคงในศรัทธาวิริยะกล้าหาญอดทนขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติพระธรรม<br /> ความหมาย<br /> พระโพธิสัตว์ได้ย้ำถึงมนตราบทนี้&nbsp; เพื่อให้แจ้งด้วย&nbsp; การปฏิบัตินั้นมีทางดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว&nbsp; มวลสัตว์โลกทั้งหลายอย่าปล่อยให้เสียโอกาส&nbsp; หรือเสียชาติเกิดมานี้&nbsp;<br /> จงมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติให้สำเร็จผล&nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">อรรถาธิบาย<br /> องค์พระโพธิสัตว์&nbsp; ท่านทรงได้ย้ำถึงผู้ที่มีจิตมุ่งในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมั่นสวดท่องมนต์บทนี้&nbsp; ให้เป็นประจำสม่ำเสมอ&nbsp; ให้มีความพยายามควบคุมกายใจ&nbsp; อย่าปล่อยให้ท่องมนต์คาถาด้วยความเลื่อนลอยไปตามเรื่องตามราว&nbsp; ให้น้อมจิตเอาฌานสมาธิเพ่งถึงการเกิดดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp; พิจารณาถึงบุคคลที่ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ&nbsp; แต่ก็ยังไม่ยอมเพ่งตถาธรรม&nbsp; คงยึดแต่การกินเจเพียงประการเดียว&nbsp;&nbsp; และให้หมั่นระลึกถึงพระพุทธเจ้าในธรรมการปฏิบัติของพระองค์ท่าน&nbsp; จงตั้งจิตตั้งใจในการปฏิบัติ&nbsp; ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติธรรมเถิด</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-77.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 77<br /> นะ.มา.อา.รยา.<br /> นำ มอ ออ ลี เย<br /> Na Mo AO Li Ye</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> ทรงจำแลงพระวรกายเป็นพระสมันตภัทรโพธิสัตว์&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทรงประทับนั่งขัดสมาธิบนคันธหัตถ์&nbsp; ทรงร้อยรัตนะเพื่อให้สัตว์โลก&nbsp; ได้รู้เห็น&nbsp; ได้เพียรพยายามในการปฏิบัติ&nbsp;<br /> เพื่อการบรรลุธรรมได้อย่างสมบูรณ์<br /> ความหมาย<br /> คำว่า นำมอออลีเย หมายถึง&nbsp;&nbsp; การสาธยายมนต์&nbsp; เพื่อเป็นการนมัสการ บูชา&nbsp; สรรเสริญพระอริยะ</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">อรรถาธิบาย<br /> นัยแห่งพระธารณี&nbsp; เป็นการย้ำเตือนให้เร่งรีบสวดท่องธารณี&nbsp; ให้รีบเร่งตื่นตัวปฏิบัติในภูมิธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ&nbsp;&nbsp; แก้ไขในความผิดพลาดที่สร้างไว้&nbsp; แล้วหันกลับ<br /> มาตั้งต้นใหม่ในสิ่งถูกต้องดีงาม&nbsp;&nbsp; เพื่อแสวงหาพระธรรมด้วยความเพียรพยายามทุกขณะจิต&nbsp;&nbsp; หมั่นระลึกถึงพระธรรมคุณอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะอยู่ในอากัปกิริยาใดๆ คง<br /> เสมอต้นเสมอปลาย&nbsp; และยังต้องละความเป็นตัวของตัวเอง&nbsp; เพื่อเป็นการบังคับจิตใจไม่ให้นึกคิดไปตามกระแสกิเลสหรือสิ่งที่ไร้ ประโยชน์&nbsp;&nbsp; ให้ได้สำเร็จผลบรรลุถึงความ<br /> ไม่มีตัวตนได้ด้วยดี&nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-78.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 78<br /> อ. วา.โล.กิ.เต.<br /> ผ่อ ลู กิต ตี<br /> Po Lu Jie Di</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> ทรงจำแลงพระวรกายเป็นมัญชูศรีโพธิสัตว์&nbsp; ประทับนั่งบนหลังสิงหอาสน์&nbsp;&nbsp; พระหัตถ์ชี้ขึ้นฟ้า&nbsp;&nbsp; เพื่อสั่งสอนให้สรรพสัตว์เข้าถึงธรรม<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ผ่อลูกิตตี หมายถึง&nbsp; สัทธรรม&nbsp; เป็นความจริง&nbsp; ความเป็นกลาง ความพอดี&nbsp; ไม่มีที่สิ้นสุด&nbsp; บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีความบริสุทธิ์&nbsp; เพื่อนำทางก้าวเข้าสู่แดนสุขาวดี</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงย้ำถึงความลึกซึ้งเข้าใจของมนต์คาถา&nbsp;&nbsp; ตามความเป็นจริงและสามารถยอมรับความเป็นจริงที่เกิดอย่างลึกซึ้งเข้าใจ&nbsp; ให้ได้ว่า&nbsp;&nbsp; เมื่อมีการเกิดก็จะต้อง<br /> มีการดับ&nbsp; มีชนะก็ย่อมต้องมีแพ้&nbsp; มีสุขก็ต้องมีทุกข์&nbsp; เมื่อมีความสบายก็ต้องมีความลำบาก&nbsp; แต่เมื่อมองดูสัตว์โลกทุกชนชั้นวรรณะ&nbsp; ต่างยอมรับความสุขเพียงอย่างเดียว&nbsp;<br /> ต่างไม่ยอมรับความทุกข์ที่เกิดขึ้น&nbsp; ยอมรับความชนะเพียงอย่างเดียว&nbsp; ต่างไม่ยอมรับความพ่ายแพ้&nbsp;&nbsp; ยอมรับความสบายเพียงอย่างเดียว&nbsp; ต่างไม่ยอมรับความลำบาก&nbsp;&nbsp;<br /> และยอมรับการเกิดเพียงอย่างเดียว&nbsp; ต่างไม่ยอมรับในการดับด้วยความแตกสลาย&nbsp; สูญเสียใดๆ&nbsp;&nbsp; เพราะท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นทุกสิ่งทุกอย่างมันจะต้องเป็นไปตามกาล<br /> เวลาที่เปลี่ยนเวียนไป&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างเด็ดขาด ในที่สุดก็ต้องมีการแพ้&nbsp; มีความลำบาก&nbsp; มีความทุกข์&nbsp; มีความตายอยู่นั่นเอง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากผู้ปฏิบัติต้องการให้มีอายุ<br /> ยืนยาว&nbsp; ต้องค้นหาในความเกิดให้บังเกิดขึ้นมาจากความแตกดับ&nbsp; ค้นหาในความชนะให้เกิดขึ้นในความพ่ายแพ้&nbsp;&nbsp; ค้นหาความสุขให้เกิดขึ้นมาจากความทุกข์&nbsp; ค้นหา<br /> ความสบายให้เกิดขึ้นมาจากความลำบาก&nbsp; เพียงเท่านี้ก็สามารถสำเร็จในคุณธรรมทั้งหมด&nbsp; ไม่กังวลในการเกิด&nbsp; แก่&nbsp; เจ็บ&nbsp; ตาย&nbsp; เป็นหนทางก้าวเข้าถึงความจริง</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-79.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 79<br /> โซว์.รา.ยะ.<br /> ชอ พัน ลา เย<br /> Suo Bo Na Ye</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> เป็นภาคที่กำลังปลดประสาททางตารับรู้มองเห็น นั่งบนดอกบัวทองพันกลีบ&nbsp; เพื่อแนะนำชักชวนให้สัตว์โลก&nbsp;&nbsp; ลดละประสาททางตา&nbsp; จะได้ไม่มองเห็นรูปเพียงภายนอก&nbsp;<br /> ให้มองเห็นในสภาวะแห่งตน&nbsp; เข้าใจในจิตภายในตนอย่างแท้จริง<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอพันลาเย หมายถึง&nbsp;&nbsp; ผู้ปฏิบัติต้องการสำเร็จเป็นธรรมกายอันบริสุทธิ์ได้โดยเร็วกว่าปกติ&nbsp; จะต้องชำระประสาททางตาให้สะอาดเสียก่อน&nbsp; เพื่อการมองเห็นธรรม<br /> วิสัยอันเป็นอนุตตระ (ดวงตาเห็นธรรม)&nbsp; ได้อย่างแท้จริง</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">อรรถาธิบาย<br /> การปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องปิดทวารทั้ง&nbsp; 6&nbsp;&nbsp;&nbsp; กำจัดประสาทตาด้วยใจไม่ไปยึดติดไปตามภาพนั้นๆ&nbsp; ที่มองเห็นรับรู้&nbsp; ในสิ่งที่จะเกิดเป็นบาปกรรมเพราะรูปขึ้นมาได้อีก&nbsp;&nbsp;<br /> ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจงรับรู้ไว้ด้วยเถิดว่า&nbsp; ตา&nbsp; เป็นมารอย่างร้ายกาจ&nbsp; ที่คอยขัดขวางการเข้าถึงพระธรรม&nbsp; จงระลึกนึกถึงธรรมไว้ในใจเสมอ&nbsp; เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต&nbsp;&nbsp;<br /> หากมุ่งเข้าสู่สุขาวดีภูมิต้องละประสาทตาให้หมดไปจากการสัมผัสรับรู้นั้น&nbsp; จะได้ไม่เป็นมารคอยขัดขวางความสำเร็จอีกต่อไป</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-80.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 80<br /> โซ. ฮา.<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> พระโพธิสัตว์ ได้ทรงแสดงกิริยาอาการบรรยายให้เห็นถึงประสาทหู&nbsp; วิพากษ์ถึงเสียงเป็นภัย&nbsp; ทรงวางแขนลงมาเบื้องล่าง&nbsp; เพื่อชี้แนะสั่งสอนให้สัตว์โลกทั้งปวง&nbsp;<br /> จงปฏิบัติธรรมด้วยการละประสาทหู จากเสียงที่ไม่ใช่ความเป็นจริง&nbsp; เพื่อการฟังแต่เสียงจริง&nbsp; ความสูญแห่งสภาวะของตน</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ความหมาย<br /> ซอผ่อฮอ เป็นพระคาถา ต่อเนื่องจากประโยคก่อน หมายถึง&nbsp;&nbsp; ถึงจะละประสาทสัมผัสทางตาแล้ว หูก็เป็นอุปสรรคในการที่จะสำเร็จผลได้อีกเช่นกัน&nbsp; เพราะหูก็ถือว่า<br /> เป็นมารเช่นกัน จำเป็นต้องละไปเช่นกัน จึงจะสำเร็จเข้าถึงอนุตตระ<br /> อรรถาธิบาย<br /> จงอย่าพะวงลุ่มหลงในเสียงที่ได้ยินนั้นๆ&nbsp;&nbsp; เป็นการยากในการได้รับกระแสแห่งธรรม&nbsp; เพื่อการบรรลุสำเร็จมรรค&nbsp; ผล&nbsp; นิพพาน&nbsp; ต้องละและบังคับประสาทหูให้สะอาด&nbsp;&nbsp;<br /> จิตต้องมั่นคงไม่ไขว้เขวตามเสียงที่เข้ามากระทบ&nbsp; พยายามมองดูและฟังไห้ย้อนกลับไปพิจารณาเข้าสู้ความเป็นจริงธรรมดาโลกของ ธรรมชาติของสภาวะดั้งเดิม&nbsp;<br /> ของธาตุ&nbsp; 4&nbsp; ขันธ์&nbsp; 5&nbsp; ในจิตเท่าทันสภาวะทั้งหลาย&nbsp; ไม่ต้องทำให้สะอาดอีกแล้ว ก็จะสามารถสะอาดบริสุทธิ์ได้เอง&nbsp; สิ่งที่ดีจะกลับขึ้นมาได้เอง&nbsp; สิ่งที่ไม่ดับสูญก็จะดับสูญ<br /> ไปเอง&nbsp; มีความสมบูรณ์แห่งธาตุ&nbsp; ด้วยการดับสูญอย่างแท้จริง&nbsp; เมื่อทุกสิ่งดับสูญสลายตัวออกไปเสียทั้งหมด&nbsp; ความสำเร็จผลที่ปฏิบัติยอมเกิดผลติดตามเข้ามาบังเกิดขึ้นกับตัว</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-81.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 81<br /> โอม. สิท.ธริน.ตุ.&nbsp;<br /> งัน สิต ติน ตู<br /> An&nbsp; Xi Dian Du</strong><br /> &nbsp;</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ภาคนิรมาณกาย<br /> &nbsp;พระโพธิสัตว์ ทรงแสดงกิริยาอาการให้สรรพสัตว์ได้มองเห็น&nbsp; รูปชูนิ้วมือทั้งหมด&nbsp;&nbsp; เพื่อให้สรรพสัตว์เห็นความแปลกปลอมที่แปลงปลอมในการดมกลิ่นของประสาท<br /> สัมผัสทางจมูก&nbsp; ซึ่งฐานเดิมสภาวะเป็นสูญ<br /> ความหมาย<br /> คำว่า งัน หมายถึง การนำให้เกิด เป็นปฐมบทแห่งธารณี<br /> คำว่า สิตตินตู หมายถึง ความสำเร็จของธาตุแห่งตน เป็นจุดศูนย์รวมแห่งการปฏิบัติธรรม<br /> อรรถาธิบาย<br /> มนต์พระคาถาบทนี้&nbsp; เมื่อรวมเข้าด้วยกัน&nbsp; ย่อมหมายถึง&nbsp; การปฏิบัติดูลมหมายใจ&nbsp; เข้า-ออก&nbsp; ในทุกขณะจิตด้วยความเป็นสมาธิสงบนิ่งอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-82.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 82<br /> มัน.ตา.รา.<br /> มัน ตอ ลา<br /> Man Duo Na</strong><br /> &nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย<br /> พระโพธิสัตว์ บรรยาย เรื่องลิ้น&nbsp; เพื่อปล่อยละสัมผัสในการลิ้มรสชาติต่างๆ&nbsp;&nbsp;&nbsp; รูปลักษณะปรากฏให้เห็นพระกิริยาอาการรูปชูพระหัตถ์&nbsp; เพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมอง<br /> เห็นเป็นการประกาศว่า ให้ละการลิ้มรสด้วยลิ้นที่สัมผัสติดใจ&nbsp; ให้มองเป็นเพียงสิ่งไม่ยั่งยืนเป็นสูญ&nbsp; แล้วในที่สุดก็จะสามารถเข้าสู่ทางสำเร็จผลได้&nbsp;<br /> ความหมาย<br /> คำว่า มันตอลา เป็นธรรมมณฑลที่หมายถึง&nbsp;&nbsp; ผู้ที่เคร่งครัดในการปฏิบัติต้องปล่อยละประสาทสัมผัสของลิ้น เพื่อตัดกิเลสที่ต้องลิ้มลองรสชาติอยู่ตลอดเวลา ต้องขจัด<br /> การติดใจในการลิ้มรสอย่าให้เข้ามาสัมผัสกับลิ้น&nbsp; ตัวใจจึงจะมีความสะอาดบริสุทธิ์<br /> อรรถาธิบาย<br /> ประสาทสัมผัสแห่งลิ้น ในการลิ้มรสชาติต่างๆ&nbsp; จะทำให้จิตไขว้เขวติดใจเกิดกิเลสตามมา&nbsp; จะต้องตัดปัญหาในด้านของรส&nbsp; ที่ลิ้นได้ไปสัมผัสเข้าเที่ยวไปชิมตลอดเวลา&nbsp;&nbsp;<br /> เพื่อเป็นไปในการเข้าสู่ความบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติของสภาวะเดิม รู้ถึงการปลอมแปลงหลอกหลวงของรสสัมผัส แล้วเข้าถึงสภาวะแห่งตนว่ามีความเป็นสูญ</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-83.gif" /></span></a><br /> <span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 83<br /> ปา.ตา.เย.<br /> ปัด ถ่อ เย<br /> Ba Tuo Ye</strong></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย &nbsp;&nbsp;<br /> พระโพธิสัตว์ปางถือบาตร บรรยายถึงความหลงในกายสัมผัส&nbsp; เกิดเป็นความโลภมักมากในการสัมผัสร่างกาย สอนให้สรรพสัตว์ละจากกายสัมผัส&nbsp;&nbsp; ให้เห็นว่ารูปกายและ<br /> เรือนร่างที่จริงแล้วนั้นเป็นสิ่งที่หลอกลวงใจ&nbsp; เป็นภาพลวงตาทั้งนั้น<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ปัดถ่อเย หมายถึง ความต้องใจ&nbsp; ถูกใจ&nbsp;&nbsp; และมีความต้องการที่หมายถึงร่างกายเป็นเหตุแห่งมูลฐานของความทุกข์<br /> อรรถาธิบาย<br /> พระโพธิสัตว์ทรงชี้เหตุและได้บรรยายให้สรรพสัตว์ในโลกเข้าใจในความโลภ ในการสัมผัสแตะต้องกาย&nbsp; เพื่อให้ละจากกายสัมผัสให้ถือว่าทุกอย่างเป็นของปลอมแปลง&nbsp;<br /> เป็นสิ่งหลอกลวงให้เข้าถึงในสภาวะแห่งตนของธาตุ 4&nbsp; ขันธ์ทั้ง 5&nbsp;&nbsp; ในความไม่มีตัวตนที่แท้จริงเป็นสูญ&nbsp; เพื่อทำจิตให้สงบนิ่งกับสภาวะนั้น ในการสำเร็จผลโดยเร็ว</span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><a href="http://www.postjung.com/" target="_blank"><span style="color: #40e0d0"><img alt="" border="0" src="http://board.postjung.com/data/576/576337-topic-ix-84.gif" /></span></a></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0"><strong>ปางที่ 84<br /> โซ. ฮา<br /> ซอ ผ่อ ฮอ<br /> Suo Po He</strong></span></span></p> <p align="center"> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp;<br /> ภาคนิรมาณกาย &nbsp;&nbsp;<br /> พระโพธิสัตว์ทรงเหาะในกลางอากาศ&nbsp; ส่วนพระหัตถ์ทรงถือ&nbsp;&nbsp; ธวัชด้ามยาว&nbsp; ทรงเหาะไปเพื่อแนะนำสั่งสอนธรรม&nbsp; มีเนื้อหาสาระเข้าใจง่ายในเรื่องของจิต ให้มองเห็น<br /> ในสภาวะไม่ใช่ตัวตน&nbsp; ว่าอะไรจริงและไม่จริง&nbsp;&nbsp; เมื่อจิตสัมผัส&nbsp; กำหนดรับรู้เข้าถึงสภาวะแห่งตน จึงมองทุกสิ่งเป็นสูญ พระองค์ทรงมีจิตใจเมตตากรุณาอย่างเปี่ยมล้น<br /> ในการช่วยชี้ทางสว่างพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง&nbsp;<br /> ความหมาย<br /> คำว่า ซอผ่อฮอ หมายถึง จบโดยบริบูรณ์&nbsp;&nbsp; (จบลงอย่างครบถ้วนด้วยดี)<br /> อรรถาธิบาย<br /> เป็นพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงมีอานุภาพในการทำจิตใจให้สะอาด&nbsp; สอนให้เรารู้ระบบของจิต เข้าใจในการทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้ง&nbsp; ตา&nbsp; หู&nbsp; จมูก&nbsp; ลิ้น&nbsp; กายและใจ&nbsp;<br /> หมั่นกำหนดจิตไว้ในข้อธรรมตลอดเวลา&nbsp; จึงจะสามารถข้ามห่วงทุกข์ทั้งมวลโดยปลอดภัย&nbsp; ด้วยการเว้นการทำบาปกรรม&nbsp; ให้เร่งสร้างบำเพ็ญกุศล&nbsp; เพื่อชำระจิตใจให้ใสสะอาด&nbsp; นี้คือพระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงใช้สั่งสอน&nbsp; ก้าวพ้นทุกข์สู่แดนสงบยิ่งด้วยธรรม</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&ldquo;ต้องค้นหาในความเกิดให้บังเกิดขึ้นมาจากความแตกดับ&nbsp; ค้นหาในความชนะให้เกิดขึ้นในความพ่ายแพ้&nbsp;&nbsp; ค้นหาความสุขให้เกิดขึ้นมาจากความทุกข์&nbsp; ค้นหาความสบายให้เกิดขึ้นมาจากความลำบาก&nbsp; เพียงเท่านี้ก็สามารถสำเร็จในคุณธรรมทั้งหมด&nbsp; ไม่กังวลในการเกิด&nbsp; แก่&nbsp; เจ็บ&nbsp; ตาย&nbsp; เป็นหนทางก้าวเข้าถึงความจริง&rdquo;</span></span></p> <p align="center"> <br /> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่เคารพศรัทธาในพระองค์ท่านกลุ่มสายใยธรรม</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px"><span style="color: #40e0d0">&nbsp; &ldquo;จงทำตนเป็นคนใส่ใจ&nbsp; แล้วเอาใจใส่ตามไป&nbsp; ความหลงลืมย่อมจางหาย&nbsp;&nbsp; ส่งเสริมสติปัญญาดี....เก๋ สายใยธรรม&rdquo;</span></span></p> <p> <br /> <br /> &nbsp;</p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-28243.html <div style="text-align: center;"> <span style="font-size:24px;"><strong><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style8"><img alt="" src="http://sphotos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash3/643972_288408544604107_367256575_n.jpg" style="width: 234px; height: 360px;" /></span></span></strong></span></div> <br /> <span style="font-size:24px;"><strong><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style8">พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว </span></span></strong></span> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบรมราชสมภพเมื่อ วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระองค์ทรง ปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน<br /> <br /> <strong>พระราชประวัติ </strong></span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณี นิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระองค์ ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ [1] และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า [2]</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2410 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระ เนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า 'พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร' ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้า แผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา [3] โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">' พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว' [2]</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">เมื่อ พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">' พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราช รวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว'</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" height="595" src="http://sphotos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/486959_286192611492367_821298079_n.jpg" width="457" /></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><strong>พระมเหสี พระราชินี เจ้าจอม พระราชโอรส และ พระราชธิดา</strong><br /> <br /> พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมเหสี และ เจ้าจอม รวมทั้งหมด 92 พระองค์ โดย 36 พระองค์มีพระราชโอรส-ธิดา อีก 56 พระองค์ไม่มี และพระองค์ทรงมีพระราชโอรส-ธิดา รวมทั้งสิ้น 77 พระองค์<br /> <br /> <br /> <br /> <strong>พระราชกรณียกิจที่สำคัญ</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติการในศาสนาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ<br /> <br /> <br /> <strong>การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส</strong><br /> <br /> <span class="style6">ครั้งที่ 1</span> เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410<br /> <br /> <span class="style6">ครั้งที่ 2</span> เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style6">ให้ไทยใช้ค่าเสียหาย</span>สามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style6">ให้ยกดินแดน</span>บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style6">ให้ถอนทัพไทย</span>จาก ฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;<img height="3" src="http://www.photoontour.com/Images/Gif/dot/28.gif" width="3" /> ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">&nbsp;&nbsp;<img height="3" src="http://www.photoontour.com/Images/Gif/dot/28.gif" width="3" /> ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">&nbsp;&nbsp;<img height="3" src="http://www.photoontour.com/Images/Gif/dot/28.gif" width="3" /> วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด</span></span></p> <p class="style6"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450<br /> <br /> <br /> <br /> <strong>การเสียดินแดนให้อังกฤษ</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 ( นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี</span></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" height="750" src="http://sphotos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-prn1/14319_286910481420580_954468627_n.jpg" width="537" /></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><strong>พระราชปณิธาน</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">พระราชบิดาของฉัน ได้ทรงสละเวลาเป็นส่วนใหญ่ ในการศึกษาและคุ้มครองศาสนาของชาติ ส่วนฉันได้ขึ้นครองราชย์ในขณะอายุยังน้อย จึงไม่มีเวลาที่จะเป็นนักศึกษาอย่างพ่อ ฉันเองมีความสนใจในการศึกษาหนังสือหลักธรรมต่างๆ สนใจที่จะคุ้มครองศาสนาของเรา และต้องการให้มหาชนทั่วไปมีความเข้าใจถูกต้อง</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">ดูเหมือนว่า ถ้าชาวยุโรปเชื่อในคำสอนของคณะมิชชันนารีว่า ศาสนาของเราโง่งมงาย และชั่วทราม คนทั้งหลายก็จะต้องถือว่าพวกเราเป็นคนโง่งมงายและชั่วทรามไปด้วย ฉันจึงรู้สึกขอบคุณบรรดาบุคคล เช่น ท่านเป็นตัวอย่าง ที่สอนชาวยุโรปให้ความคารวะแก่ศาสนาของเรา</span></span></p> <p> <br /> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><strong>พระราชนิพนธ์ </strong></span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">1 ไกลบ้าน</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">2 เงาะป่า</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">3 นิทราชาคริต</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">4 อาบูหะซัน</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">5 พระราชพิธีสิบสองเดือน</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">6 กาพย์เห่เรือ</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">7 คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">8 ตำรากับข้าวฝรั่ง</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">9 พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี</span></span></p> <p> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);">10 โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์</span></span><br /> &nbsp;</p> <hr /> <p> <br /> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style16"><strong>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว </strong></span></span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style17">พระบรมนามาภิไธย</span> สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชวรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style20">ราชวงศ์</span> ราชวงศ์จักรี</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style20">ครองราชย์</span> 1 ตุลาคม พ.ศ. 2410</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style20">ระยะครองราชย์</span> 42 ปี</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style20">รัชกาลก่อนหน้า</span> พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style20">รัชกาลถัดไป</span> พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style20">วัดประจำรัชกาล</span> วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม</span></span></p> <p class="style15"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><strong>ข้อมูลส่วนพระองค์</strong></span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">พระราชสมภพ </span>20 กันยายน พ.ศ. 2396</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">วันอังคาร</span> เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">สวรรคต</span> 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">รวมพระชนมพรรษา </span>58 พรรษา</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">พระราชบิดา</span> พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">พระราชมารดา</span> สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">พระมเหสี</span> สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง</span></span></p> <p class="style16"> <span style="font-size:18px;"><span style="color: rgb(255, 102, 153);"><span class="style21">พระราชโอรส/ธิดา</span> 77 พระองค์</span></span></p> <p class="style16" style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash3/643890_288408581270770_2145924072_n.jpg" style="width: 246px; height: 360px;" /><br /> <br /> <img alt="" height="404" src="http://sphotos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/375938_286910464753915_1642313859_n.jpg" width="539" /></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 ปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-25961.html <p> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-snc6/198604_276805255764436_461738967_n.jpg" /><br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(173, 216, 230);"><span style="font-size: 20px;"><strong>ปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);"><span style="font-size: 20px;"><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสในบุคคล</strong></span><br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp; ชีวกโกมารภัจจ์ เป็นลูกของนางสาลวดี ซึ่งเป็นหญิงโสเภณีในเมืองราชคฤห์ธรรมดาหญิงโสเภณีจะไม่เลี้ยงลูกชาย เพราะช่วยสืบสายอาชีพไม่ได้ ดังนั้นเมื่อนางคลอดลูกออกมาแล้วรู้ว่าเป็นเพศชาย จึงให้สาวใช้นำลูกชายใส่กระด้งไปวางไว้ที่กองขยะ<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> <strong>จากกองขยะมาเป็นลูกเจ้า</strong><br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp; บ่ายวันนั้น อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จประพาสพระนครผ่านมาทางนั้น เห็นฝูงนกการุมล้อมเด็กทารกอยู่ ตรัสสั่งให้นายสารถีไปดูว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เมื่อนายสารถีกลับมากราบทูลว่ายังมีชีวิตอยู่จึงรับสั่งให้อุ้มมาแล้วนำเข้าไปมอบให้นางนมเลี้ยงดูเป็นอย่างดีภายในประราชนิเวศแล้วตั้งชื่อให้ว่า ชีวก ซึ่งมาจากคำว่า ชีวิตคือรอดชีวิตมาได้ เมื่อเจริญวัยขึ้นมาได้ประทานนามเพิ่มเติมว่า โกมารภัจจ์ ซึ่งหมายถึงเป็นบุตรบุญธรรมของพระราชกุมาร ทรงชุบเลี้ยงดูโอรสแท้ ๆ ของพระองค์ แม้พระเจ้าพิมพิสารก็โปรดปรานประดุจหลานของพระองค์ และประชาชนทั่วไปก็เข้าใจว่าเป็นโอรสที่แท้จริง ของอภัยราชกุมาร<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> <strong>หนีจากวังหาสำนักศึกษา</strong><br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp; เมื่อชีวกโกมารภัจจ์ เจริญเติบโตเข้าสู่วัยเรียน และทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า จึงต้องการที่จะศึกษาวิชาความรู้เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต อาชีพที่เขาชอบคือหมอรักษาโรคเพื่อช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ ดังนั้น เขาได้หนีออกจากวังเดินทางไปกับกองเกวียนพ่อค้า จนถึงเมืองตักสิลา แล้วให้พ่อค้าที่เขาอาศัยมานั้นช่วยพาไปฝากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ คือพระฤาษีโรคาพฤกษตริญญา ผู้เป็นเจ้าสำนัก ชีวกได้มอบหมายถวายตัวเป็นศิษย์รับใช้ ทำงานทุกอย่างในสำนักอาจารย์เพื่อแลกกับวิชาความรู้เพราะตนไม่มีทรัพย์สินเป็นค่าเรียน เขาศึกษาอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้เรียนได้เร็วกว่าศิษย์คนอื่น ๆ และสำเร็จจบหลักสูตรใน ๗ ปี ซึ่งปกติคนอื่น จะเรียนถึง ๑๖ ปี แม้จบหลักสูตรแล้ว ก็ยังมีความสงสัยในความรู้ของตนเองว่าอาจจะไม่สมบูรณ์ จึงเข้าไปปรึกษาอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ได้สั่งให้เขาออกไปหาต้นไม้ใบหญ้าหรือพืชชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ ที่เห็นว่าใช้ทำยาไม่ได้มาให้อาจารย์ เขาได้ใช้เวลาหลายวันเข้าไปในป่ารอบ ๆเมืองตักสิลา ค้นหาจนทั่วก็ไม่พบใบหญ้าหรือพืชสักชนิดเดียวที่ใช้ทำยาไม่ได้ จึงรู้สึกผิดหวังกลัวอาจารย์จะตำหนิแต่พอแจ้งแก่อาจารย์แล้ว อาจารย์กลับยิ้มอย่างพอใจและกล่าวว่า เธอเรียนจบแล้ว ออกไปประกอบอาชีพรักษาคนไข้ได้แล้ว<br /> &nbsp;&nbsp;</span></span><br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <strong><img alt="" src="http://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/560978_276805269097768_1319665237_n.jpg" /></strong><br /> &nbsp;</p> <p> <br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);"><strong>ชีวกโกมารภัยได้เรียนวิชาแพทย์พิเศษ</strong><br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ชีวกโกมารภัจจ์ เป็นศิษย์ที่มีอัธยาศัยดี มีความเคารพนับถือเชื่อฟังอยู่ในโอวาทของอาจารย์ มีความกตัญญูกตเวที มีศีลธรรม และอัธยาศัยความสุขุมละเอียดเยือกเย็น สุภาพเรียบร้อยไม่พลาดพลั้ง อีกทั้งเชาว์ปัญญาก็ดีเยี่ยมจึงเป็นที่รักของอาจารย์ ท่านอาจารย์จึงเมตตาสอนวิชาแพทย์พิเศษให้อีกแขนงหนึ่ง ซึ่งอาจารย์จะไม่ค่อยสอนให้แก่ใคร ๆ คือ วิชาประสมยา ปรุงยาขนานเอก พร้อมทั้งวิธีการรักษาโรคให้ด้วย ยาขนานนี้พิเศษจริง ๆ สามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด และวางยาครั้งเดียวไม่ต้องซ้ำ ยกเว้นโรคที่เกิดจากผลกรรมรักษาไม่ได้ เมื่อศึกษาจบครบวิชาการที่อาจารย์ประสิทธิ์ประสาทให้แล้วได้ลาอาจารย์กลับสู่บ้านเมืองของตน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> <br /> <strong>คนไข้คนแรกของชีวกโกมารภัจจ์</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมอชีวกโกมารภัจจ์ ออกเดินทางจากเมืองตักสิลามุ่งสู่กรุงราชคฤห์พักผ่อนรอนแรมในระหว่างทางเสบียงที่อาจารย์มอบหมายก็ใกล้หมด จึงเที่ยวหารักษาใช้พอดีภริยาเศรษฐีในเมืองสาเกตเป็นโรคปวดศีรษะมาเป็นเวลาประมาณ ๗ ปี พยายามรักษาสิ้นทรัพย์จำนวนมากก็ไม่หาย หมดอาลัยในชีวิตจึงปล่อยไปตามกรรมเมื่อหมอชีวกโกมารภัจ ทราบจึงเข้าไปอาสารักษาให้ ทั้งคนไข้และเศรษฐีเห็นหมอยังหนุ่มอยู่ไม่เชื่อความสามารถ จึงบอกปัดไม่ยอมให้รักษา เพราะเกรงว่าจะเสียค่ารักษาเปล่า ๆไม่ได้ประโยชน์ แต่หมอชีวกโกมารภัจจ์บอกจะรักษาให้ก่อน เมื่อหายแล้ว จึงจะรับค่ารักษา ดังนั้นเศรษฐีและภริยาจึงตอบตกลงยอมให้รักษา หมอชีวกโกมารภัจจ์ จึงประกอบยาให้นัตถุ์เข้าทางจมูก ฤทธิ์ยาทำให้คนไข้อาเจียนออกมาทางปาก หลังจากนั้นโรคของนางก็หายเป็นปกติ เขาได้รับค่ารักษาและรางวัลมาถึง ๑๖๐๐๐ กหาปณะ แล้วเดินทางต่อไปจนถึงกรุงราชคฤห์เมื่อถึงแล้วหมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้เข้าเฝ้าพระบิดาอภัยราชกุมาร กราบทูลขออภัยโทษที่หนีไปโดยมิได้ทูลลา ทูลเล่าเรื่องการศึกษาวิชาแพทย์ตั้งแต่ต้นจนจบ ตลอดจนการเดินทางกลับแล้วได้ถวายเงินรางวัลที่ได้รับระหว่างทางแก่พระบิดา พระอภัยราชกุมารทรงปลาบปลื้มพระทัย คืนทรัพย์สินที่ถวายให้กลับคืนเพื่อเป็นทุนใช้สอย<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> <br /> <strong>ประวัติการรักษาโรคครั้งสำคัญ</strong><br /> &nbsp;&nbsp;</span></span><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ เดินทางถึง กรุงราชคฤห์แล้ว ได้รับรักษาโรคต่าง ๆ จนมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลือทั่วทั้งกรุงราชคฤห์และแคว้นอื่น ๆ การรักษาโรครั้งสำคัญของหมอชีวก ก็คือ<br /> &nbsp;&nbsp; ๑. รักษาโรคริดสีดวงทวารให้พระเจ้าพิมพิสารจนหายสนิท ทำให้พระองค์สบายพระวรกายขึ้นได้พระราชทานรางวัลเป็นอันมากทั้งทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวารและที่ดินแต่หมอชีวกขอรับเพียงอย่างเดียวคือสวนมะม่วง จากนั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงแต่งตั้งให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์<br /> &nbsp;&nbsp; ๒. ผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ ซึ่งป่วยปวดศีรษะมานานเกือบ๑๐ ปี<br /> &nbsp;&nbsp; ๓. ผ่าตัดโรคฝีในลำไส้ให้ลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี<br /> &nbsp;&nbsp; ๔. รักษาอาการประชวรด้วยโรควัณโรคปอด ให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนีแคว้นอวันตี<br /> &nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp; ในการรักษาให้พระเจ้าจัณฑปัชโชตนั้น หมอชีวกเกือบถูกประหารชีวิตเนื่องจากพระองค์ท่านมีพระอัธยาศัยโหดร้าย สั่งประหารคนง่าย ๆ โดยไม่มีเหตุผลและพระองค์เกลียดกลิ่นเนยใสเป็นที่สุด บังเอิญยาที่จะรักษานั้นก็มีส่วนผสมเนยใสอยู่ด้วย ทำให้หมอชีวกหนักใจมากจึงวางแผนเตรียมก่อนที่จะถวายการรักษา ได้กราบทูลขอพระราชทานช้างชื่อภัททวดี ซึ่งมีฝีเท้าเร็ว และประตูเมืองหนึ่งประตู โดยอ้างว่าเพื่อสะดวกในการออกไปเที่ยวหาตัวยาสมุนไพรซึ่งบางชนิดต้องเก็บในเวลากลางคืน บางชนิดต้องเก็บในเวลากลางวัน การรักษาจึงจะได้ผล<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> <br /> <strong>หลอกให้พระเจ้าจุณฑปัชโชต เสวยเนยใส</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp; หมอชีวกได้ผสมยาโดยเคี่ยวใส่เนยใสบนเตาไฟจนสี รส และ กลิ่น เปลี่ยนไปเสร็จแล้วนำเข้าไปถวายพระราชากราบทูลว่าเป็นโอสถสูตรใหม่มิได้ผสมเนยใสเมื่อพระราชาเสวยแล้วกราบทูลลากลับ เพื่อขอไปจัดโอสถมาถวายอีก พอออกมาพ้นพระราชนิเวศน์แล้วรีบตรงไปยังโรงช้าง แจ้งแก่พนักงานดูแลช้างว่าขอช้างพังชื่อภัททวดี เพื่อรีบไปเก็บตัวยา เมื่อขึ้นหลังช้างแล้วรีบออกจากกรุงอุชเชนี ทันที<br /> &nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp; พระโอสถที่พระจ้าจัณฑปัชโชตเสวยแล้ว ก็ละลายกระจายรสและกลิ่นออกมา ทำให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต ได้กลิ่นเนยใส จึงกริ้วขึ้นมาทันที รับสั่งให้ทหารรีบไปจับตัวหมอชีวกมาโดยเร็ว เมื่อทรงทราบว่าหนีออกจากเมืองไปแล้วรับสั่งให้ทหารนำพาหนะที่มีฝีม้าเร็วติดตามจับตัวมาให้ได้ และทหารผู้นั้นก็ได้ติดตามไปทับ ณ หมู่บ้านตำบลหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามที่หมอชีวกได้คาการณ์ไว้แล้วจึงเตรียมยาระบายอย่างแรงซ่อนไว้ในเล็บ เมื่อนายทหารผู้นั้นจะเข้ามาจับกุม จึงถูกหมอชีวกหลอกให้กินยาระบายจนถ่ายท้องหมดเรี่ยวแรง ปล่อยให้หมอชีวกหนีต่อไปได้ฝ่ายพระเจ้าจัณฑปัชโชตเมื่อพระโอสถออกฤทธิ์แล้ว พระอาการประชวรก็หายเป็นปกติ พระวรกายโปร่งเบาสบาย รู้สึกขอบใจหมอชีวก แม้ทหารที่ติดตามไปจับตัวหมอชีวกแล้วถูกหลอกให้กินยาระบายจับตัวไม่ได้ กลับมารายงานแล้ว พระราชาก็มิได้กริ้วโกรธแต่ประการใด รับสั่งให้จัดส่งของมีค่าหลายประการรวมทั้งผ้าเนื้อดีจากแคว้นการสี อันเป็นที่นิยมกันว่าเป็นผ้าดีฝีมือการเย็บการทอยอดเยี่ยมกว่าผ้าเมืองอื่น ๆ ให้ทูตนำไปมอบให้แก่หมอชีวกโกมารภัจจ์ ที่กรุงราชคฤห์ หมอชีวกรับของรางวัลมาแล้วพิจารณาเห็นว่าเป็นผ้าเนื้อดีไม่สมควรที่ตนจะใช้สอย เป็นของสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์จึงได้เก็บรักษาไว้เพื่อนำไปถวายพระบรมศาสดาต่อไป<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> <br /> <strong>แพทย์ประจำองค์พระศาสดาและภิกษุสงฆ์</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span><span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp; พระเจ้าพิมพิสารนอกจากจะแต่งตั้งให้หมอชีวกโกมารภัจเป็นแพทย์ประจำพระองค์แล้ว ยังมอบให้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำองค์พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกด้วยหมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้เคยถวายการรักษาให้พระบรมศาสดาครั้งสำคัญ ๒ ครั้ง คือครั้งแรก ได้ปรุงยาระบายชนิดพิเศษถวาย เพื่อระบายสิ่งหมักหมมในพระวารกายออกครั้งที่สอง ในคราวที่พระเทวทัตกลิ้งหินหมายปลงพระชนม์พระศาสดาแต่หินกลิ้งไปผิดทาง มีเพียงสะเก็ดหินก้อนเล็ก ๆ กระเด็นมากระทบพระบาทจนทำให้พระโลหินห้อขึ้นหมอชีวกได้ปรุงพระโอสถพอกที่แผลแล้วใช้ผ้าพันแผลไว้พอรุ่งขึ้นตอนเช้าแผลก็หายสนิทเป็นปกตินอกจากนี้หมอชีวกยังได้ให้การรักษาพระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคต่าง ๆ โดยไม่คิดมูลค่า จนไม่ค่อยจะมีเวลารักษาให้คนทั่ว ๆ ไป เพราะท่านหมอมีความห่วงใยพระภิกษุสงฆ์มากกว่าจงเป็นเหตุให้คนบางพวกเมื่อเจ็บป่วยหรือเป็นโรคขึ้นมา ก็พากันมาบวชเพื่อสะดวกแก่การให้หมอรักษา พอหายดีแล้วก็ลาสิกขาไป<br /> &nbsp;<br /> <br /> <strong>กราบทูลขอพรห้ามบวชคนที่มีโรคติดต่อ</strong><br /> &nbsp;&nbsp;</span></span><br /> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp; สมัยหนึ่งในพระนครราชคฤห์เกิดโรคสกปรก โรคติดต่อและโรคร้ายแรง ระบาดไปทั่วกรุงละจังหวัดใกล้เคียง เช่น<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&bull;&nbsp; กุฏฐัง โรคเรื้อน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &bull;&nbsp; คัณโฑ โรคฝีดาษ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&bull;&nbsp; กิลาโส โรคกลาก<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&bull;&nbsp; โสโส โรคไข้มองคร่อ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&bull;&nbsp; อปมาโร โรคลมบ้าหมู<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นกันทั่วไปแก่ประชาชนพลเมือง ทั้งภายนอกทั้งภายในราชสำนักตลอดจนพระสงฆ์ในอารามต่าง ๆ หมอทั้งหลายต้องทำงานกันอย่างหนัก ส่วนหมอชีวกโกมารภัจจ์ ก็จะให้การรักษาแก่พระภิกษุสงฆ์และบุคคลภายราชสำนักก่อน เนื่องจากหมอชีวกโกมารภัจจ์ รักษาแล้วได้ผลหายเร็วค่ารักษาถูกกว่าหมออื่น โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์แล้วจะรักษาให้โดยไม่คิดค่ายาค่ารักษาแต่ประการใด<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีคนคิดอาศัยพระศาสนาเพื่อเข้ามารักษาตัว โดยเข้ามาบวชเป็นพระให้หมอรักษาจนหายจากโรคที่เป็นอยู่แล้วก็สึกออกไป และคนพวกนี้ก็เป็นตัวนำเชื้อโรคบางอย่างมาแพร่เชื่อติดต่อให้พระ เช่น โรคเรื้อนและโรคกลากเกลื้อน เป็นต้น จนระยะหลัง ๆหมอชีวกสังเกตเห็นว่าคนหัวโล้นมีมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม เมื่อสอบถามดูจึงได้ทราบความจริงว่าเพิ่งสึกมาจากพระ และที่บวชก็มิได้บวชด้วยศรัทธา แต่บวชเพื่อรักษาตัว เมื่อโรคหายแล้วก็สึกออกมา<br /> &nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งหมอชีวกเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลของพรว่าขออย่าได้บวชให้คนที่มีโรคติดต่อทั้ง ๕ ชนิดข้างต้นเลยพระพุทธองค์ประทานให้ตามที่กราบทูลขอ และได้ประกาศให้ภิกษุสงฆ์ทราบโดยทั่วกัน ตั้งแต่นั้นมา คนที่เป็นโรคทั้ง ๕ ชนิดนั้นก็ไม่สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้<br /> <strong>&nbsp;&nbsp;<br /> กราบทูบขอพรให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมอชีวกโกมารภัจจ์ หลังจากที่รักษาอาการประชวรของพระเจ้าจัณฑปัชโชตจนหายเป็นปกติดีแล้ว ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี แต่ท่านหมอคิดว่า ผ้าเนื้อดี อย่างนี้ ไม่สมควรที่ตนจะใช้สอย เป็นของสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์จึงได้น้อมนำผ้านั้นไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนที่จะถวายได้กราบทูลขอพรว่า ขอให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้ พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ตามที่ขอ<br /> &nbsp;&nbsp; การที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ กราบทูลขอพรเช่นนั้น ก็เพราะแต่ก่อนนั้นภิกษุใช้สอยแต่ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าที่ชาวบ้านทั้งหลายทิ้งตามกองขยะบ้าง กองหยากเยื่อบ้าง ผ้าที่ห่อศพทิ้งในป่าบ้าง นำมาทำความสะอาดแล้วเย็บย้อมเป็นผ้าสบงจีวร สำหรับนุ่งห่ม จะไม่รับผ้าที่ชาวบ้านถวาย หมอชีวกโกมารภัจจ์ เห็นความลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในเรื่องนี้ จึงกราบทูลขอพรและได้เป็นผู้ถวายเป็นคนแรก ผ้าที่ภิกษุรับอย่างนี้เรียกว่า คฤหบดีจีวร<br /> &nbsp;&nbsp; แม้พระพุทธองค์จะทรงอนุญาตตามที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ กราบทูลขอ แต่ก็ยังมีพุทธดำรัสตรัสว่า ถ้าภิกษุปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลก็ให้ถือ ปรารถนาจะรับคฤหบดีรจีวรก็ให้รับ และได้ตรัสสรรเสริญความสันโดษคือความยินดีตามมีตามได้พระพุทธองค์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุโมทนาบุญแก่หมอชีวกผู้ถวายผ้านั้น เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว หมอชีวกโกมารภัจจ์ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมดำรงอยู่ในอริยภูมิคือพระโสดาบัน<br /> &nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);"><strong>หมอชีวกโกมารภัจจ์ สร้างวัด</strong><br /> &nbsp;&nbsp; หมอชีวกโกมารภัจจฺ เมื่อยามว่างเว้นจากการรักษาคนไข้ก็หวนคิดถึงตนเอง มีความปรารถนาจะเข้าเฝ้าใกล้ชิดพระบรมศาสดาอย่างน้อยวันละ ๒ เวลา เช้า-เย็น เพื่ออบรมจิตใจได้มากขึ้น แต่วัดเวฬุวันก็ตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้าน อีกทั้งไม่สะดวกในการฟังธรรม และการรักษาพยาบาลภิกษุไข้ จึงได้น้อมนำถวายสวนมะม่วงที่พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานให้แก่ตนนั้นสร้างวัดถวายในพระพุทธศาสนาสร้างพระคันธกุฏีที่ประทับส่วนพระพุทธองค์ พร้อมด้วยกุฏสงฆ์ ศาลาฟังธรรมบ่อน้ำ และกำแพงขอบเขตวัดพร้อมบริบูรณ์ทุกสิ่งแล้ว กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์พุทธสาวกเสด็จเข้าประทับยังพระอารามใหม่นั้นถวายอาหารบิณฑบาตเป็นการฉลองพระอารามแล้ว หลังน้ำทักษิโณทกให้ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา กล่าวอุทิศถวายมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ให้เป็นศาสนสถานอยู่จำพรรษาของภิกษุสงฆ์ที่มาจากทิศทั้ง ๔ พระอารามใหม่นี้ได้นามตามผู้ถวายว่า ชีวกัมพวัน(ชีวก+อัมพวัน)<br /> <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> พาพระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า</strong><br /> &nbsp;&nbsp; อชาตศัตรูราชกุมาร มีพระอัธยาศัยคิดทรยศไม่ซื่อตรง ขาดความจงรักภักดีต่อพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นพระราชบิดาอยู่แล้ว ต่อมาได้คบหาสมาคมกับพระเทวทัต มีศรัทธาเลื่อมใสได้ให้ความอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย ๔ ถูกพระเทวทัตยุยงให้ปลงพระชนม์พระบิดา อีกทั้งให้การสนับสนุนพระเทวทัตกระทำอนัตริยกรรมลอบปลงพระชนม์พระบรมศาสดาและทำสังฆเภททำลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน<br /> &nbsp;&nbsp; ต่อมา พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบเพราะกระทำกรรมหนัก พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทราบข่าวก็สะดุ้งพระทัยกลัวภัยจะถึงตัว ถึงกับเสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับติดต่อกันหลายวัน กลัดกลุ้มพระทัยเป็นที่สุด คืนเพ็ญวันหนึ่งพระองค์ไม่สามารถจะนิทราหลับลงได้ จึงเรียกอำมาตย์ทั้งหลายเข้าเฝ้ายามดึกทรงปรึกษาว่า คืนเดือนเพ็ญอย่างนี้จะไปหาสมณพราหมณ์ผู้มีศีลคนดีจึงจะสามารถทำจิตใจให้สงบได้ พวกอำมาตย์ล้วนแต่แนะนำเดียรถีย์อาจารย์ของตน ได้แก่ครูทั้ง ๖ ซึ่งพระเจ้าอชาต ศรัตรูก็เคยไปฟังคำสอนมาแล้วล้วนแต่ไร้สาระทั้งสิ้นหมอชีวกโกมารภัจ อยู่ในที่นั้นด้วย จึงกราบทูลแนะนำให้ไปเฝ้าพระสมณโคดมบรมศาสดา ซึ่งขณะนี้พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ชีวกัมพวันใกล้ ๆบ้านของตนนี่เอง พระเจ้าอชาตศรัตรูทรงเห็นด้วย จึงเสด็จไปพร้อมด้วยกองจตุรงคเสนา เมื่อเสด็จไปถึงได้เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสทักทายปฏิสันถารขึ้นก่อนแล้วตรัสถามถึงราชกิจต่าง ๆ ทำให้พระเจ้าอชาตศรัตรูไม่เก้อเขิน และทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่พระพุทธองค์ไม่ทรงถือโทษในการกระทำของพระองค์ที่ผ่านมาพระพุทธองค์ ทรงทราบว่าพระเจ้าอชาตศัตรูมีพระทัยผ่องใสดีแล้ว จึงแสดงพระธรรมเทศนา สมัญผลสูตร ให้ทรงสดับ เมื่อจบลงทรงมีพระทัยผ่องใสโสมนัสยิ่งขึ้น เกิดศรัทธาเลื่อมใสถวายตัวเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งตลอดชีวิต (ถ้าพระองค์ไม่ทำปิตุฆาตคือฆ่าพระบิดาเสียก่อน ก็จะได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นแน่) จากนั้นได้กราบขอขมาโทษต่อพระพุทธองค์เสด็จกลับพระราชนิเวศน์<br /> &nbsp;&nbsp;</span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp; หมอชีวกโกมารภัจจ์ ทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนทั่วไปเป็นอเนกประการ ท่านเป็นอุบาสกผู้เป็นพระอริยชั้นพระโสดาบัน พระบรมศาสดา ได้ยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายเลื่อมใสในบุคคล</span></span></p> <p> <br /> <br /> &nbsp;</p> <p style="text-align: center;"> <span style="font-size: 20px;"><strong><img alt="" src="http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/307944_276805135764448_7106546_n.jpg" /></strong></span><br /> <br /> &nbsp;</p> <p> <span style="color: rgb(173, 216, 230);"><span style="font-size: 20px;"><strong>พระคาถา อัญเชิญ ดวงจิต วิญญาณ</strong></span></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp; ปรมาจารย์ทางการแพทย์ ' ชีวกโกมารภัจจ์'<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp; โอม นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กรุณิโก สัพพะสัทธานัง<br /> &nbsp;&nbsp; โอสะถะ ทิพพะมันตัง ประภาโส สุริยาจันทัง โกมารภัจจ์โต<br /> &nbsp;&nbsp; ประภาเสสิ วันทามิ ปัณฑิโต สุเมทะโส อะโรคา สุมนาโหมิ<br /> &nbsp;&nbsp; ( ว่า ๓ ครั้ง )<br /> &nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp; นะอะ นะวะ โรคา พยาธิ วินาสสันติ<br /> &nbsp;&nbsp; ( ว่า ๓ ครั้ง )</span></span></p> <p> <span style="font-size: 20px;"><strong><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp;<br /> คำไหว้ครูว่านยา : ชีวกโกมารภัจจ์</span></strong></span></p> <p> <span style="font-size: 18px;"><span style="color: rgb(173, 216, 230);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตน์นาถา<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตรีโลกอมรา อภิวาทนากร<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หนึ่งข้าอัญชลี พระฤษีผู้ทรงญาณ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แปดองค์เธอมีญาณโดยรอบรู้ในโรคา<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไหว้คุณอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทั่วชั้นฟ้า<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาบสรรซึ่งว่านยา ประทานทั่วโลกธาตรี<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไหว้คุณกุมารภัจจ์ ผู้เจนจัดในคัมภีร์<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เวชศาสตร์บรรดามี ให้ทานทั่วแก่นรชน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ล่วงลุนิพานดล สำเร็จกิจประสิทธิพรฯ</span></span></p> Fri, 12 Apr 2013 00:58:00 +0700 พญานาค http://mahatep.myreadyweb.com/article/topic-28352.html <div style="text-align: center;"> <span style="color:#33cc66;"><span style="font-size: 18px;"><span style="font-size:20px;"><strong><img alt="" height="357" src="http://sphotos-a.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/486333_289108594534102_880734550_n.jpg" width="519" /></strong></span></span></span></div> <br /> <span style="color:#33cc66;"><span style="font-size: 18px;"><span style="font-size:20px;"><strong>นาค หรือ พญานาค (อังกฤษ: Nāga, สันสกฤต: नाग) </strong></span><br /> เป็นความเชื่อในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกชื่อต่าง ๆ กัน แต่มีลักษณะร่วมกัน คือ เป็นงูขนาดใหญ่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสู่จักรวาลอีกด้วย<br /> <br /> ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะมาจากอินเดีย ด้วยมีปกรณัมหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ นาคถือเป็นปรปักษ์ของครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน<br /> <br /> ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่<br /> <br /> ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี เหมือนสีของรุ้ง และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช (อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียรสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม<br /> <br /> <br /> <span style="font-size:20px;"><strong><img alt="" height="266" src="http://sphotos-c.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-prn1/45352_282497475195214_1247152236_n.jpg" width="618" /><br /> <br /> ตระกูลของนาค</strong></span><br /> นาคเป็นเจ้าแห่งงู แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แต่ก็จัดอยู่ฝ่ายสุคติภูมิ อยู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา นาคแบ่ง ออกเป็น 4 ตระกูลใหญ่ คือ<br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; ตระกูลกัณหาโคตมะ พญานาคตระกูลสีดำ<br /> <br /> <br /> <br /> <span style="font-size:20px;"><strong>พญานาคเกิดได้ทั้ง 4 แบบ คือ</strong></span><br /> <br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แบบชลาพุชะ เกิดจากครรภ์<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp; แบบอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่<br /> <br /> พญานาคชั้นสูงเกิดแบบโอปปาติกะ เป็นชนชั้นปกครอง ที่อยู่ของพญานาคมีตั้งแต่ในแม่น้ำ หนอง คลอง บึงต่างๆ ในอากาศ จนไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พวกพญานาคอยู่ในการปกครองของท้าววิรูปักษ์ ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก เหตุที่มาเกิดเป็นพญานาคเพราะทำบุญเจือด้วยราคะ</span></span><br /> <br /> <br /> <br /> <strong><span style="font-size:20px;"><span style="color: rgb(255, 215, 0);">เรื่องราวตำนานที่เล่าขาน </span></span></strong> <p> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล<br /> <br /> นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า<br /> <br /> ตำนาน ความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู<br /> <br /> เป็น สัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน<br /> <br /> ต้น กำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน<br /> <br /> ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้าย รอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์</span></span><br /> <br /> <span style="color:#ffa07a;"><span style="font-size: 18px;"><strong><span style="font-size: 20px;">ตำนานพญานาค</span></strong><br /> <br /> ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความ เก่าแก่มาก สืบค้นได้ว่า มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้ เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้ การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน<br /> <br /> ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญา นาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์<br /> <br /> นาคนี้ มักเรียกกันว่าพญานาคของพวกนาค และยังมีชื่อที่เรียกกันเป็นอย่างอื่นก็มากเช่น ภุชงค์ วาสุกิ หรือวาสุกรี นาค นาคา อนันตนาครหรือเศษนาค เป็นต้น<br /> <br /> ตาม ความหมายที่เข้าใจกันมาว่า นาคตัวยาวๆ อย่างงู ในบาลีลิปิกรม ว่า มีหน้าเป็นคน หางเป็นงู เป็นพวกกึ่งเทวดา เมืองที่อยู่เรียกว่า บาดาล ซึ่งเข้าใจกันว่าอยู่ใต้แผ่นดินที่เราอยู่กันเดี๋ยวนี้<br /> <br /> ตาม ตำนานอุปปาติกะว่า พญานาคนี้เป็นโอรสพระกัศยปเทพบิดร และนางกัทรุเป็นมารดา บุตรของพระทักษะประชาบดี ส่วนเมืองที่อยู่ที่เรียกว่าบาดาลนั้น ตามวิษณุปุราณะ และปัทมปุราณะว่ามีถึงเจ็ดชั้น เรียงลำดับซ้อนๆ กันลงไป คือ 1อตล มีผู้ครองชื่อมหามายะ 2. วิตล ผู้ครองชื่อหาตเกศวร 3. สุตล ผู้ครองชื่อท้าวพลี 4. ตลาตล ผู้ครองชื่อมายุ 5 มหาตล ว่าเป็นที่อยู่ของพวกนาค 6. รสาตล เป็นที่อยู่ของพวกแทตย์และทานพ 7. ปาตาล นี้แหละที่เราเรียกว่าบาดาล เป็นที่อยู่ของวาสุกรีนาคราช<br /> <br /> ปรากฏ ตามคัมภีร์ว่า เมืองบาดาลนี้ ในชั้นสูงๆ มีความสนุกสนานปานกับเมืองสวรรค์ และก็หาใช่ว่าจะอยู่แต่นาคพวกเดียวก็หาไม่ ยังมีรพวกแทตย์และทานพ อันเป็นเหล่ากอของพระกัศยปะกับนางทิติ ได้เป็นผู้ครองอยู่ก็หลายชั้น พวกนาคแท้ๆ คงได้อยู่ในชั้นที่ 5 กับชั้นที่ 7 เท่านั้น<br /> <br /> นาค นี้ปรากฏในที่หลายแห่งว่า ตัวยาวอย่างงู มีหงอนเป็นอันงาม แม้แต่ในปทานุกรมก็ยังแปลไว้ว่างูหงอน ในรามายณะ พญานาคเคยทำตัวเป็นบัลลังก์ให้กับพระวิษณุบรรทมอยู่ในเกษียรสมุทร ในปางมัสยาวตาร พญานาคเคยเป็นเชือกผูกเรือของท้าวสัตยพรต หรือ พระมนูไววัสวัต ไว้กับกระโดงปลาใหญ (นารายณ์) เมื่อคราวน้ำท่วมโลก<br /> ในปางกูรมาวตาร พญานาคก็ต้องไปเป็นเชือกพันกับภูเขามันทระ สำหรับเทวดาและอสูรดึงไปดึงมาเพื่อให้ภูเขานั้นหมุนหวังผลในการทำน้ำอมฤต<br /> ส่วน ในปางพุทธาวตาร หรือในสมัยพระสมณโคดมบรมพุทธะ ก็มีเรื่องนาคมาเกี่ยวข้องเป็นหลายคราว เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์ทรงลอยถาดทอง อันนางสุชาดาถวายพร้อมด้วยมธุปายาส ณ แม่น้ำเนรัญชรา ก็ว่า ถาดนั้นได้จมลงไปอยู่เมืองนาค พญากาลภุชคินทร์ซึ่งเป็นผู้ครอง ได้ยินเสียงถาดกระทบกันก็ตื่นนอนขึ้นครั้งหนึ่ง<br /> และครั้งที่สองเมื่อพระ พุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ไม้มุจลินท์(ไม้จิก) พญานาคชื่อมุจลินท์ก็ได้มาขดตัวเป็นแท่น แล้วเพิกพังพานบังแสงแดดบังฝนถวาย ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้เรียกกันว่าพระนาคปรก<br /> ครั้งที่สามต่อมาอีก ว่ากันว่ามีนาคแปลงตัวมาบวชในพระพุทธศาสนา พระท่านถามนาคที่มาขอบวชมาท่านใช่มนุษย์หรือไม่ นาคตอบว่าเรามิใช่มนุษย์ เป็นนาค แต่มาเพื่อจะขอบวชเพื่อบำเพ็ญบุญ เราจึงได้มีการบวชนาค<br /> <br /> ใน อดีตกาลทศชาดกปางภูริทัตต์ก็ว่า องค์พระโพธิส้ตว์ของเรายังได้เคยถือกำเนิดเป็นนาคชื่อทัตตกุมาร บิดาชื่อ ธตรฐ เป็นพญานาค มารดาชื่อ สมุททชา เป็นมนุษย์ คือ เป็นธิดาท้าวพรหมทัต กรุงพาราณสี ได้ขึ้นมาบำเพ็ญศีลบนฝั่งแม่น้ำยมุนา แล้วถูกอาลัมพายน์หมองูจับเอาตัวไป<br /> <br /> พญา นาคยังเคยเป็นสังวาลของพระอิศวร และเคยเป็นลูกศรของอินทรชิต ที่แผลงไปมัดพวกพระราม พระลักษมณ์ ทั้งหลายที่สาธกมานี้ ดูล้วนแต่ว่านาคมีตัวยาวๆ อย่างงูทั้งนั้น ในเวลาขึ้นลงก็ชำแรกแทรกดิน<br /> <br /> คำ ว่า &#39;นาค&#39; ในบาลีลิปิกรม และ ปทานุกรม แปลไว้ว่า ประเสริฐ ในสมัยสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณฯ ได้เคยทรงไว้ในพระพุทธประวัติ โดยเข้าพระทัยว่านาคไม่ใช่งู และคงจะเป็นพวกที่นับถือเทวรูปนาคปรก ได้แก่ พวกชฎิลกัสสปะสามพี่น้อง บางท่านเห็นว่า นาคนี้เก่งที่สุด ถึงกับปรากฎว่าเอาสตางค์โยนลงไปในน้ำ พวกนี้สามารถที่จะว่ายและดำไปหยิบสตางค์ชูให้ดูได้ก่อนที่สตางค์จะจมลงถึง ท้องทะเล มีอยู่ในนครศรีธรรมราช ปัตตานี ที่เขาเรียกกันว่าชาวน้ำ หรือชาวเล ภาษามลายู เรียก ชะลัง<br /> <br /> ส่วนภาพและรูปแกะสลัก รูปหล่อ รูปปั้น ที่ได้เคยเห็นมา มีทั้งเป็นงู และเป็นคน แล้วแต่เรื่องที่จะมาประกอบ<br /> <br /> ใน พงศาวดารเขมร กล่าวว่าในราวพุธศตวรรษที่ 6 พระทองเป็นโอรสกษัตริย์เขมร ก็เคยได้แต่งงานกับพระธิดาพญานาค มีนามว่า นางทาวดี ถึงมีโอรสด้วยกัน ชื่อพระเกตุมาลา และได้สืบกษัตริย์ครองประเทศเขมรกันต่อๆ มา อีกสามราชวงศ์กษัตริย์<br /> <br /> กระทั่งถึงสมเด็จ พระอุทัยราชก็มีมเหสีเป็นนาค คราวนี้ออกลูกครั้งแรกเป็นไข่ เอาไปทิ้ง คือฝังทรายไว้ ถึงคราวนายคงเคราซึ่งเป็นส่วยน้ำ นำน้ำในทะเลชุบศรเมืองลพบุรไปส่ง ได้พบไข่นี้ฟักเป็นคน จึงเก็บมาเลี้ยงไว้ ให้ชื่อว่านายร่วง แต่นางนาคตนนี้ออกลูกครั้งที่สอง หาตกเป็นฟองไม่ เป็นมนุษย์ทีเดียว โอรสผู้นี้ภายหลังมีนามว่าพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ได้เป็นกษัตริย์เขมรที่มีเดชานุภาพมาก<br /> <br /> ท้าว วิรูปักษ์ เป็นมหาราชของพวกนาค เป็นโลกบาลครองทิศปัจจิม ด้านทิศตะวันตก มีปราสาททิพย์อยู่บนยอดเขายุคนธรทางด้านตะวันตก มีพาหนะเป็นช้างทิพย์ชื่อ โสมนัส เหล่านาคจะคอยขับกล่อมบำเรอด้วยดนตรีทิพย์อยู่ตลอดเวลา พระโอรสมีมากถึง 91 องค์<br /> <br /> ในตำนานของชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ<br /> <br /> นาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต ทั้งปวง พญานาค ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดู พญาอนันตนาคราช แท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้า พญานาค เปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือ ไม่ตกก็ได้ ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้ พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่างๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย<br /> <br /> ตาม ความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือ วรุณและสาคร ที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้ว นาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่า สายรุ้ง กับ นาค เป็นอันเดียวกัน ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลก ขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง<br /> <br /> ใน ตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช<br /> <br /> ลักษณะของ พญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม</span></span></p> <p> <br /> <br /> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;"><strong>ความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติ</strong><br /> พญา นาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้<br /> <br /> พญา นาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย<br /> <br /> พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น</span></span><br /> <br /> <span style="color:#33cc33;"><span style="font-size: 18px;">พญา นาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม<br /> <br /> พญา นาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน<br /> <br /> พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์</span></span><br /> <br /> <span style="color:#ffd700;"><span style="font-size: 18px;">พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ<br /> จะ เห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี<br /> <br /> * พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถ แปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น<br /> <br /> * พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม<br /> <br /> * .พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคาย พิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน<br /> <br /> * พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์<br /> <br /> * พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ<br /> จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี</span></span><br /> <br /> <br /> <span style="color:#ffa07a;"><span style="font-size: 18px;"><span style="font-size: 20px;"><strong>เรื่องราวพญานาคโพนพิสัย</strong></span><br /> ช่วง เทศกาลออกพรรษาของทุกปี โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา ปีใดมีเดือนแปดสองหนจะเลื่อนไปอีก 1 วัน คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำของประเทศสปป.ลาว มหาชนจากทั่วทุกสารทิศจะเดินทางหลั่งไหลมาที่อำเภอโพนพิสัย , กิ่งอำเภอรัตนวาปีและที่แก่งอาฮง หน้าวัดอาฮงศิลาวาส อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย อย่างเนืองแน่นชนิดที่หาที่จอดรถไม่ได้ หรือแทบจะเดินไม่ได้ แต่ปี 2546 ระยะทางจากจังหวัดหนองคายไปอำเภอโพนพิสัย เป็นถนน 4 เลน ประมาณ 12 กิโลเมตรก็จะเป็นการระบายรถได้ทางหนึ่ง<br /> <br /> มหาชนเหล่านั้น มาเพื่อที่จะร่วมงานประเพณีไหลเรือไฟและจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือมาชม ปรากฏการณ์ บั้งไฟพญานาค ซึ่งเป็นลูกไฟมหัศจรรย์ ที่พุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง ที่เรียกว่ามหัศจรรย์นั้น เพราะยังเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงเกิดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น แม้ว่าวันออกพรรษาของแต่ละปีจะคลาดเคลื่อนไปไม่ตรงกับวันเดิม &ldquo;บั้งไฟพญานาค&rdquo; ก็จะเคลื่อนไปตามวันออกพรรษาของปีนั้น ๆ และทำไมถึงต้องเกิดขึ้น และเกิดขึ้นเฉพาะที่บริเวณอำเภอโพนพิสัย บริเวณกิ่งอำเภอรัตนวาปี และบริเวณบ้านอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ เท่านั้น บั้งไฟพญานาคเป็นลูกไฟที่พุ่งขึ้นสู่อากาศแก้วก็หายไป เกิดขึ้นทั้งกลางแม่น้ำโขงและบริเวณใกล้ ๆ ฝั่ง ขึ้นสูงประมาณ 30-50 เมตร บางแห่งขึ้นสูงเป็น 100 เมตร ขนาดของลูกไฟที่เกิดขึ้นนั้น มีขนาดโตเท่าผลส้ม ขนาดกลางเท่าไข่ไก่ ขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือ เวลาที่เกิดไม่แน่นอนแต่ต้องมืดค่ำก่อนจึงจะเกิด บางปีเกิดตั้งแต่หัวค่ำ เวลา 18.00 น. ) บางปีเกิดในเวลาตั้งแต่ 3-4 ทุ่ม เกิดจนไปถึงเวลาเที่ยงคืน ถึง 02.00 น. จำนวนที่เกิดขึ้นนั้น จำนวนไม่เท่ากัน บางแห่งเกิดขึ้นเพียง 1 ลูก บางแห่งเกิดขึ้น 20 ลูก หรือบางแห่งก็เกิด 50-100 ลูก หรือมีมากกว่านั้น สถานที่เกิดส่วนมากจะเป็นลำแม่น้ำโขง แต่ก็มีบ้างเกิดขึ้นในห้วยหนองที่อยู่ใกล้ กับแม่น้ำโขงและอยู่ในท้องที่อำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด กิ่งอำเภอรัตนวาปี บริเวณบ้านอาฮง (วัดอาฮง) อำเภอบึงกาฬ อ.ศรีเชียงใหม่ (วัดหินหมากเป้ง) บ้านผาตั้ง อ.สังคม เกิดขึ้นเป็นบางส่วน<br /> <br /> ลักษณะการพุ่ง ขึ้นจากน้ำ ถ้าอยู่ใกล้ฝั่งพอขึ้นสูงจะเฉเข้าหาฝั่งมากกว่าเฉออกนอกฝั่ง วิ่งเร็วช้าไม่เท่ากัน ถ้าอยู่ใกล้ฝั่งจะช้า ถ้าเกิดอยู่กลางน้ำจะเร็ว ลักษณะของลูกไฟไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดอยู่บริเวณอำเภอโพนพิสัยจะเป็นสีแดงอมชมพู ถ้าเกิดขึ้นที่แก่งอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ จะเป็นสีเขียวจนเห็นได้ชัด ลูกไฟที่พุ่งขึ้นเมื่อส